Wednesday, January 28, 2015

สรุปการเปลี่ยนแปลงภาษีของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล ตอนที่ 1

เมื่อปลายปี 2557 ที่ผ่านมาได้มีการเปลี่ยนแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฏากร เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในส่วนของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล นั่นก็คือมีการแก้คำนิยามของคณะบุคคลแและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล กับ ยกเลิกการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของส่วนแบ่งกำไรจากคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลซึ่งได้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไปแล้ว การแก้ไขเพิ่มเติมนี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 เป็นต้นไป

เมื่อมีการแก้ไขแล้ว หลายๆ ท่านก็ยังสงสัยอยู่ว่าแล้วมันต่างจากแบบเดิมอย่างไร และแบบใหม่นี้มีอะไรที่เพิ่มขึ้นมาบ้าง ดังนั้นเราลองมาดูว่าถ้าเรามีคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลอยู่ เราจะต้องทำอย่างไรบ้าง ขอยกเป็นตัวอย่างจะได้เข้าใจได้ง่ายนะคะ

ตัวอย่าง

สมมุติว่ามีห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลชื่อ เอบีการแพทย์ ทำกิจการเปิดรักษาผู้ป่วยในคลีนิก มีหุ้นส่วน 2 คน คือ นายแพทย์เอ กับ นายบี แล้วในปี 2557 ที่ผ่านมา มีรายได้ทั้งปีเข้าห้างหุ้นส่วนสามัญเท่ากับ 1,000,000 บาท เมื่อถึงเวลาที่จะต้องยื่นภาษีในปี 2558 ห้างหุ้นส่วนสามัญนี้จะมีวิธีการคำนวณภาษีดังนี้

1. การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์
รายได้             จากกิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิก                         1,000,000 
หักค่าใช้จ่าย     โดยเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา (ร้อยละ 60%)       600,000
คงเหลือ           เงินได้หลังการหักค่าใช้จ่าย                                400,000
หักค่าลดหย่อน  ค่าลดหย่อนของห้างหุ้นส่วนสามัญ                         60,000
คงเหลือ           เงินได้สุทธิ                                                     340,000
ภาษีที่ต้องจ่าย   อัตราภาษีแบบก้าวหน้า (ตกในฐาน 10%)                11,500

ซึ่งการคำนวณภาษีของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลนั้นเหมือนเดิมเช่นทุกปีที่ผ่านมา แต่การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคลตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป (เริ่มใช้กับรายได้ที่เข้ามาปี 2557 ยื่นเสียภาษี 2558) ทางสรรพากรได้กำหนดหน้าที่เพิ่มเติมให้ยื่นแสดง "บัญชีรายรับ-จ่าย" ของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลติดไปด้วย แล้วบัญชีรายรับ-จ่ายที่ว่านี้เป็นอย่างไร ทางสรรพากรก็เลยกำหนดแบบออกมาให้มีลักษณะดังนี้

2. สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน                                                                                  0  (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี       1. กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค                             1,000,000 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี     1. ค่าเช่าสถานที่                                              120,000
                                            2. ค่าน้ำไฟโทรศัพท์ อินเตอร์เนต                          10,000
                                            3. ค่าลูกจ้างพนักงาน                                        120,000
                                            4. ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์                                100,000
                                            5. ค่ายาและเวชภัณฑ์                                       100,000
                                            6. อื่นๆ เช่น ค่าทำความสะอาด ค่าเครื่องใช้สำนักงาน   20,000
                                               รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง                                       470,000  (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ            (1)+(2)-(3) = 530,000
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน                                                           500,000
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป                                                                           30,000

เมื่อทำบัญชีรายรับ-จ่ายแสดงให้เห็นว่า ค่าใช้จ่ายนั้นต้องเป็นค่าใช้จ่ายตามจริงมีหลักฐานเป็นใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีพร้อมให้สรรพากรตรวจสอบ และยอดเงินคงเหลือที่ยกไปในปีถัดไปจะต้องถูกแจ้งว่าอยู่ในบัญชีธนาคารอะไร ชื่อบัญชีอะไร เลขที่บัญชีอะไร ซึ่งยอดเงินคงเหลือจะต้องตรงกับที่แจ้งไว้ ซึ่งสรรพากรสามารถเข้าไปตรวจสอบบัญชีนั้นๆ เพื่อความถูกต้องของบัญชีที่แสดงไว้

จากบัญชีรายรับ-จ่ายของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ จะเห็นได้ว่ามีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน 500,000 แสดงว่าทางหุ้นส่วนได้มีการถอนเงินออกไป แบ่งกันตามสัดส่วนของผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญนี้ ถ้าสมมุติว่าห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์นี้ มีสัดส่วนการถือครองหุ้นของ นายแพทย์เอ เท่ากับ 80% นายบี เท่ากับ 20% แสดงว่า นายแพทย์เอ จะได้รับเงินจากการถอนเงินนี้เท่ากับ 400,000 บาท ส่วนนายบี จะได้รับเงินเท่ากับ 100,000 บาท ซึ่งเงินที่ได้รับนี้จะต้องนำไปรวมเป็นรายได้ 40(8) ของแต่ละคนอีกที ในส่วนนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายที่เพิ่มขึ้นมา ทำให้ต้องเสียภาษีอีกเป็นครั้งที่ 2

3. การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของ นายแพทย์เอ
รายได้             40(8) จากส่วนแบ่งกำไรของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์   400,000 
                     40(1) เงินเดือนจากการเป็นแพทย์โรงพยาบาลรัฐ            360,000
หักค่าใช้จ่าย     40(8) ส่วนแบ่งกำไรหักค่าใช้จ่ายเท่ากับ                                 0
                     40(1) เงินเดือนหักค่าใช้จ่าย 40% แต่ไม่เกิน 60,000        60,000
คงเหลือ          เงินได้หลังการหักค่าใช้จ่าย                                        700,000
หักค่าลดหย่อน ค่าลดหย่อนส่วนตัว                                                     30,000
คงเหลือ          เงินได้สุทธิ                                                             670,000
ภาษีที่ต้องจ่าย  อัตราภาษีแบบก้าวหน้า (ตกในฐาน 15%)                        53,000

4. การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของ นายบี
รายได้             40(8) จากส่วนแบ่งกำไรของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์   100,000
                     40(1) เงินเดือนจากงานประจำ                                    600,000
หักค่าใช้จ่าย     40(8) ส่วนแบ่งกำไรหักค่าใช้จ่ายเท่ากับ                                 0
                     40(1) เงินเดือนหักค่าใช้จ่าย 40% แต่ไม่เกิน 60,000        60,000
คงเหลือ          เงินได้หลังการหักค่าใช้จ่าย                                        640,000
หักค่าลดหย่อน ค่าลดหย่อนส่วนตัว                                                     30,000
คงเหลือ          เงินได้สุทธิ                                                             610,000
ภาษีที่ต้องจ่าย  อัตราภาษีแบบก้าวหน้า (ตกในฐาน 15%)                        44,000

ทำให้นายแพทย์เอ ต้องเสียภาษีจำนวน 53,000 บาท และนายบีต้องเสียภาษีจำนวน 44,000 โดยทั้งสองคนมีภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากมีส่วนแบ่งกำไรของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ เข้ามา และส่วนแบ่งกำไรนี้ยังไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายทางภาษีได้อีก ทำให้ทั้งคู่ต้องรับภาระภาษีเพิ่มขึ้น

ในตอนหน้าจะมาดูวิธีลงบัญชีรายรับ-จ่ายที่เป็นใบแนบที่ต้องยื่นพร้อภงด. 90 ว่าจะมีแนวทางในการเขียนอย่างไร และแนวทางของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลว่า ในปี 2558 นี้ควรจะทำอย่างไร รวมถึงคำถามที่เกี่ยวข้องกับคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลที่พบเจอบ่อย พบกันตอนหน้านะคะ

Friday, December 5, 2014

ท่องเที่ยวแล้วยังได้ลดหย่อนภาษี


ปีใหม่นี้มีของขวัญจากรัฐบาลมอบให้กับประชาชนนั่นก็คือเพิ่มค่าลดหย่อนภาษีที่เป็นค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวในประเทศ โดยทางภาครัฐต้องการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ จึงเสนอมาตรการให้ค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวในประเทศนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้



1. เฉพาะท่องเที่ยวภายในประเทศเท่านั้น ค่าใช้จ่ายที่นำมาลดหย่อนต้องเป็นค่าที่พักหรือค่าทัวร์เท่านั้น (ค่าที่พักต้องเป็นเฉพาะค่าที่พักเท่านั้น ค่าอาหาร ค่าสปา ไม่สามารถนำมาลดได้)

  • โดยที่พักต้องเป็นผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมตามกฎหมาย และทัวร์ต้องเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตนำเที่ยวตามกฎหมาย การจองผ่านตัวแทนที่เป็นเวบไซต์ เช่น Agoda จะไม่สามารถนำมาลดหย่อนได้
  • ในใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จต้องมีรายละเอียด ชื่อนามสกุลของผู้ที่จะใช้สิทธิลดหย่อน จำนวนเงิน และวันที่อย่างชัดเจน


2. ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท

  • สามีภรรยามีรายได้ทั้งคู่ ไม่ว่าจะแยกยื่นหรือยื่นรวม สามารถลดหย่อนได้คนละตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 15,000 บาท
  • สามีภรรยาที่มีรายได้เพียงคนเดียว สามารถลดหย่อนได้ของคนที่มีรายได้เท่านั้น ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 15,000 บาท
  • คณะบุคคลกับห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคล จะไม่สามารถลดหย่อนได้


3. ต้องเป็นใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จที่ออกในช่วงเวลาที่กำหนดตามนี้

  • ปี 57 ยื่นปี 58: ออกในช่วง 16 ธค. 57 ถึง 31 ธค. 57 เท่านั้น (ใบกำกับภาษีที่ลงวันที่ก่อนหน้านี้จะไม่สามารถลดหย่อนได้)
  • ปี 58 ยื่นปี 59: ออกในช่วง 1 มค. 58 ถึง 31 ธค. 58


เมื่อรู้แบบนี้แล้ว ท่องเที่ยวครั้งต่อไปก็อยากลืมขอใบกำกับภาษีมาด้วยนะคะ เราจะได้ใช้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีได้อย่างเต็มที่

Thursday, May 29, 2014

การบริหารจัดการหนี้ ตอนที่ 5

สำหรับคนที่เป็นหนี้เสีย แล้วหันไปพึ่งหนี้นอกระบบนั้น น่าจะเป็นการ "หนีเสือปะจระเข้" อย่างแท้จริง เพราะสิ่งที่เจอจากหนี้นอกระบบนั้นคือดอกเบี้ยแพงๆ และการทวงหนี้แบบโหดๆ นอกจากนี้ เจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบยังมี "สารพัดเล่ห์เหลี่ยม" ที่เอารัดเอาเปรียบลูกหนี้

เล่ห์เหลี่ยมหรือหลุมพลางที่เจ้าหนี้นอกระบบจูงใจให้เรากู้
  • ใส่ตัวเลขต่างๆ น้อยๆ เพื่อจูงใจให้กู้ เช่น ดอกเบี้ย 2% แต่จริงๆ แล้ว ดอกเบี้ย 2% ต่อเดือนไม่ใช่ต่อปี 
  • คิดดอกเบี้ยแบบคงที่ตลอดอายุสัญญา 
  • บีบให้ทำสัญญาเงินกู้เกินจริง เขียนสัญญากำกวม 
  • หลีกเลี่ยงให้กู้โดยตรง โดยให้คนอื่นปล่อยกู้อีกหลายทอด
  • หลังทำสัญญาแล้ว ทวงหนี้มหาโหด บีบบังคับ ข่มขู่
ตัวอย่างที่ 1 : "เจ้าหนี้ไม่บอกอัตราดอกเบี้ย"

"เงินด่วนทันใจ ดอกเบี้ยถูก บริการเงินสดพร้อมใช้ รับเงินไว"
"สนใจติดต่อ คุณโทนี่ xxx-xxx-xxxx"

น.ส. สมศรี ต้องการกู้เงิน 10,000 บาท จึงโทรติดต่อนายโทนี่และได้รับเงื่อนไขดังนี้
กู้เงิน 10,000 บาท ต้องจ่ายคืนเดือนละ 1,200 บาท เป็นระยะเวลา 1 ปี

น.ส. สมศรีควรกู้กับนายโทนี่ไหม?

คำตอบ: ถ้าสมศรีกู้เงินกับนายโทนี่เป็นจำนวน 10,000 บาท
สมศรีต้องจ่ายเงินทั้งหมด = 1,200 บาท x 12 เดือน = 14,400 บาท
ดังนั้น ดอกเบี้ยที่สมศรีจ่ายให้กับนายโทนี่เท่ากับ = 14,400 - 10,000 = 4,400 บาท
ลองคำนวณว่าดอกเบี้ย 4,400 บาทนี้เป็นอัตรากี่เปอร์เซนต์ต่อปี
อัตราดอกเบี้ยต่อปี = 4,400 / 10,000 x 100 = 44%
ตามปกติแล้วอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค (Customer Loan) ของธนาคารส่วนใหญ่จะเฉลี่ยแล้วไม่เกิน 20% ต่อปี แต่ของนายโทนี่นั้นดอกเบี้ย 44% ต่อปี ดังนั้นสมศรีไม่ควรกู้คะ

ตัวอย่างที่ 2 : "หลีกเลี่ยงการให้กู้โดยตรง"

น.ส. สมศรี ต้องการกู้เงิน 10,000 บาท จึงโทรติดต่อนายแป๊ะและได้รับเงื่อนไขดังนี้
ถ้าจะกู้เงิน 10,000 บาท นายแป๊ะพาน.ส. สมศรีไปสมัครบัตรเงินผ่อน และให้ไปซื้อสินค้าเช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ด้วยบัตรเงินผ่อน เช่น ซื้อทีวีด้วยบัตรเงินผ่อนมา 12,000 บาท แต่ต้องมาขายให้กับนายแป๊ะในราคาถูกมากๆ เช่น 10,000 บาท นายแป๊ะก็นำเครื่องใช้ไฟฟ้านั่นไปขายต่อด้วยราคา 11,500 บาท

แสดงว่านายแป๊ะได้กำไรเท่ากับ 11,500 - 10,000 = 1,500 บาท
ส่วน น.ส. สมศรีได้รับเงินจากนายแป๊ะมา 10,000 บาท แต่ต้องผ่อนบัตรเงินผ่อน 12,000 บาทนั้นที่อัตราดอกเบี้ย 25% ต่อปี ซึ่งเท่ากับ 12,000 x 25% = 3,000 บาท น.ส. สมศรีจึงต้องผ่อนทั้งหมดเท่ากับ เงินต้น 12,000 + ดอกเบี้ย 3,000 = 15,000 บาท

ดอกเบี้ยบัตรเงินผ่อน 3,000 บาท และส่วนต่างถูกหักให้กับนายแป๊ะเท่ากับ 2,000 บาท ซึ่งรวมเท่ากับ 5,000 บาท ถ้าคำนวณเงิน 5,000 บาทนี้กับเงินที่ได้รับมา 10,000 จะพบว่า
อัตราดอกเบี้ยต่อปี = 5,000 / 10,000 x 100 = 50% ดังนั้นสมศรีไม่ควรกู้คะ

จากทั้ง 2 ตัวอย่างทำให้เห็นว่า การจะกู้ยืมเงินนอกระบบนั้นระมัดระวังให้ดี ต้องมีสติ พิจารณาถึงข้อเสนอที่เค้าให้มาว่ามีการเอารัดเอาเปรียบจนเกินไปไหม และเรารับข้อเสนอนั้นได้ไหม มีความสามารถในการผ่อนหรือเปล่า การกู้เงินนอกระบบไม่ใช่ว่าจะไม่ดีเสมอไป ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับตัวเราว่าเรามีวินัยทางการเงินขนาดไหน คนที่มีวินัยทางการเงินดี ย่อมรู้จักใช้จ่าย จัดสรรเงิน ใช้หนี้ตรงเวลา รับผิดชอบต่อตัวเอง ถ้าทำได้เช่นนี้ภาระหนี้ก็จะหมดโดยไว

Monday, April 28, 2014

การบริหารจัดการหนี้ ตอน 4

ก็รู้ทั้งรู้ว่า จะต้องมีการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ก่อนที่จะก่อหนี้ แต่ในบางทีมันก็มีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาติดขัด มีอุปสรรค ทำให้การชำระหนี้ไม่ทันเสียแล้ว หนี้เข้าสู่วิกฤตไปเสียแล้ว หนี้ที่มีอยู่เริ่มจะจ่ายช้ากว่ากำหนด จ่ายไม่ไหว และค้างชำระ จนต้องเสียประวัติไป แม้ว่าหนี้สินจะพันกันยุ่งเยิง ขออย่าได้ท้อ อย่าได้หนีหนี้ อย่าได้คิดสั้น ปัญหาต้องมีทางออก รูปแบบการแก้ปัญหาหนี้จะมีอยู่ 3 รูปแบบคือ

1. การรีไฟแนนซ์ (Refinance)

การรีไฟแนนซ์เหมาะกับหนี้ที่เกือบจะเสีย คือยังสามารถจ่ายได้อยู่ จ่ายได้ไหว แต่ไม่คล่องตัว ไม่ทันเวลา เงินที่จะจ่ายแต่ละเดือนมันตึงๆ จ่ายได้ได้กว่ายอดหนี้ที่กำหนดไว้ ก็ต้องใช้วิธีรีไฟแนนซ์

รีไฟแนนซ์ยังเหมาะกับคนที่คิดว่าตัวเองจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูง แล้วต้องการที่จะปรับอัตราดอกเบี้ย ให้ลดลง หรืออยากปรับเปลี่ยนแผนการชำระหนี้ให้ชำระได้หมดภาระเร็วขึ้น หรือเปลี่ยนสถาบันการเงินที่ให้กู้ แม้ว่าจะไม่มีปัญหาด้านการเงินที่นำไปผ่อนชำระ การรีไฟแนนซ์ก็ยังสามารถกระทำได้เพื่อการลดค่าใช้จ่ายด้านอัตราดอกเบี้ยและขยายเวลาการผ่อนชำระ

การจะพิจารณาในการรีไฟแนนซ์ว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ ต้องมีการเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงว่าจะช่วยให้เราประหยัดได้มากกว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการรีไฟแนนซ์หรือไม่ ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในการรีไฟแนนซ์จะประกอบด้วย
  • ค่าใช้จ่ายในการประเมินมูลค่าหลักประกัน บริษัทสินเชื่อแห่งใหม่ต้องมีการประเมินหลักประกันใหม่ ในบางครั้งอาจมีค่าใช้จ่าย เช่น การจ้างบริษัทมาคำนวณหลักประกัน
  • ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำสัญญาเงินกู้กับผู้ให้สินเชื่อแห่งใหม่
  • ค่าจดจำนองหลักประกัน
  • ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการประกัน
  • ค่าปรับให้แก่เจ้าหนี้เก่าในกรณีที่ยุติการกู้ก่อนระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา
ด้วยค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจึงต้องพิจารณาให้ดีก่อนที่จะรีไฟแนนซ์ ลองเปรียบเทียบหลายๆ สถานบันการเงินที่ให้รีไฟแนนซ์ว่าข้อเสนอที่ใดให้ประโยชน์กับตัวเรามากที่สุด 
2. ปรับโครงสร้างหนี้หรือการประนอมหนี้

การปรับโครงสร้างหนี้นั้นสามารถกระทำได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอให้กลายเป็นหนี้เสียก่อน สามารถเดินเข้าไปเจรจาปรับโครงสร้างหนี้หรือเจรจาประนอมหนี้กับสถาบันการเงินได้ การเดินเข้าไปคุยกับสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อแสดงถึงความตั้งใจในการชำระหนี้ คุยกับทางสถาบันการเงินว่าทางสถานบันการเงินจะสามารถช่วยอะไรได้บ้าง ดีกว่าที่จะให้เกิดการค้างชำระ เพราะถ้าเกิดการค้างชำระแล้วประวัติเครดิตก็จะเสีย ทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประวัติได้ การประนอมหนี้ก็จะยากขึ้นอีก

รูปแบบการเจรจาประนอมหนี้มีหลายรูปแบบ ได้แก่
  • ขอลดยอดหนี้ลงบางส่วน
  • ขอขยายเวลาการชำระหนี้ 
  • ขอลดจำนวนเงินที่ต้องผ่อนในแต่ละงวด
  • ขอให้คิดดอกเบี้ยในอัตราปกติที่ไม่ผิดนัด
  • ขอหยุดดอกเบี้ยและไม่คิดดอกเบี้ยระหว่างที่ผ่อนชำระ
  • ขอลดหย่อนค่าธรรมเนียมหรือค่าปรับกรณีผิดชำระ
  • ขอโอนหลักประกันเพื่อชำระหนี้
แต่ก่อนที่จะเดินไปขอปรับโครงสร้างหนี้ ควรจะสังเกตุว่า ลูกหนี้ที่เหมาะสมกับวิธีนี้ควรที่จะมีคุณสมบัติดังนี้

  1. มีภาระหนี้ไม่มากหรือทำธุรกิจส่วนตัว ที่จำเป็นต้องรักษาประวัติเครดิตที่ดีเอาไว้สำหรับการขอสินเชื่อสำหรับธุรกิจ
  2. เป็นหนี้ที่ไม่ได้ถูกคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่โหดเกินไป
  3. เมื่อปรับโครงสร้างหนี้แล้ว เงินที่จะจ่ายคืนหนี้ไม่ควรเกิน 30% ของรายได้
  4. มั่นใจว่าจะสามารถจ่ายได้ตลอด ไม่หยุดจ่ายกลางคัน
ดังนั้นการปรับโครงสร้างหนี้อาจมีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยข้อดีคือช่วยลดแรงกดดันในการชำระหนี้ ลดการถูกทวงหนี้ ในบางกรณีอาจได้ดอกเบี้ยที่ถูกลงด้วย แต่ข้อเสีย คือ มูลค่าหนี้หลังการปรับโครงสร้างหนี้อาจจะเพิ่มขึ้น เพราะสถาบันการเงินอาจจะนำยอดหนี้เดิม ดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าทวงถาม มารวมเป็นยอดหนี้ใหม่ การปรับโครงสร้างหนี้อาจจะทำให้ลูกหนี้เสียเปรียบหากไม่สามารถชำระหนี้ตามสัญญาใหม่จนนำไปสู่กระบวนการฟ้องร้อง เพราะในสัญญาใหม่จะปรับดอกเบี้ยลดลง ซึ่งมีความเป็นธรรมต่อลูกหนี้แล้ว

3. แฮร์คัต (Hair Cut)

เมื่อเราไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้จริงๆ ทางสถาบันการเงินจะฟ้องร้องเพื่อให้ลูกหนี้ชำระหนี้ แม้ว่าจะถูกสถาบันการเงินฟ้องร้อง ก็อย่าเพิ่งท้อถอย อย่าเพิ่งถอยหรือหนี ให้เดินตามกระบวนการต่อไป

ทางสถาบันการเงินอาจเข้ามาเจรจาเพื่อลดหนี้ที่ค้างชำระโดยแลกกับการจ่ายหนี้ส่วนที่เหลือ วิธีนี้จะเรียกว่าแฮร์คัต โดยทางสถาบันการเงินหรือเจ้าหนี้จะเป็นยื่นข้อเสนอเข้ามา วิธีแฮร์คัตนี้จะเกิดขึ้นในกรณีที่ค้างชำระหนี้มานาน ทางสถาบันการเงินหรือเจ้าหนี้อยากจะเจรจาเพื่อปิดยอดหนี้ จึงเสนอข้อเสนอนี้ขึ้นมา ถ้าเห็นว่าสามารถรับข้อเสนอนี้ได้ ก็ดำเนินการเจราปิดหนี้ได้เลย


ในตอนหน้าจะมาทำความรู้จัก หนี้นอกระบบ เพื่อให้เรารู้ทันเงินนอกระบบ ไม่ให้โดนหลอกได้อย่างง่ายนะคะ

Monday, March 31, 2014

การบริหารจัดการหนี้ ตอนที่ 3

จากสองตอนที่แล้วที่กล่าวถึงสาเหตุของการมีหนี้และสถานะของการเป็นหนี้ ทำให้หลายๆ คนสามารถรู้ได้ว่า ในปัจจุบันตอนนี้เรากำลังอยู่ในส่วนใดของการเป็นหนี้ คนที่มีหนี้แล้วก็ต้องระมัดระวังการใช้เงินเป็นพิเศษ จะใช้เงินแบบเดิมไม่ได้แล้ว และหมั่นทบทวนการเงินของตัวเองอยู่เสมอ โดยการสร้างนิสัยการมีวินัยทางการเงินขึ้นมา นิสัยของคนมีวินัยทางการเงินจะแบ่งเป็น 3 ข้อ

1. การจะรู้ว่าตัวเองจะเดินไปทางใด ก็ต้องมีการวางแผนการเดินไว้ก่อน การใช้เงินก็เช่นเดียวกัน เราก็ต้องมีการวางแผนการเงินเอาไว้ เพื่อให้เราใช้เงินได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับตัวเรา เราสามารถวางแผนการเงินของตัวเราเองได้ดังนี้
  • คำนวณหาเงินที่เหลือในแต่ละเดือนหรือแต่ละปี โดยคำนวณได้จาก รายได้ที่ได้รับทั้งหมดลบกับเงินออมที่เราต้องออมเป็นประจำ ลบค่าใช้จ่ายจำเป็น ลบหนี้สิน ก็จะเหลือเป็นเงินที่เหลือใช้ในแต่ละเดือน 
  • ทำรายรับ รายจ่ายอย่างละเอียด ว่าเรามีค่าใช้จ่ายในส่วนใดบ้าง เช่น ค่าโทรศัพท์อินเตอร์เนต ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าช้อปปิ้ง เป็นต้น ทำเป็นรายวันและรวมเป็นรายเดือนเพื่อให้เห็นภาพการไหลของเงินว่าเงินที่เราได้รับมานั้นมันไหลไปทางใด
  • วางแผนเก็บเงินกับค่าใช้จ่ายที่เป็นจำนวนเงินก้อนที่ใหญ่ เช่น ค่าเล่าเรียนบุตร เงินที่ไว้ใช้ยามเกษียณ
  • ตรวจสอบหนี้สินว่ามีจำนวนเท่าใด เปรียบเทียบระหว่างหนี้สินกับสินทรัพย์ที่เรามี ความสามารถในการผ่อนชำระ 
 

2. เมื่อรู้แผนการเงินของเราแล้ว ก็จะดูในสิ่งที่สามารถปรับได้ ปรับเพื่อให้เรามีเงินมากขึ้น และป้องกันเงินไม่ให้เสียไปกับค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นไปมากกว่านี้
  • เมื่อเห็นว่าค่าใช้จ่ายมีมากกว่ารายได้ ก็อาจจะหางานทำเพิ่ม ทำงานเพิ่มเพื่อเพิ่มรายได้ให้เพียงพอกับค่าใช้จ่าย
  • ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น งดซื้อกาแฟ ชงกินเองแทน งดซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ งดทานข้าวนอกบ้าน ทำกับข้าวกินเอง
  • ลดการใช้บัตรเครดิต ใช้แต่เงินสดเท่าที่นั้น ไม่มีเงินก็ไม่ซื้อ ไม่ก่อหนี้เพิ่ม
  • ถ้ามีเงินเหลือก็เก็บออมไว้ นำไปใส่เป็นเงินออม หรือ เก็บไว้ในยามฉุกเฉิน
  • ทำประกันสุขภาพ หรือ ประกันชีวิตเพื่อป้องกันการเสียเงินเป็นจำนวนมาก คุ้มครองหัวหน้าครอบครัวที่มีภาระหนี้สิน ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับหัวหน้าครอบครัว คนข้างหลังก็จะสามารถนำเงินไปปลดหนี้ได้ ไม่ทึ้งภาระไว้ให้กับคนข้างหลัง
3. สำหรับคนที่มีหนี้ ก็ต้องมาจัดทำแผนปลดหนี้ เพื่อให้เราสามารถใช้หนี้ได้หมดเร็วที่สุด
  • สำรวจหนี้ที่มีว่า หนี้ของเรานี้เป็นหนี้แบบใด เช่น หนี้ผ่อนบ้าน หนี้ผ่อนรถ หนี้นอกระบบ หนี้บัตรเครดิต เป็นต้น
  • เมื่อสำรวจหนี้แล้วว่าเป็นหนี้อะไรก็ต้องแจกแจงหนี้นั้นว่ามียอด ณ ปัจจุบันอยู่เท่าใด อัตราดอกเบี้ยที่จ่าย จำนวนเงินที่จ่ายในแต่ละเดือน วันที่จ่าย และความถี่ในการจ่าย
  • จัดลำดับของหนี้ที่ต้องการปลดหนี้ หนี้ที่ดอกเบี้ยสูง หนี้บัตรเครดิต หนี้นอกระบบ จะถูกนำมาปลดหนี้ก่อน 
  • สำรวจทรัพย์สินที่เรามี ว่าถ้าจะขายหรือแปลงเป็นเงินเพื่อปลดหนี้จะได้มูลค่าเท่าใด จดรายละเอียด และประเมินมูลค่า
  • ขายสินทรัพย์เพื่อนำมาปลดหนี้ โดยเลือกปลดหนี้ตามที่เราได้จัดลำดับไว้
  • ถ้าในกรณีที่ขายสินทรัพย์ก็แล้ว ทำทุกอย่างก็แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถปลดหนี้ได้หมด และเลือกวิธีเจรจา ต่อรองกับเจ้าหนี้
  • อย่าหนีหนี้เป็นอันขาด 
ในตอนหน้าจะกล่าวถึง รูปแบบการแก้ปัญหาหนี้คะ 

Tuesday, February 25, 2014

การบริหารจัดการหนี้ ตอน 2

จากตอนที่แล้วได้พูดถึงสาเหตุของการเป็นหนี้แล้ว ในตอนนี้จะมาดูกันต่อว่าสถานะของการเป็นหนี้นั้นมีอะไรบ้าง

สถานะของการเป็นหนี้นั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 4 สถานะได้แก่

1. สถานะ "ยังไม่มีหนี้"

"ช่วงเวลาที่ยังไม่มีหนี้ หรือช่วงเวลาปลอดหนี้" น่าจะเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขและสบายใจที่สุด ซึ่งในช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ต้องมีการจัดระเบียบชีวิตและวางแผนการเงิน ศึกษาข้อมูลสินเชื่อต่างๆ ก่อนที่จะกู้ เพื่อทำการเปรียบเทียบสินเชื่อแต่ที่ต่างๆ ว่ามีการคิดและคำนวณอย่างไร

2. สถานะ "คิดจะกู้"

สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อคิดจะเป็นหนี้ คือวิเคราะห์ความจำเป็นของการเป็นหนี้ เพราะสาเหตุของการเป็นหนี้นั้นมีหลายรูปแบบ เราต้องรู้ก่อนว่าหนี้ที่จะเกิดขี้นนี้มาจากสาเหตุใด เมื่อวิเคราะห์ความจำเป็นในการก่อหนี้แล้ว ขั้นตอนต่อไปที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การคำนวณภาระหนี้ที่จะเกิดขี้นว่า พอจะมีความสามารถในการผ่อนชำระหรือไม่ เปรียบเทียบข้อมูลให้รอบคอบไม่ว่าจะเป็น อัตราดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายที่เกี่้ยวข้อง ค่าปรับกรณีล่าช้า ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงหนี้ เปรียบเทียบกับความสามารถของเราว่าเราสามารถผ่อนชำระหนี้ได้ในระดับไหน และถ้าในกรณีที่เราไม่สามารถผ่อนชำระได้ เราจะทำอย่างไร หาทางหนีทีไล่ก่อนที่จะกู้จริงๆ เผื่อว่าเมื่อกู้แล้วถ้าเกิดปัญหา เราจะได้ดำเนินตามแผนที่วางไว้



3. สถานะ "ก่อหนี้และจัดการได้"

เมื่อขั้นนี้แล้ว ก็เดินไปสถาบันการเงินเพื่อขอสินเชื่อกู้ได้เลย เพราะเราได้มีการวางแผนการเงินไว้แล้ว สถาบันการเงินเค้าจะอนุมัติสินเชื่อหรือไม่นั้น เค้าจะดูจาก ประวัติการขอสินเชื่อและพฤติกรรมการชำระเงินที่ผ่านมา และความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ ดังนั้นจึงควรเตรียมเอกสารในส่วนนี้ให้พร้อม

ในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินนั้น ผู้กู้จะต้องตรวจเช็คสัญญาเงินกู้ให้ดี เพราะบางคนเซนต์ชื่อโดยที่ไม่ได้อ่านเงื่อนไขอะไรเลย ซึ่งคนส่วนนี้ก็จะพบกับปัญหาที่อาจจะตามมาในภายหลัง ซึ่งเมื่อเราลงชื่อไปแล้ว คงจะปฏิเสธความรับผิดชอบตามสัญญานั้นได้ลำบาก

สิ่งที่ต้องตรวจสอบสัญญาเงินกู้
- จำนวนเงินที่ขอกู้ถูกต้องตามที่ตกลงกันไหม ตัวเลขกับตัวหนังสือต้องตรงกัน
- ระยะเวลาและความถี่ในการผ่อนชำระ
- อัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บ และวิธีคิดดอกเบี้ย เป็นแบบคงที่หรือลอยตัว
- หลักประกัน เช่น ค่าประเมิน ค่าจดจำนองหลักประกัน เงื่อนไขการไถ่ถอน
- เงื่อนไขที่อาจก่อให้เกิดเบี้ยปรับ เช่น ดอกเบี้ยผิดนัด ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถาม การชำระคืนเงินกู้ก่อนกำหนด เป็นต้น
- ตารางแสดงจำนวนเงินผ่อนต่องวด ซึ่งควรจะมีทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยต่องวด
- เงื่อนไขอื่นๆ เช่น การทำประกันสินเชื่อที่ทางสถาบันมักจะบังคับให้ทำ ซึ่งเราต้องพิจารณาให้ดีว่าสมควรทำหรือไม่ ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วทางสถาบันการเงินไม่สามารถบังคับเราให้ทำประกันสินเชื่อ

4. สถานะ "หนี้สินพอกพูน"

ถ้าเราทำได้ดีในสถานะที่ 2 และที่ 3 แล้ว การมีหนี้นี้ก็จะดำเนินอย่างปกติ มีเงินจ่ายคืนตามปกติ แต่บางคนอาจไม่เป็นเช่นนั้น ในปีแรกๆ อาจจะดำเนินอย่างปกติ แต่เมื่อปีหลังต่อมา อาจจะมีปัจจัยอื่นมากระทบ เช่น รายได้ลดลง เศรษฐกิจแย่ เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันแก่คนใกล้ตัว เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง หรือเป็นโรคร้ายแรง หรือเหตุการณ์ที่ไม่ได้เตรียมมาก่อนแล้วต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากในทันที เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นจะเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงว่ากำลังเข้าสู่ "วิกฤตทางการเงิน" เข้าแล้ว

สัญญาณบ่งชี้ว่าเริ่มมีปัญหาทางการเงินจะมีอาการต่อไปนี้
- ไม่มีเงินเก็บ
- อยู่อย่างรอคอย (เงินเดือน โบนัส เงินปันผล)
- เงินออกปุ๊ป หายไปกับหนี้ปั๊ป
- จ่ายค่าน้ำไฟ โทรศัพท์ ค่าเช่า ไม่ตรงเวลา
- จ่ายบัตรเครดิตแค่ขั้นต่ำ จ่ายบัตรไม่เต็มยอด
- เริ่มซื้อของใช้จำเป็นเข้าบ้านด้วยเงินเชื่อ เงินผ่อน

เมื่อปัญหาเริ่มรุนแรงมากขึ้น อาการก็จะขยับความรุนแรงมาเป็นแบบนี้
- ยืมโน้น โปะนี่ ยืมไปทั่ว ยืมจากคนใกล้ตัว ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง โดยที่ไม่รู้ว่ายอดหนี้ที่แท้จริงเป็นเท่าไร
- ใช้บัตรเครดิตรูดซื้อของไม่ได้เพราะเต็มวงเงิน
- ขอสินเชื่อใหม่ หรือขอวงเงินเพิ่มไม่ได้
- หมดหนทาง หันไปพึ่งสินเชื่อนอกระบบ
- ได้รับโทรศัพท์ทวงหนี้บ่อยๆ
- เครียดคิดแต่เรื่องหนี้สินตลอดเวลา

เมื่อเห็นสัญญาณเช่นนี้แล้ว ก็ต้องรีบจัดการกับหนี้เกินตัวให้เร็วที่สุด  วิธีการจัดการนั้น จะมาลงในรายละเอียดในตอนหน้านะคะ