Friday, December 30, 2016
Friday, October 21, 2016
Wednesday, July 27, 2016
ค่าลดหย่อนการซื้อสินค้า OTOP
รัฐบาลได้ออกมาตรการเพื่อส่งเสริมสินค้าท้องถิ่นไทย
โดยให้ผู้ที่มีเงินได้สามารถนำเงินค่าซื้อสินค้าท้องถิ่นไทยหรือสินค้า OTOP (โอทอป) มาลดหย่อนภาษีได้
โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้
- ต้องซื้อสินค้าโอทอประหว่างวันที่ 1 ถึง 31 สิงหาคม 2559 นี้เท่านั้น
- ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท เป็นค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- ต้องเป็นสินค้าโอทอปที่ได้ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชน และผู้ขายจะต้องเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถเช็ครายชื่อได้ที่ http://cddata.cdd.go.th/otoppracha/otop_tax.html
- ต้องเป็นสินค้าโอทอปที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เท่านั้นจึงจะนำมาลดหย่อนได้
- ต้องมีใบกำกับภาษีเต็มรูปจากผู้ขาย
- หากในใบกำกับภาษีมีสินค้าอื่นที่ไม่ใช่สินค้าโอทอปปะปนมาด้วย ผู้ขายจะต้องระบุในใบกำกับภาษีว่าเป็นสินค้าใดเป็นสินค้าโอทอปหรือทำเครื่องหมายแสดงรายการแบ่งแยกให้ชัดเจน แต่ถ้าหากทุกสินค้าในใบกำกับภาษีเป็นสินค้าโอทอปก็ให้ผู้ขายระบุในใบกำกับภาษีว่า “สินค้าทุกรายการเป็นสินค้าโอทอป”
แต่การซื้อสินค้าโอทอปนี้ เราไม่จำเป็นต้องไปถึงแหล่งขายของโอทอปต่างจังหวัด เราสามารถซื้อได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปที่มีป้ายขายสินค้าโอทอปและมีป้ายออกใบกำกับภาษีได้ แต่ถ้าเราต้องซื้อสินค้าอื่นๆ ด้วย ก็ขอให้พนักงานแยกบิลสินค้าโอทอปไว้ต่างหาก และนำบิลสินค้าโอทอปไปขอใบกำกับภาษี เพื่อป้องกันความสับสนและการคำนวณผิด ดังนั้น เมื่อรู้แบบนี้แล้ว
หากเราได้มีโอกาสซื้อสินค้าต่างๆ ก็อย่าลืมมองหาป้ายสินค้าโอทอป เมื่ออุดหนุนสินค้าโอทอปแล้วก็อย่าลืมขอใบกำกับภาษีเพื่อเอามาลดหย่อนภาษีกันนะค่ะ
Sunday, May 29, 2016
อัตราภาษี SME & Start Up รอบระยะเวลาบัญชีปี 2559 และ ปี 2560
รัฐบาลได้สนับสนุนผู้ประกอบการ SME และ Start Up โดยมีการปรับอัตราภาษีนิติบุคคลที่เป็น SME และ Start Up ของปี 2559 และปี 2560 ให้มีการอัตราการเสียภาษีในอัตราที่ลดลง เพื่อเป็นการจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้ามาจดทะเบียนนิติบุคคลเป็น SME มากขึ้น และยังสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีระบบบัญชีเล่มเดียว เพื่อความโปร่งใสของการจัดการด้านบัญชีมากขึ้น
เทิร์ดได้สรุปอัตราภาษีของผู้ประกอบการ SME และ Start Up มาให้นะค่ะ เพื่อเป็นประโยชน์ในการบริหารภาษี
จะเห็นได้ว่ามาตราการของรัฐนั้นสนับสนุนให้เราเปิดบริษัทนิติบุคคลกันนะค่ะ หากใครที่ยังลังเลว่าจะเปิดหรือจะไม่เปิด เราก็ควรมาคำนวณค่าใช้จ่ายในการเปิด การประหยัดภาษี รายได้ที่เราจะได้รับในอนาคต และเป้าหมายของการทำธุรกิจนะค่ะ เพื่อที่จะทำให้เราเปรียบเทียบได้ว่าการเปิดบริษัทจะช่วยให้เราได้ประโยชน์มากน้อยเพียงใด
เทิร์ดได้สรุปอัตราภาษีของผู้ประกอบการ SME และ Start Up มาให้นะค่ะ เพื่อเป็นประโยชน์ในการบริหารภาษี
| ประเภทนิติบุคคล | สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2559 | สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2560 | |||
| กำไรสุทธิ | อัตราภาษี | กำไรสุทธิ | อัตราภาษี | ||
| 1 | นิติบุคคล SME (ไม่ได้จดแจ้งบัญชีเล่มเดียว) | 0 - 300,000 | ยกเว้น | 0 - 300,000 | ยกเว้น |
| มากกว่า 300,001 | 10% | 300,001 - 3,000,000 | 15% | ||
| มากกว่า 3,000,001 | 20% | ||||
| 2 | นิติบุคคล SME (จดแจ้งบัญชีเล่มเดียว) | ทั้งจำนวน | ยกเว้น | 0 - 300,000 | ยกเว้น |
| มากกว่า 300,001 | 10% | ||||
| 3 | นิติบุคคล SME ที่เป็น New Start Up ใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรม | ทั้งจำนวน | ยกเว้น | ทั้งจำนวน | ยกเว้น |
จะเห็นได้ว่ามาตราการของรัฐนั้นสนับสนุนให้เราเปิดบริษัทนิติบุคคลกันนะค่ะ หากใครที่ยังลังเลว่าจะเปิดหรือจะไม่เปิด เราก็ควรมาคำนวณค่าใช้จ่ายในการเปิด การประหยัดภาษี รายได้ที่เราจะได้รับในอนาคต และเป้าหมายของการทำธุรกิจนะค่ะ เพื่อที่จะทำให้เราเปรียบเทียบได้ว่าการเปิดบริษัทจะช่วยให้เราได้ประโยชน์มากน้อยเพียงใด
Tuesday, February 23, 2016
โครงการบ้านหลังแรกปี 2558 และ 2559
ค่าลดหย่อนใหม่ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
"บ้านหลังแรกของปี 2558 และ 2559"
"บ้านหลังแรกของปี 2558 และ 2559"
รัฐบาลได้พยายามกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยการออกมาตราใหม่แต่ก็มีเนื้อหาคล้ายๆ กับโครงการบ้านหลังแรกที่เคยออกมาในปี2554 โดยเนื้อหาและสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
- อสังหาริมทรัพย์ที่จะเข้าเกณฑ์ลดหย่อนได้ต้องเป็นอาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดคอนโด เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยเท่านั้น หากเป็นการซื้อขายที่ดินหรือปลูกสร้างอาคารแยกจากกันจะนำมาลดหย่อนไม่ได้
- อสังหาริมทรัพย์นั้นต้องมีราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท หากราคาเกิน 3 ล้านบาทจะไม่สามารถนำมาลดหย่อนได้
- ต้องซื้อภายในวันที่ 13 ตุลาคม 2558 ถึง 31 ธันวาคม 2559 มีการจดทะเบียนและโอนกรรมสิทธิ์ให้แล้วเสร็จภายในช่วงเวลาดังกล่าว ดังนั้นหากจดทะเบียนและโอนกรรมสิทธิ์ระหว่าง
13 ตุลาคม 2558 ถึง 31 ธันวาคม 2558 ก็จะเริ่มใช้สิทธิลดหย่อนภาษีปี 2558
ถ้าหากจดทะเบียนและโอนกรรมสิทธิ์ระหว่าง 1 มกราคม
2559 ถึง 31 ธันวาคม 2559 ก็จะเริ่มใช้สิทธิลดหย่อนปี 2559
- ต้องไม่เคยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ของอสังหาริมทรัพย์เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยมาก่อน
- สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้ 20% ของราคาอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ โดยทยอยลดหย่อน 5 ปีปีละเท่าๆ กัน
- ผู้มีเงินได้ต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปีนับตั้งแต่วันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ เว้นแต่กรณีผู้มีเงินได้ถึงแก่ความตายหรือกรณีอสังหาริมทรัพย์นั้นสิ้นสภาพไปทั้งหมด
- หากมีการร่วมกันซื้อ จะใช้สิทธิลดหย่อนได้ตามนี้
- กรณีที่มีหลายคนร่วมกันซื้อ ให้ลดหย่อยเฉลี่ยตามจำนวนคนซื้อ โดยเมื่อรวมกันทุกคนแล้วต้องไม่เกิน 20% ของราคาอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ
- กรณีสามีและภรรยาที่จดทะเบียนสมรส ร่วมกันซื้อ
- ถ้าสามีและภรรยาต่างฝ่ายต่างมีรายได้ และแยกยื่น จะลดหย่อนได้คนละครึ่ง
- ถ้าสามีและภรรยาต่างฝ่ายต่างมีรายได้ และยื่นร่วมกันเฉพาะเงินได้ 40(1) ที่เป็นเงินเดือน หรือ ยื่นร่วมกันเฉพาะเงินได้ 40(2) - 40(8) จะแบ่งลดหย่อนได้ตามสัดส่วนของเงินได้
- ถ้าสามีและภรรยาต่างฝ่ายต่างมีรายได้ และยื่นร่วมกัน จะลดหย่อนได้ทั้งหมด
- ถ้าสามีหรือภรรยามีรายได้เพียงฝ่ายเดียว อีกฝ่ายไม่มีรายได้เลย จะลดหย่อนได้เฉพาะคนที่มีรายได้เท่านั้น และลดหย่อนได้แค่ครึ่งนึง และ ต้องไม่เกิน 20% ของราคาอสังหาริมทรัพย์นั้น
- หนังสือรับรองจากผู้ขายที่พิสูจน์ได้ว่ามีการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นจริง (สามารถใช้เอกสารในรูปที่ 1 )
- หนังสือรับรองตัวเองว่าเป็นที่อยู่อาศัยแห่งแรก (สามารถใช้เอกสารในรูปที่ 2 หรือ พิมพ์ขึ้นมาเองโดยมีข้อความอย่างน้อยตามเอกสารในรูปที่ 2)
- สำเนาการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์
- สำเนาสัญญากู้ยืมเงิน (กรณีกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน)
ตัวอย่าง ซื้อคอนโดราคา 3,000,000
บาท จะได้ค่าลดหย่อนเท่ากับ 600,000 บาท
(คำนวณจาก 20% ของ 3,000,000) ซึ่งค่าลดหย่อน
600,000 บาทนี้ จะถูกเฉลี่ยใช้สิทธิได้ 5 ปี ปีละ 120,000 บาท (คำนวณจาก 600,000 / 5)
ค่าลดหย่อนบ้านหลังแรกนี้จะช่วยบรรเทาภาระภาษีของผู้มีเงินได้ที่เพิ่งจะซื้อบ้านหรือคอนโด และยังกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ให้มีแรงซื้อขายกันมากขึ้น ให้ระบบเศรษฐกิจได้มีเงินหมุนเวียนกันมากขึ้น ให้ประเทศได้เดินหน้าต่อไปนะค่ะ
![]() |
| รูปที่ 1 |
Friday, December 4, 2015
Sunday, February 22, 2015
สรุปการเปลี่ยนแปลงภาษีของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล ตอนที่ 2
ในตอนที่แล้วได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคล ในตอนนี้จะมาดูว่าแล้วเราจะลงบัญชีรายรับ-จ่ายกันอย่างไร
บัญชีรายรับ-จ่ายเป็นส่วนที่เพิ่มขึ้นมาในการยื่นภาษีของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคล จะยื่นแนบเพียงครั้งเดียวต่อปีไปกับภงด. 90 (ไม่ต้องยื่นแนบกับ ภงด. 94 ในกลางปี) บัญชีรายรับ-จ่ายจะแสดงถึงกระแสเงิน (Cash Flow) ที่ใช้ในกิจการ เป็นการบันทึกบัญชีแบบง่ายเพื่อใช้ภายในกิจการ ไม่เน้นการเก็บบิลหรือใบเสร็จ เสมือนการลงรายรับรายจ่ายของครัวเรือน
การอธิบายวิธีการลงบัญชีรายรับ-จ่ายนั้น จะขอยกจากตัวอย่างนะคะ ขอย้อนกลับไปในตอนแรกที่ได้ยกตัวอย่างห้างหุ้นส่วนสามัญเอบีการแพทย์นะคะ สมมติว่าห้างหุ้นส่วนมีการเสียภาษีดังนี้
การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์
รายได้ จากกิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิก 1,000,000
หักค่าใช้จ่าย โดยเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา (ร้อยละ 60%) 600,000
คงเหลือ เงินได้หลังการหักค่าใช้จ่าย 400,000
หักค่าลดหย่อน ค่าลดหย่อนของห้างหุ้นส่วนสามัญ 60,000
คงเหลือ เงินได้สุทธิ 340,000
ภาษีที่ต้องจ่าย อัตราภาษีแบบก้าวหน้า (ตกในฐาน 10%) 11,500
มี 3 กรณีที่เกี่ยวข้องกับการลงบัญชีรายรับ-จ่าย ที่จะยื่นต่อสรรพากร
กรณีที่ 1 ไม่มีภาษีหัก ณ ที่จ่ายแต่ต้องการจะแบ่งส่วนกำไรให้หมด ไม่ต้องเหลือไปถึงปีหน้า ควรจะลงบัญชีอย่างไร
กรณีที่ 2 ถ้ามีภาษีหัก ณ ที่จ่าย เกินกว่าภาษีที่ต้องจ่าย (ได้เงินภาษีคืน) ควรจะอย่างบัญชีอย่างไร
กรณีที่ 3 ถ้ามีภาษีหัก ณ ที่จ่าย น้อยกว่าภาษีที่ต้องจ่าย (ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม) ควรจะลงบัญชีอย่างไร
บัญชีรายรับ-จ่ายที่จะยื่นแนบไปกับภงด. 90 นั้น เพื่อป้องกันความสับสน ควรเข้าใจไว้ก่อนว่าบัญชีนี้คือ รายรับรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงๆ เป็น Cash Flow ของคณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญนั้นๆ และการทำบัญชีรายรับ-จ่ายเพื่อยื่นสรรพากรนี้ก็เป็นบัญชีแค่ช่วงเวลาตั้งแต่ 1 มค. ถึง 31 ธค. ของปีที่เราจะต้องยื่นภาษี ดังนั้นบางรายจ่ายที่อาจไม่ได้จ่ายในช่วงระยะเวลาของปีนี้ ก็ต้องไปลงบัญชีของปีหน้า ลองดูกรณีที่ 1 นะคะ
กรณีที่ 1 ถ้าตามตัวอย่างของห้างหุ้นส่วนเอบีการแพทย์ ถ้าหุ้นส่วนต้องการแบ่งส่วนแบ่งกำไรทั้งหมด ไม่ต้องการที่จะมีเงินเหลือเลย จะต้องลงบัญชีตามนี้
กรณีที่ 1 สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ ปี 2557
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน 0 (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค 1,000,000 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง 470,000 (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ (1)+(2)-(3) = 530,000
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน 518,500
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป 11,500
จะเห็นได้ว่า ห้างหุ้นส่วนสามารถแบ่งกำไรออกมาได้แค่ 518,000 เท่านั้น เพราะเงินจำนวน 11,500 ต้องเอาไปจ่ายภาษีในอีกปีหน้า (ถ้ายอดเงินเหลือ เหลือเท่ากับ 0 แล้วในเดือนมีค. ปีถัดไป จะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่าภาษีละ ดังนั้นจึงต้องลงเป็น 11,500 เพื่อให้มีเงินเหลือไปภาษีในเดือนมีค. ในปีถัดไป) ทำให้เห็นว่าบัญชีนั้นลงเป็นรอบปี รายจ่ายไหนที่ยังไม่ได้จ่ายจริงก็ต้องตั้งค้างเอาไว้ แล้วคราวนี้ถ้าสมมติในปีต่อไป ห้างหุ้นส่วนสามัญนี้ไม่ได้มีรายรับรายจ่ายเกิดขึ้นเลย จะลงบัญชีตามนี้
กรณีที่ 1 สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ ปี 2558
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน 11,500 (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค 0 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง 11,500 (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ (1)+(2)-(3) = 0
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน 0
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป 0
จะเห็นได้ว่า ยอดเงินคงเหลือ 11,500 ถูกยกมาจากปีก่อน แล้วหักด้วยรายจ่ายในที่นี้คือภาษีเป็นจำนวน 11,500 บาท ทำให้ทุกอย่างเหลือเท่ากับ 0 เมื่อยอดเหลือเท่ากับ 0 แล้ว ถ้าทางห้างหุ้นส่วนสามัญจะยื่นปิดห้างหุ้นส่วนหลังจากยื่นภาษีนี้เสร็จก็สามารถทำได้เลย เพราะไม่มียอดอะไรค้างแล้ว
กรณีที่ 2 ถ้ามีภาษีหัก ณ ที่จ่าย เท่ากับ 40,000 บาท ซึ่งเกินกว่าภาษี 11,500 ที่ต้องจ่าย (ได้เงินภาษีคืน) แล้วทางห้างหุ้นส่วนอยากแบ่งกำไรให้หมดจะต้องลงบัญชีตามนี้
กรณีที่ 2 สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ ปี 2557
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน 0 (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค 1,000,000 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง 470,000 (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ (1)+(2)-(3) = 530,000
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน 490,000
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป 40,000
จะเห็นได้ว่า ยอดเงินคงเหลือในปีถัดไปจะเท่ากับ 40,000 เพราะยอดนี้คือภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่เราต้องได้รับคืนมาจากสรรพากร แต่เรายังไม่ได้รับในปี 2557 นี้ต้องรอในปีหน้า (ถ้าเราตั้งยอดเงินคงเหลือเท่ากับ 0 ก็จะเกิดการสับสน เพราะเดือนมีค. เราจะได้เงินคืนเท่ากับ 40,000 - 11,500 = 28,500 บาท แล้ว 28,500 นี้ต้องเหลืออยู่ในบัญชีเราต่อไป) ยอด 40,000 จึงเป็นยอดรายได้ค้างรับและยอดรายจ่ายค้างจ่ายที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 แล้วคราวนี้ถ้าสมมติในปีต่อไป ห้างหุ้นส่วนสามัญนี้ไม่ได้มีรายรับรายจ่ายเกิดขึ้นเลย จะลงบัญชีตามนี้
กรณีที่ 2 สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ ปี 2558
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน 40,000 (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค 0 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง 11,500 (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ (1)+(2)-(3) = 28,500
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน 28,500
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป 0
จะเห็นได้ว่า ยอดเงินคงเหลือ 40,000 ถูกยกมาจากปีก่อน แล้วหักด้วยรายจ่ายในที่นี้คือภาษีเป็นจำนวน 11,500 บาท ทำให้ทุกอย่างเหลือเท่ากับ 28,500 ยอด 28,500 เป็นส่วนแบ่งกำไรนี้จะถูกแบ่งให้กับนายแพทย์เอ และนายบี คนละเท่าๆ กัน คือ 14,250 และหุ้นส่วนทั้งสองคนก็ต้องนำไปรวมเป็นรายได้ส่วนตัวของปี 2558 ถ้าทางห้างหุ้นส่วนสามัญจะยื่นปิดห้างหุ้นส่วนหลังจากยื่นภาษีนี้เสร็จก็สามารถทำได้เลย เพราะไม่มียอดอะไรค้างแล้ว
กรณีที่ 3 ถ้า มีภาษีหัก ณ ที่จ่าย เท่ากับ 5,000 บาท ซึ่งน้อยกว่าภาษี 11,500 ที่ต้องจ่าย (ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม) แล้วทางห้างหุ้นส่วนอยากแบ่งกำไรให้หมดจะต้องลงบัญชีตามนี้
กรณีที่ 3 สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ ปี 2557
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน 0 (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค 1,000,000 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง 470,000 (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ (1)+(2)-(3) = 530,000
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน 523,500
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป 6,500
จะเห็นได้ว่า ยอดเงินคงเหลือในปีถัดไปเท่ากับ 6,500 ซึ่งเท่ากับ ยอดภาษีที่ต้องจ่ายในเดือนมีค. ปี 2558 (ต้องจ่ายภาษี 11,500 แต่มีภาษีหัก ณ ที่จ่ายแล้วเท่ากับ 5,000 ดังนั้นต้องจ่ายภาษีเหลือเท่ากับ 6,500 ในปีถัดไป) ยอด 6,500 จึงเป็นรายจ่ายค้างจ่ายในปีถัดไป แล้วคราวนี้ถ้าสมมติในปีต่อไป ห้างหุ้นส่วนสามัญนี้ไม่ได้มีรายรับรายจ่ายเกิดขึ้นเลย จะลงบัญชีตามนี้
กรณีที่ 3 สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ ปี 2558
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน 6,500 (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค 0 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง 6,500 (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ (1)+(2)-(3) = 0
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน 0
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป 0
จะเห็นได้ว่ายอดเงินคงเหลือ 6,500 ที่ยกมาจากปีก่อน จะถูกหักรายจ่าย 6,500 ที่เป็นภาษีที่ต้องชำระ ทำให้ยอดเงินคงเหลือเท่ากับ 0 ถ้าทางห้างหุ้นส่วนสามัญจะยื่นปิดห้างหุ้นส่วนหลังจากยื่นภาษีนี้เสร็จก็สามารถทำได้เลย เพราะไม่มียอดอะไรค้างแล้ว
ในตอนหน้าจะมาดูแนวทางของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลว่า ในปี 2558 นี้ว่าควรจะทำอย่างไร รวมถึงคำถามที่เกี่ยวข้องกับคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล ที่พบเจอบ่อย พบกันตอนหน้านะคะ
บัญชีรายรับ-จ่ายเป็นส่วนที่เพิ่มขึ้นมาในการยื่นภาษีของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคล จะยื่นแนบเพียงครั้งเดียวต่อปีไปกับภงด. 90 (ไม่ต้องยื่นแนบกับ ภงด. 94 ในกลางปี) บัญชีรายรับ-จ่ายจะแสดงถึงกระแสเงิน (Cash Flow) ที่ใช้ในกิจการ เป็นการบันทึกบัญชีแบบง่ายเพื่อใช้ภายในกิจการ ไม่เน้นการเก็บบิลหรือใบเสร็จ เสมือนการลงรายรับรายจ่ายของครัวเรือน
การอธิบายวิธีการลงบัญชีรายรับ-จ่ายนั้น จะขอยกจากตัวอย่างนะคะ ขอย้อนกลับไปในตอนแรกที่ได้ยกตัวอย่างห้างหุ้นส่วนสามัญเอบีการแพทย์นะคะ สมมติว่าห้างหุ้นส่วนมีการเสียภาษีดังนี้
การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์
รายได้ จากกิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิก 1,000,000
หักค่าใช้จ่าย โดยเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา (ร้อยละ 60%) 600,000
คงเหลือ เงินได้หลังการหักค่าใช้จ่าย 400,000
หักค่าลดหย่อน ค่าลดหย่อนของห้างหุ้นส่วนสามัญ 60,000
คงเหลือ เงินได้สุทธิ 340,000
ภาษีที่ต้องจ่าย อัตราภาษีแบบก้าวหน้า (ตกในฐาน 10%) 11,500
มี 3 กรณีที่เกี่ยวข้องกับการลงบัญชีรายรับ-จ่าย ที่จะยื่นต่อสรรพากร
กรณีที่ 1 ไม่มีภาษีหัก ณ ที่จ่ายแต่ต้องการจะแบ่งส่วนกำไรให้หมด ไม่ต้องเหลือไปถึงปีหน้า ควรจะลงบัญชีอย่างไร
กรณีที่ 2 ถ้ามีภาษีหัก ณ ที่จ่าย เกินกว่าภาษีที่ต้องจ่าย (ได้เงินภาษีคืน) ควรจะอย่างบัญชีอย่างไร
กรณีที่ 3 ถ้ามีภาษีหัก ณ ที่จ่าย น้อยกว่าภาษีที่ต้องจ่าย (ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม) ควรจะลงบัญชีอย่างไร
บัญชีรายรับ-จ่ายที่จะยื่นแนบไปกับภงด. 90 นั้น เพื่อป้องกันความสับสน ควรเข้าใจไว้ก่อนว่าบัญชีนี้คือ รายรับรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงๆ เป็น Cash Flow ของคณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญนั้นๆ และการทำบัญชีรายรับ-จ่ายเพื่อยื่นสรรพากรนี้ก็เป็นบัญชีแค่ช่วงเวลาตั้งแต่ 1 มค. ถึง 31 ธค. ของปีที่เราจะต้องยื่นภาษี ดังนั้นบางรายจ่ายที่อาจไม่ได้จ่ายในช่วงระยะเวลาของปีนี้ ก็ต้องไปลงบัญชีของปีหน้า ลองดูกรณีที่ 1 นะคะ
กรณีที่ 1 ถ้าตามตัวอย่างของห้างหุ้นส่วนเอบีการแพทย์ ถ้าหุ้นส่วนต้องการแบ่งส่วนแบ่งกำไรทั้งหมด ไม่ต้องการที่จะมีเงินเหลือเลย จะต้องลงบัญชีตามนี้
กรณีที่ 1 สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ ปี 2557
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน 0 (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค 1,000,000 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง 470,000 (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ (1)+(2)-(3) = 530,000
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน 518,500
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป 11,500
จะเห็นได้ว่า ห้างหุ้นส่วนสามารถแบ่งกำไรออกมาได้แค่ 518,000 เท่านั้น เพราะเงินจำนวน 11,500 ต้องเอาไปจ่ายภาษีในอีกปีหน้า (ถ้ายอดเงินเหลือ เหลือเท่ากับ 0 แล้วในเดือนมีค. ปีถัดไป จะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่าภาษีละ ดังนั้นจึงต้องลงเป็น 11,500 เพื่อให้มีเงินเหลือไปภาษีในเดือนมีค. ในปีถัดไป) ทำให้เห็นว่าบัญชีนั้นลงเป็นรอบปี รายจ่ายไหนที่ยังไม่ได้จ่ายจริงก็ต้องตั้งค้างเอาไว้ แล้วคราวนี้ถ้าสมมติในปีต่อไป ห้างหุ้นส่วนสามัญนี้ไม่ได้มีรายรับรายจ่ายเกิดขึ้นเลย จะลงบัญชีตามนี้
กรณีที่ 1 สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ ปี 2558
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน 11,500 (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค 0 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง 11,500 (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ (1)+(2)-(3) = 0
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน 0
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป 0
จะเห็นได้ว่า ยอดเงินคงเหลือ 11,500 ถูกยกมาจากปีก่อน แล้วหักด้วยรายจ่ายในที่นี้คือภาษีเป็นจำนวน 11,500 บาท ทำให้ทุกอย่างเหลือเท่ากับ 0 เมื่อยอดเหลือเท่ากับ 0 แล้ว ถ้าทางห้างหุ้นส่วนสามัญจะยื่นปิดห้างหุ้นส่วนหลังจากยื่นภาษีนี้เสร็จก็สามารถทำได้เลย เพราะไม่มียอดอะไรค้างแล้ว
กรณีที่ 2 ถ้ามีภาษีหัก ณ ที่จ่าย เท่ากับ 40,000 บาท ซึ่งเกินกว่าภาษี 11,500 ที่ต้องจ่าย (ได้เงินภาษีคืน) แล้วทางห้างหุ้นส่วนอยากแบ่งกำไรให้หมดจะต้องลงบัญชีตามนี้
กรณีที่ 2 สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ ปี 2557
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน 0 (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค 1,000,000 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง 470,000 (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ (1)+(2)-(3) = 530,000
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน 490,000
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป 40,000
จะเห็นได้ว่า ยอดเงินคงเหลือในปีถัดไปจะเท่ากับ 40,000 เพราะยอดนี้คือภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่เราต้องได้รับคืนมาจากสรรพากร แต่เรายังไม่ได้รับในปี 2557 นี้ต้องรอในปีหน้า (ถ้าเราตั้งยอดเงินคงเหลือเท่ากับ 0 ก็จะเกิดการสับสน เพราะเดือนมีค. เราจะได้เงินคืนเท่ากับ 40,000 - 11,500 = 28,500 บาท แล้ว 28,500 นี้ต้องเหลืออยู่ในบัญชีเราต่อไป) ยอด 40,000 จึงเป็นยอดรายได้ค้างรับและยอดรายจ่ายค้างจ่ายที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 แล้วคราวนี้ถ้าสมมติในปีต่อไป ห้างหุ้นส่วนสามัญนี้ไม่ได้มีรายรับรายจ่ายเกิดขึ้นเลย จะลงบัญชีตามนี้
กรณีที่ 2 สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ ปี 2558
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน 40,000 (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค 0 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง 11,500 (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ (1)+(2)-(3) = 28,500
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน 28,500
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป 0
จะเห็นได้ว่า ยอดเงินคงเหลือ 40,000 ถูกยกมาจากปีก่อน แล้วหักด้วยรายจ่ายในที่นี้คือภาษีเป็นจำนวน 11,500 บาท ทำให้ทุกอย่างเหลือเท่ากับ 28,500 ยอด 28,500 เป็นส่วนแบ่งกำไรนี้จะถูกแบ่งให้กับนายแพทย์เอ และนายบี คนละเท่าๆ กัน คือ 14,250 และหุ้นส่วนทั้งสองคนก็ต้องนำไปรวมเป็นรายได้ส่วนตัวของปี 2558 ถ้าทางห้างหุ้นส่วนสามัญจะยื่นปิดห้างหุ้นส่วนหลังจากยื่นภาษีนี้เสร็จก็สามารถทำได้เลย เพราะไม่มียอดอะไรค้างแล้ว
กรณีที่ 3 ถ้า มีภาษีหัก ณ ที่จ่าย เท่ากับ 5,000 บาท ซึ่งน้อยกว่าภาษี 11,500 ที่ต้องจ่าย (ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม) แล้วทางห้างหุ้นส่วนอยากแบ่งกำไรให้หมดจะต้องลงบัญชีตามนี้
กรณีที่ 3 สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ ปี 2557
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน 0 (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค 1,000,000 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง 470,000 (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ (1)+(2)-(3) = 530,000
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน 523,500
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป 6,500
จะเห็นได้ว่า ยอดเงินคงเหลือในปีถัดไปเท่ากับ 6,500 ซึ่งเท่ากับ ยอดภาษีที่ต้องจ่ายในเดือนมีค. ปี 2558 (ต้องจ่ายภาษี 11,500 แต่มีภาษีหัก ณ ที่จ่ายแล้วเท่ากับ 5,000 ดังนั้นต้องจ่ายภาษีเหลือเท่ากับ 6,500 ในปีถัดไป) ยอด 6,500 จึงเป็นรายจ่ายค้างจ่ายในปีถัดไป แล้วคราวนี้ถ้าสมมติในปีต่อไป ห้างหุ้นส่วนสามัญนี้ไม่ได้มีรายรับรายจ่ายเกิดขึ้นเลย จะลงบัญชีตามนี้
กรณีที่ 3 สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ ปี 2558
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน 6,500 (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค 0 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง 6,500 (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ (1)+(2)-(3) = 0
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน 0
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป 0
จะเห็นได้ว่ายอดเงินคงเหลือ 6,500 ที่ยกมาจากปีก่อน จะถูกหักรายจ่าย 6,500 ที่เป็นภาษีที่ต้องชำระ ทำให้ยอดเงินคงเหลือเท่ากับ 0 ถ้าทางห้างหุ้นส่วนสามัญจะยื่นปิดห้างหุ้นส่วนหลังจากยื่นภาษีนี้เสร็จก็สามารถทำได้เลย เพราะไม่มียอดอะไรค้างแล้ว
ในตอนหน้าจะมาดูแนวทางของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลว่า ในปี 2558 นี้ว่าควรจะทำอย่างไร รวมถึงคำถามที่เกี่ยวข้องกับคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล ที่พบเจอบ่อย พบกันตอนหน้านะคะ
Subscribe to:
Posts (Atom)






