Wednesday, July 27, 2016

ค่าลดหย่อนการซื้อสินค้า OTOP



รัฐบาลได้ออกมาตรการเพื่อส่งเสริมสินค้าท้องถิ่นไทย โดยให้ผู้ที่มีเงินได้สามารถนำเงินค่าซื้อสินค้าท้องถิ่นไทยหรือสินค้า OTOP (โอทอป) มาลดหย่อนภาษีได้ โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้

  • ต้องซื้อสินค้าโอทอประหว่างวันที่ 1 ถึง 31 สิงหาคม 2559 นี้เท่านั้น
  • ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท เป็นค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  • ต้องเป็นสินค้าโอทอปที่ได้ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชน และผู้ขายจะต้องเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถเช็ครายชื่อได้ที่ http://cddata.cdd.go.th/otoppracha/otop_tax.html
  • ต้องเป็นสินค้าโอทอปที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เท่านั้นจึงจะนำมาลดหย่อนได้
  • ต้องมีใบกำกับภาษีเต็มรูปจากผู้ขาย
  • หากในใบกำกับภาษีมีสินค้าอื่นที่ไม่ใช่สินค้าโอทอปปะปนมาด้วย ผู้ขายจะต้องระบุในใบกำกับภาษีว่าเป็นสินค้าใดเป็นสินค้าโอทอปหรือทำเครื่องหมายแสดงรายการแบ่งแยกให้ชัดเจน แต่ถ้าหากทุกสินค้าในใบกำกับภาษีเป็นสินค้าโอทอปก็ให้ผู้ขายระบุในใบกำกับภาษีว่า “สินค้าทุกรายการเป็นสินค้าโอทอป”

แต่การซื้อสินค้าโอทอปนี้ เราไม่จำเป็นต้องไปถึงแหล่งขายของโอทอปต่างจังหวัด เราสามารถซื้อได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปที่มีป้ายขายสินค้าโอทอปและมีป้ายออกใบกำกับภาษีได้ แต่ถ้าเราต้องซื้อสินค้าอื่นๆ ด้วย ก็ขอให้พนักงานแยกบิลสินค้าโอทอปไว้ต่างหาก และนำบิลสินค้าโอทอปไปขอใบกำกับภาษี เพื่อป้องกันความสับสนและการคำนวณผิด ดังนั้น เมื่อรู้แบบนี้แล้ว หากเราได้มีโอกาสซื้อสินค้าต่างๆ ก็อย่าลืมมองหาป้ายสินค้าโอทอป เมื่ออุดหนุนสินค้าโอทอปแล้วก็อย่าลืมขอใบกำกับภาษีเพื่อเอามาลดหย่อนภาษีกันนะค่ะ  

Sunday, May 29, 2016

อัตราภาษี SME & Start Up รอบระยะเวลาบัญชีปี 2559 และ ปี 2560

รัฐบาลได้สนับสนุนผู้ประกอบการ SME และ Start Up โดยมีการปรับอัตราภาษีนิติบุคคลที่เป็น SME และ Start Up ของปี 2559 และปี 2560 ให้มีการอัตราการเสียภาษีในอัตราที่ลดลง เพื่อเป็นการจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้ามาจดทะเบียนนิติบุคคลเป็น SME มากขึ้น และยังสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีระบบบัญชีเล่มเดียว เพื่อความโปร่งใสของการจัดการด้านบัญชีมากขึ้น

เทิร์ดได้สรุปอัตราภาษีของผู้ประกอบการ SME และ Start Up มาให้นะค่ะ เพื่อเป็นประโยชน์ในการบริหารภาษี



ประเภทนิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2559สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2560
กำไรสุทธิอัตราภาษีกำไรสุทธิอัตราภาษี
1นิติบุคคล SME
 (ไม่ได้จดแจ้งบัญชีเล่มเดียว)
0 - 300,000ยกเว้น0 - 300,000ยกเว้น
มากกว่า 300,00110%300,001 - 3,000,00015%
มากกว่า 3,000,00120%
2นิติบุคคล SME
 (จดแจ้งบัญชีเล่มเดียว)
ทั้งจำนวนยกเว้น0 - 300,000ยกเว้น
มากกว่า 300,00110%
3นิติบุคคล SME ที่เป็น
New Start Up ใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรม
ทั้งจำนวนยกเว้นทั้งจำนวนยกเว้น

จะเห็นได้ว่ามาตราการของรัฐนั้นสนับสนุนให้เราเปิดบริษัทนิติบุคคลกันนะค่ะ หากใครที่ยังลังเลว่าจะเปิดหรือจะไม่เปิด เราก็ควรมาคำนวณค่าใช้จ่ายในการเปิด การประหยัดภาษี รายได้ที่เราจะได้รับในอนาคต และเป้าหมายของการทำธุรกิจนะค่ะ เพื่อที่จะทำให้เราเปรียบเทียบได้ว่าการเปิดบริษัทจะช่วยให้เราได้ประโยชน์มากน้อยเพียงใด

Tuesday, February 23, 2016

โครงการบ้านหลังแรกปี 2558 และ 2559



ค่าลดหย่อนใหม่ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
"บ้านหลังแรกของปี 2558 และ 2559"
 รัฐบาลได้พยายามกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยการออกมาตราใหม่แต่ก็มีเนื้อหาคล้ายๆ กับโครงการบ้านหลังแรกที่เคยออกมาในปี2554 โดยเนื้อหาและสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

  1. อสังหาริมทรัพย์ที่จะเข้าเกณฑ์ลดหย่อนได้ต้องเป็นอาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดคอนโด เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยเท่านั้น หากเป็นการซื้อขายที่ดินหรือปลูกสร้างอาคารแยกจากกันจะนำมาลดหย่อนไม่ได้
  2. อสังหาริมทรัพย์นั้นต้องมีราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท หากราคาเกิน 3 ล้านบาทจะไม่สามารถนำมาลดหย่อนได้
  3. ต้องซื้อภายในวันที่ 13 ตุลาคม 2558 ถึง 31 ธันวาคม 2559 มีการจดทะเบียนและโอนกรรมสิทธิ์ให้แล้วเสร็จภายในช่วงเวลาดังกล่าว ดังนั้นหากจดทะเบียนและโอนกรรมสิทธิ์ระหว่าง 13 ตุลาคม 2558 ถึง 31 ธันวาคม 2558 ก็จะเริ่มใช้สิทธิลดหย่อนภาษีปี 2558 ถ้าหากจดทะเบียนและโอนกรรมสิทธิ์ระหว่าง 1 มกราคม 2559 ถึง 31 ธันวาคม 2559 ก็จะเริ่มใช้สิทธิลดหย่อนปี 2559
  4. ต้องไม่เคยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ของอสังหาริมทรัพย์เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยมาก่อน 
  5. สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้ 20% ของราคาอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ โดยทยอยลดหย่อน 5 ปีปีละเท่าๆ กัน
  6. ผู้มีเงินได้ต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปีนับตั้งแต่วันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ เว้นแต่กรณีผู้มีเงินได้ถึงแก่ความตายหรือกรณีอสังหาริมทรัพย์นั้นสิ้นสภาพไปทั้งหมด 
  7. หากมีการร่วมกันซื้อ จะใช้สิทธิลดหย่อนได้ตามนี้
    1. กรณีที่มีหลายคนร่วมกันซื้อ ให้ลดหย่อยเฉลี่ยตามจำนวนคนซื้อ โดยเมื่อรวมกันทุกคนแล้วต้องไม่เกิน 20% ของราคาอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ
    2. กรณีสามีและภรรยาที่จดทะเบียนสมรส ร่วมกันซื้อ
      • ถ้าสามีและภรรยาต่างฝ่ายต่างมีรายได้ และแยกยื่น จะลดหย่อนได้คนละครึ่ง
      • ถ้าสามีและภรรยาต่างฝ่ายต่างมีรายได้ และยื่นร่วมกันเฉพาะเงินได้ 40(1) ที่เป็นเงินเดือน หรือ ยื่นร่วมกันเฉพาะเงินได้ 40(2) - 40(8) จะแบ่งลดหย่อนได้ตามสัดส่วนของเงินได้
      • ถ้าสามีและภรรยาต่างฝ่ายต่างมีรายได้ และยื่นร่วมกัน จะลดหย่อนได้ทั้งหมด
      • ถ้าสามีหรือภรรยามีรายได้เพียงฝ่ายเดียว อีกฝ่ายไม่มีรายได้เลย จะลดหย่อนได้เฉพาะคนที่มีรายได้เท่านั้น และลดหย่อนได้แค่ครึ่งนึง และ ต้องไม่เกิน 20% ของราคาอสังหาริมทรัพย์นั้น

       หลักฐานประกอบในการลดหย่อนบ้านหลังแรก
  • หนังสือรับรองจากผู้ขายที่พิสูจน์ได้ว่ามีการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นจริง (สามารถใช้เอกสารในรูปที่ 1 ) 
  • หนังสือรับรองตัวเองว่าเป็นที่อยู่อาศัยแห่งแรก (สามารถใช้เอกสารในรูปที่ 2 หรือ พิมพ์ขึ้นมาเองโดยมีข้อความอย่างน้อยตามเอกสารในรูปที่ 2)
  • สำเนาการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์
  • สำเนาสัญญากู้ยืมเงิน (กรณีกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน)

ตัวอย่าง ซื้อคอนโดราคา 3,000,000 บาท จะได้ค่าลดหย่อนเท่ากับ 600,000 บาท (คำนวณจาก 20% ของ 3,000,000) ซึ่งค่าลดหย่อน 600,000 บาทนี้ จะถูกเฉลี่ยใช้สิทธิได้ 5 ปี ปีละ 120,000 บาท (คำนวณจาก 600,000 / 5)


ค่าลดหย่อนบ้านหลังแรกนี้จะช่วยบรรเทาภาระภาษีของผู้มีเงินได้ที่เพิ่งจะซื้อบ้านหรือคอนโด และยังกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ให้มีแรงซื้อขายกันมากขึ้น ให้ระบบเศรษฐกิจได้มีเงินหมุนเวียนกันมากขึ้น ให้ประเทศได้เดินหน้าต่อไปนะค่ะ

รูปที่ 1
 
รูปที่ 2
 

Sunday, February 22, 2015

สรุปการเปลี่ยนแปลงภาษีของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล ตอนที่ 2

ในตอนที่แล้วได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคล ในตอนนี้จะมาดูว่าแล้วเราจะลงบัญชีรายรับ-จ่ายกันอย่างไร

บัญชีรายรับ-จ่ายเป็นส่วนที่เพิ่มขึ้นมาในการยื่นภาษีของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคล จะยื่นแนบเพียงครั้งเดียวต่อปีไปกับภงด. 90 (ไม่ต้องยื่นแนบกับ ภงด. 94 ในกลางปี) บัญชีรายรับ-จ่ายจะแสดงถึงกระแสเงิน (Cash Flow) ที่ใช้ในกิจการ เป็นการบันทึกบัญชีแบบง่ายเพื่อใช้ภายในกิจการ ไม่เน้นการเก็บบิลหรือใบเสร็จ เสมือนการลงรายรับรายจ่ายของครัวเรือน


การอธิบายวิธีการลงบัญชีรายรับ-จ่ายนั้น จะขอยกจากตัวอย่างนะคะ ขอย้อนกลับไปในตอนแรกที่ได้ยกตัวอย่างห้างหุ้นส่วนสามัญเอบีการแพทย์นะคะ สมมติว่าห้างหุ้นส่วนมีการเสียภาษีดังนี้

การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์
รายได้             จากกิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิก                         1,000,000 
หักค่าใช้จ่าย     โดยเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา (ร้อยละ 60%)       600,000
คงเหลือ           เงินได้หลังการหักค่าใช้จ่าย                                400,000
หักค่าลดหย่อน  ค่าลดหย่อนของห้างหุ้นส่วนสามัญ                         60,000
คงเหลือ           เงินได้สุทธิ                                                     340,000
ภาษีที่ต้องจ่าย   อัตราภาษีแบบก้าวหน้า (ตกในฐาน 10%)                11,500

มี 3 กรณีที่เกี่ยวข้องกับการลงบัญชีรายรับ-จ่าย ที่จะยื่นต่อสรรพากร
กรณีที่ 1 ไม่มีภาษีหัก ณ ที่จ่ายแต่ต้องการจะแบ่งส่วนกำไรให้หมด ไม่ต้องเหลือไปถึงปีหน้า ควรจะลงบัญชีอย่างไร
กรณีที่ 2 ถ้ามีภาษีหัก ณ ที่จ่าย เกินกว่าภาษีที่ต้องจ่าย (ได้เงินภาษีคืน) ควรจะอย่างบัญชีอย่างไร
กรณีที่ 3 ถ้ามีภาษีหัก ณ ที่จ่าย น้อยกว่าภาษีที่ต้องจ่าย (ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม) ควรจะลงบัญชีอย่างไร

บัญชีรายรับ-จ่ายที่จะยื่นแนบไปกับภงด. 90 นั้น เพื่อป้องกันความสับสน ควรเข้าใจไว้ก่อนว่าบัญชีนี้คือ รายรับรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงๆ เป็น Cash Flow ของคณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญนั้นๆ และการทำบัญชีรายรับ-จ่ายเพื่อยื่นสรรพากรนี้ก็เป็นบัญชีแค่ช่วงเวลาตั้งแต่ 1 มค. ถึง 31 ธค. ของปีที่เราจะต้องยื่นภาษี ดังนั้นบางรายจ่ายที่อาจไม่ได้จ่ายในช่วงระยะเวลาของปีนี้ ก็ต้องไปลงบัญชีของปีหน้า ลองดูกรณีที่ 1 นะคะ

กรณีที่ 1 ถ้าตามตัวอย่างของห้างหุ้นส่วนเอบีการแพทย์ ถ้าหุ้นส่วนต้องการแบ่งส่วนแบ่งกำไรทั้งหมด ไม่ต้องการที่จะมีเงินเหลือเลย จะต้องลงบัญชีตามนี้

กรณีที่ 1 สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ ปี 2557
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน                                                                                  0  (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี       กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค                                1,000,000 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี     รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง                                       470,000  (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ            (1)+(2)-(3) = 530,000
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน                                                           518,500
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป                                                                           11,500

จะเห็นได้ว่า ห้างหุ้นส่วนสามารถแบ่งกำไรออกมาได้แค่ 518,000 เท่านั้น เพราะเงินจำนวน 11,500 ต้องเอาไปจ่ายภาษีในอีกปีหน้า (ถ้ายอดเงินเหลือ เหลือเท่ากับ 0 แล้วในเดือนมีค. ปีถัดไป จะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่าภาษีละ ดังนั้นจึงต้องลงเป็น 11,500 เพื่อให้มีเงินเหลือไปภาษีในเดือนมีค. ในปีถัดไป) ทำให้เห็นว่าบัญชีนั้นลงเป็นรอบปี รายจ่ายไหนที่ยังไม่ได้จ่ายจริงก็ต้องตั้งค้างเอาไว้ แล้วคราวนี้ถ้าสมมติในปีต่อไป ห้างหุ้นส่วนสามัญนี้ไม่ได้มีรายรับรายจ่ายเกิดขึ้นเลย จะลงบัญชีตามนี้

กรณีที่ 1 สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ ปี 2558
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน                                                                    11,500  (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี       กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค                                0 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี     รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง                                       11,500  (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ            (1)+(2)-(3) = 0
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน                                                           0
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป                                                                          0

จะเห็นได้ว่า ยอดเงินคงเหลือ 11,500 ถูกยกมาจากปีก่อน แล้วหักด้วยรายจ่ายในที่นี้คือภาษีเป็นจำนวน 11,500 บาท ทำให้ทุกอย่างเหลือเท่ากับ 0 เมื่อยอดเหลือเท่ากับ 0 แล้ว ถ้าทางห้างหุ้นส่วนสามัญจะยื่นปิดห้างหุ้นส่วนหลังจากยื่นภาษีนี้เสร็จก็สามารถทำได้เลย เพราะไม่มียอดอะไรค้างแล้ว 

กรณีที่ 2 ถ้ามีภาษีหัก ณ ที่จ่าย เท่ากับ 40,000 บาท ซึ่งเกินกว่าภาษี 11,500 ที่ต้องจ่าย (ได้เงินภาษีคืน) แล้วทางห้างหุ้นส่วนอยากแบ่งกำไรให้หมดจะต้องลงบัญชีตามนี้

กรณีที่ 2 สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ ปี 2557
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน                                                                                  0  (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี       กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค                                1,000,000 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี     รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง                                       470,000  (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ            (1)+(2)-(3) = 530,000
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน                                                           490,000
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป                                                                           40,000

จะเห็นได้ว่า ยอดเงินคงเหลือในปีถัดไปจะเท่ากับ 40,000 เพราะยอดนี้คือภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่เราต้องได้รับคืนมาจากสรรพากร แต่เรายังไม่ได้รับในปี 2557 นี้ต้องรอในปีหน้า (ถ้าเราตั้งยอดเงินคงเหลือเท่ากับ 0 ก็จะเกิดการสับสน เพราะเดือนมีค. เราจะได้เงินคืนเท่ากับ 40,000 - 11,500 = 28,500 บาท แล้ว 28,500 นี้ต้องเหลืออยู่ในบัญชีเราต่อไป) ยอด 40,000 จึงเป็นยอดรายได้ค้างรับและยอดรายจ่ายค้างจ่ายที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 แล้วคราวนี้ถ้าสมมติในปีต่อไป ห้างหุ้นส่วนสามัญนี้ไม่ได้มีรายรับรายจ่ายเกิดขึ้นเลย จะลงบัญชีตามนี้

กรณีที่ 2 สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ ปี 2558
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน                                                                    40,000  (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี       กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค                                0 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี     รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง                                       11,500  (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ            (1)+(2)-(3) = 28,500
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน                                                           28,500
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป                                                                          0

จะเห็นได้ว่า ยอดเงินคงเหลือ 40,000 ถูกยกมาจากปีก่อน แล้วหักด้วยรายจ่ายในที่นี้คือภาษีเป็นจำนวน 11,500 บาท ทำให้ทุกอย่างเหลือเท่ากับ 28,500 ยอด 28,500 เป็นส่วนแบ่งกำไรนี้จะถูกแบ่งให้กับนายแพทย์เอ และนายบี คนละเท่าๆ กัน คือ 14,250 และหุ้นส่วนทั้งสองคนก็ต้องนำไปรวมเป็นรายได้ส่วนตัวของปี 2558 ถ้าทางห้างหุ้นส่วนสามัญจะยื่นปิดห้างหุ้นส่วนหลังจากยื่นภาษีนี้เสร็จก็สามารถทำได้เลย เพราะไม่มียอดอะไรค้างแล้ว
 
กรณีที่ 3 ถ้า มีภาษีหัก ณ ที่จ่าย เท่ากับ 5,000 บาท ซึ่งน้อยกว่าภาษี 11,500 ที่ต้องจ่าย (ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม) แล้วทางห้างหุ้นส่วนอยากแบ่งกำไรให้หมดจะต้องลงบัญชีตามนี้

กรณีที่ 3 สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ ปี 2557
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน                                                                                  0  (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี       กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค                                1,000,000 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี     รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง                                       470,000  (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ            (1)+(2)-(3) = 530,000
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน                                                           523,500
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป                                                                           6,500

จะเห็นได้ว่า ยอดเงินคงเหลือในปีถัดไปเท่ากับ 6,500 ซึ่งเท่ากับ ยอดภาษีที่ต้องจ่ายในเดือนมีค. ปี 2558 (ต้องจ่ายภาษี 11,500 แต่มีภาษีหัก ณ ที่จ่ายแล้วเท่ากับ 5,000 ดังนั้นต้องจ่ายภาษีเหลือเท่ากับ 6,500 ในปีถัดไป) ยอด 6,500 จึงเป็นรายจ่ายค้างจ่ายในปีถัดไป แล้วคราวนี้ถ้าสมมติในปีต่อไป ห้างหุ้นส่วนสามัญนี้ไม่ได้มีรายรับรายจ่ายเกิดขึ้นเลย จะลงบัญชีตามนี้ 

กรณีที่ 3 สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ ปี 2558
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน                                                                    6,500  (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี       กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค                                0 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี     รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง                                       6,500  (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ            (1)+(2)-(3) = 0
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน                                                           0
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป                                                                          0

จะเห็นได้ว่ายอดเงินคงเหลือ 6,500 ที่ยกมาจากปีก่อน จะถูกหักรายจ่าย 6,500 ที่เป็นภาษีที่ต้องชำระ ทำให้ยอดเงินคงเหลือเท่ากับ 0 ถ้าทางห้างหุ้นส่วนสามัญจะยื่นปิดห้างหุ้นส่วนหลังจากยื่นภาษีนี้เสร็จก็สามารถทำได้เลย เพราะไม่มียอดอะไรค้างแล้ว 

ในตอนหน้าจะมาดูแนวทางของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลว่า ในปี 2558 นี้ว่าควรจะทำอย่างไร รวมถึงคำถามที่เกี่ยวข้องกับคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล ที่พบเจอบ่อย พบกันตอนหน้านะคะ

Wednesday, January 28, 2015

สรุปการเปลี่ยนแปลงภาษีของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล ตอนที่ 1

เมื่อปลายปี 2557 ที่ผ่านมาได้มีการเปลี่ยนแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฏากร เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในส่วนของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล นั่นก็คือมีการแก้คำนิยามของคณะบุคคลแและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล กับ ยกเลิกการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของส่วนแบ่งกำไรจากคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลซึ่งได้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไปแล้ว การแก้ไขเพิ่มเติมนี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 เป็นต้นไป

เมื่อมีการแก้ไขแล้ว หลายๆ ท่านก็ยังสงสัยอยู่ว่าแล้วมันต่างจากแบบเดิมอย่างไร และแบบใหม่นี้มีอะไรที่เพิ่มขึ้นมาบ้าง ดังนั้นเราลองมาดูว่าถ้าเรามีคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลอยู่ เราจะต้องทำอย่างไรบ้าง ขอยกเป็นตัวอย่างจะได้เข้าใจได้ง่ายนะคะ

ตัวอย่าง

สมมุติว่ามีห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลชื่อ เอบีการแพทย์ ทำกิจการเปิดรักษาผู้ป่วยในคลีนิก มีหุ้นส่วน 2 คน คือ นายแพทย์เอ กับ นายบี แล้วในปี 2557 ที่ผ่านมา มีรายได้ทั้งปีเข้าห้างหุ้นส่วนสามัญเท่ากับ 1,000,000 บาท เมื่อถึงเวลาที่จะต้องยื่นภาษีในปี 2558 ห้างหุ้นส่วนสามัญนี้จะมีวิธีการคำนวณภาษีดังนี้

1. การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์
รายได้             จากกิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิก                         1,000,000 
หักค่าใช้จ่าย     โดยเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา (ร้อยละ 60%)       600,000
คงเหลือ           เงินได้หลังการหักค่าใช้จ่าย                                400,000
หักค่าลดหย่อน  ค่าลดหย่อนของห้างหุ้นส่วนสามัญ                         60,000
คงเหลือ           เงินได้สุทธิ                                                     340,000
ภาษีที่ต้องจ่าย   อัตราภาษีแบบก้าวหน้า (ตกในฐาน 10%)                11,500

ซึ่งการคำนวณภาษีของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลนั้นเหมือนเดิมเช่นทุกปีที่ผ่านมา แต่การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคลตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป (เริ่มใช้กับรายได้ที่เข้ามาปี 2557 ยื่นเสียภาษี 2558) ทางสรรพากรได้กำหนดหน้าที่เพิ่มเติมให้ยื่นแสดง "บัญชีรายรับ-จ่าย" ของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลติดไปด้วย แล้วบัญชีรายรับ-จ่ายที่ว่านี้เป็นอย่างไร ทางสรรพากรก็เลยกำหนดแบบออกมาให้มีลักษณะดังนี้

2. สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน                                                                                  0  (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี       1. กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค                             1,000,000 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี     1. ค่าเช่าสถานที่                                              120,000
                                            2. ค่าน้ำไฟโทรศัพท์ อินเตอร์เนต                          10,000
                                            3. ค่าลูกจ้างพนักงาน                                        120,000
                                            4. ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์                                100,000
                                            5. ค่ายาและเวชภัณฑ์                                       100,000
                                            6. อื่นๆ เช่น ค่าทำความสะอาด ค่าเครื่องใช้สำนักงาน   20,000
                                               รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง                                       470,000  (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ            (1)+(2)-(3) = 530,000
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน                                                           500,000
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป                                                                           30,000

เมื่อทำบัญชีรายรับ-จ่ายแสดงให้เห็นว่า ค่าใช้จ่ายนั้นต้องเป็นค่าใช้จ่ายตามจริงมีหลักฐานเป็นใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีพร้อมให้สรรพากรตรวจสอบ และยอดเงินคงเหลือที่ยกไปในปีถัดไปจะต้องถูกแจ้งว่าอยู่ในบัญชีธนาคารอะไร ชื่อบัญชีอะไร เลขที่บัญชีอะไร ซึ่งยอดเงินคงเหลือจะต้องตรงกับที่แจ้งไว้ ซึ่งสรรพากรสามารถเข้าไปตรวจสอบบัญชีนั้นๆ เพื่อความถูกต้องของบัญชีที่แสดงไว้

จากบัญชีรายรับ-จ่ายของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ จะเห็นได้ว่ามีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน 500,000 แสดงว่าทางหุ้นส่วนได้มีการถอนเงินออกไป แบ่งกันตามสัดส่วนของผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญนี้ ถ้าสมมุติว่าห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์นี้ มีสัดส่วนการถือครองหุ้นของ นายแพทย์เอ เท่ากับ 80% นายบี เท่ากับ 20% แสดงว่า นายแพทย์เอ จะได้รับเงินจากการถอนเงินนี้เท่ากับ 400,000 บาท ส่วนนายบี จะได้รับเงินเท่ากับ 100,000 บาท ซึ่งเงินที่ได้รับนี้จะต้องนำไปรวมเป็นรายได้ 40(8) ของแต่ละคนอีกที ในส่วนนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายที่เพิ่มขึ้นมา ทำให้ต้องเสียภาษีอีกเป็นครั้งที่ 2

3. การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของ นายแพทย์เอ
รายได้             40(8) จากส่วนแบ่งกำไรของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์   400,000 
                     40(1) เงินเดือนจากการเป็นแพทย์โรงพยาบาลรัฐ            360,000
หักค่าใช้จ่าย     40(8) ส่วนแบ่งกำไรหักค่าใช้จ่ายเท่ากับ                                 0
                     40(1) เงินเดือนหักค่าใช้จ่าย 40% แต่ไม่เกิน 60,000        60,000
คงเหลือ          เงินได้หลังการหักค่าใช้จ่าย                                        700,000
หักค่าลดหย่อน ค่าลดหย่อนส่วนตัว                                                     30,000
คงเหลือ          เงินได้สุทธิ                                                             670,000
ภาษีที่ต้องจ่าย  อัตราภาษีแบบก้าวหน้า (ตกในฐาน 15%)                        53,000

4. การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของ นายบี
รายได้             40(8) จากส่วนแบ่งกำไรของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์   100,000
                     40(1) เงินเดือนจากงานประจำ                                    600,000
หักค่าใช้จ่าย     40(8) ส่วนแบ่งกำไรหักค่าใช้จ่ายเท่ากับ                                 0
                     40(1) เงินเดือนหักค่าใช้จ่าย 40% แต่ไม่เกิน 60,000        60,000
คงเหลือ          เงินได้หลังการหักค่าใช้จ่าย                                        640,000
หักค่าลดหย่อน ค่าลดหย่อนส่วนตัว                                                     30,000
คงเหลือ          เงินได้สุทธิ                                                             610,000
ภาษีที่ต้องจ่าย  อัตราภาษีแบบก้าวหน้า (ตกในฐาน 15%)                        44,000

ทำให้นายแพทย์เอ ต้องเสียภาษีจำนวน 53,000 บาท และนายบีต้องเสียภาษีจำนวน 44,000 โดยทั้งสองคนมีภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากมีส่วนแบ่งกำไรของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ เข้ามา และส่วนแบ่งกำไรนี้ยังไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายทางภาษีได้อีก ทำให้ทั้งคู่ต้องรับภาระภาษีเพิ่มขึ้น

ในตอนหน้าจะมาดูวิธีลงบัญชีรายรับ-จ่ายที่เป็นใบแนบที่ต้องยื่นพร้อภงด. 90 ว่าจะมีแนวทางในการเขียนอย่างไร และแนวทางของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลว่า ในปี 2558 นี้ควรจะทำอย่างไร รวมถึงคำถามที่เกี่ยวข้องกับคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลที่พบเจอบ่อย พบกันตอนหน้านะคะ