Monday, March 31, 2014

การบริหารจัดการหนี้ ตอนที่ 3

จากสองตอนที่แล้วที่กล่าวถึงสาเหตุของการมีหนี้และสถานะของการเป็นหนี้ ทำให้หลายๆ คนสามารถรู้ได้ว่า ในปัจจุบันตอนนี้เรากำลังอยู่ในส่วนใดของการเป็นหนี้ คนที่มีหนี้แล้วก็ต้องระมัดระวังการใช้เงินเป็นพิเศษ จะใช้เงินแบบเดิมไม่ได้แล้ว และหมั่นทบทวนการเงินของตัวเองอยู่เสมอ โดยการสร้างนิสัยการมีวินัยทางการเงินขึ้นมา นิสัยของคนมีวินัยทางการเงินจะแบ่งเป็น 3 ข้อ

1. การจะรู้ว่าตัวเองจะเดินไปทางใด ก็ต้องมีการวางแผนการเดินไว้ก่อน การใช้เงินก็เช่นเดียวกัน เราก็ต้องมีการวางแผนการเงินเอาไว้ เพื่อให้เราใช้เงินได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับตัวเรา เราสามารถวางแผนการเงินของตัวเราเองได้ดังนี้
  • คำนวณหาเงินที่เหลือในแต่ละเดือนหรือแต่ละปี โดยคำนวณได้จาก รายได้ที่ได้รับทั้งหมดลบกับเงินออมที่เราต้องออมเป็นประจำ ลบค่าใช้จ่ายจำเป็น ลบหนี้สิน ก็จะเหลือเป็นเงินที่เหลือใช้ในแต่ละเดือน 
  • ทำรายรับ รายจ่ายอย่างละเอียด ว่าเรามีค่าใช้จ่ายในส่วนใดบ้าง เช่น ค่าโทรศัพท์อินเตอร์เนต ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าช้อปปิ้ง เป็นต้น ทำเป็นรายวันและรวมเป็นรายเดือนเพื่อให้เห็นภาพการไหลของเงินว่าเงินที่เราได้รับมานั้นมันไหลไปทางใด
  • วางแผนเก็บเงินกับค่าใช้จ่ายที่เป็นจำนวนเงินก้อนที่ใหญ่ เช่น ค่าเล่าเรียนบุตร เงินที่ไว้ใช้ยามเกษียณ
  • ตรวจสอบหนี้สินว่ามีจำนวนเท่าใด เปรียบเทียบระหว่างหนี้สินกับสินทรัพย์ที่เรามี ความสามารถในการผ่อนชำระ 
 

2. เมื่อรู้แผนการเงินของเราแล้ว ก็จะดูในสิ่งที่สามารถปรับได้ ปรับเพื่อให้เรามีเงินมากขึ้น และป้องกันเงินไม่ให้เสียไปกับค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นไปมากกว่านี้
  • เมื่อเห็นว่าค่าใช้จ่ายมีมากกว่ารายได้ ก็อาจจะหางานทำเพิ่ม ทำงานเพิ่มเพื่อเพิ่มรายได้ให้เพียงพอกับค่าใช้จ่าย
  • ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น งดซื้อกาแฟ ชงกินเองแทน งดซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ งดทานข้าวนอกบ้าน ทำกับข้าวกินเอง
  • ลดการใช้บัตรเครดิต ใช้แต่เงินสดเท่าที่นั้น ไม่มีเงินก็ไม่ซื้อ ไม่ก่อหนี้เพิ่ม
  • ถ้ามีเงินเหลือก็เก็บออมไว้ นำไปใส่เป็นเงินออม หรือ เก็บไว้ในยามฉุกเฉิน
  • ทำประกันสุขภาพ หรือ ประกันชีวิตเพื่อป้องกันการเสียเงินเป็นจำนวนมาก คุ้มครองหัวหน้าครอบครัวที่มีภาระหนี้สิน ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับหัวหน้าครอบครัว คนข้างหลังก็จะสามารถนำเงินไปปลดหนี้ได้ ไม่ทึ้งภาระไว้ให้กับคนข้างหลัง
3. สำหรับคนที่มีหนี้ ก็ต้องมาจัดทำแผนปลดหนี้ เพื่อให้เราสามารถใช้หนี้ได้หมดเร็วที่สุด
  • สำรวจหนี้ที่มีว่า หนี้ของเรานี้เป็นหนี้แบบใด เช่น หนี้ผ่อนบ้าน หนี้ผ่อนรถ หนี้นอกระบบ หนี้บัตรเครดิต เป็นต้น
  • เมื่อสำรวจหนี้แล้วว่าเป็นหนี้อะไรก็ต้องแจกแจงหนี้นั้นว่ามียอด ณ ปัจจุบันอยู่เท่าใด อัตราดอกเบี้ยที่จ่าย จำนวนเงินที่จ่ายในแต่ละเดือน วันที่จ่าย และความถี่ในการจ่าย
  • จัดลำดับของหนี้ที่ต้องการปลดหนี้ หนี้ที่ดอกเบี้ยสูง หนี้บัตรเครดิต หนี้นอกระบบ จะถูกนำมาปลดหนี้ก่อน 
  • สำรวจทรัพย์สินที่เรามี ว่าถ้าจะขายหรือแปลงเป็นเงินเพื่อปลดหนี้จะได้มูลค่าเท่าใด จดรายละเอียด และประเมินมูลค่า
  • ขายสินทรัพย์เพื่อนำมาปลดหนี้ โดยเลือกปลดหนี้ตามที่เราได้จัดลำดับไว้
  • ถ้าในกรณีที่ขายสินทรัพย์ก็แล้ว ทำทุกอย่างก็แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถปลดหนี้ได้หมด และเลือกวิธีเจรจา ต่อรองกับเจ้าหนี้
  • อย่าหนีหนี้เป็นอันขาด 
ในตอนหน้าจะกล่าวถึง รูปแบบการแก้ปัญหาหนี้คะ 

Tuesday, February 25, 2014

การบริหารจัดการหนี้ ตอน 2

จากตอนที่แล้วได้พูดถึงสาเหตุของการเป็นหนี้แล้ว ในตอนนี้จะมาดูกันต่อว่าสถานะของการเป็นหนี้นั้นมีอะไรบ้าง

สถานะของการเป็นหนี้นั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 4 สถานะได้แก่

1. สถานะ "ยังไม่มีหนี้"

"ช่วงเวลาที่ยังไม่มีหนี้ หรือช่วงเวลาปลอดหนี้" น่าจะเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขและสบายใจที่สุด ซึ่งในช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ต้องมีการจัดระเบียบชีวิตและวางแผนการเงิน ศึกษาข้อมูลสินเชื่อต่างๆ ก่อนที่จะกู้ เพื่อทำการเปรียบเทียบสินเชื่อแต่ที่ต่างๆ ว่ามีการคิดและคำนวณอย่างไร

2. สถานะ "คิดจะกู้"

สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อคิดจะเป็นหนี้ คือวิเคราะห์ความจำเป็นของการเป็นหนี้ เพราะสาเหตุของการเป็นหนี้นั้นมีหลายรูปแบบ เราต้องรู้ก่อนว่าหนี้ที่จะเกิดขี้นนี้มาจากสาเหตุใด เมื่อวิเคราะห์ความจำเป็นในการก่อหนี้แล้ว ขั้นตอนต่อไปที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การคำนวณภาระหนี้ที่จะเกิดขี้นว่า พอจะมีความสามารถในการผ่อนชำระหรือไม่ เปรียบเทียบข้อมูลให้รอบคอบไม่ว่าจะเป็น อัตราดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายที่เกี่้ยวข้อง ค่าปรับกรณีล่าช้า ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงหนี้ เปรียบเทียบกับความสามารถของเราว่าเราสามารถผ่อนชำระหนี้ได้ในระดับไหน และถ้าในกรณีที่เราไม่สามารถผ่อนชำระได้ เราจะทำอย่างไร หาทางหนีทีไล่ก่อนที่จะกู้จริงๆ เผื่อว่าเมื่อกู้แล้วถ้าเกิดปัญหา เราจะได้ดำเนินตามแผนที่วางไว้



3. สถานะ "ก่อหนี้และจัดการได้"

เมื่อขั้นนี้แล้ว ก็เดินไปสถาบันการเงินเพื่อขอสินเชื่อกู้ได้เลย เพราะเราได้มีการวางแผนการเงินไว้แล้ว สถาบันการเงินเค้าจะอนุมัติสินเชื่อหรือไม่นั้น เค้าจะดูจาก ประวัติการขอสินเชื่อและพฤติกรรมการชำระเงินที่ผ่านมา และความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ ดังนั้นจึงควรเตรียมเอกสารในส่วนนี้ให้พร้อม

ในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินนั้น ผู้กู้จะต้องตรวจเช็คสัญญาเงินกู้ให้ดี เพราะบางคนเซนต์ชื่อโดยที่ไม่ได้อ่านเงื่อนไขอะไรเลย ซึ่งคนส่วนนี้ก็จะพบกับปัญหาที่อาจจะตามมาในภายหลัง ซึ่งเมื่อเราลงชื่อไปแล้ว คงจะปฏิเสธความรับผิดชอบตามสัญญานั้นได้ลำบาก

สิ่งที่ต้องตรวจสอบสัญญาเงินกู้
- จำนวนเงินที่ขอกู้ถูกต้องตามที่ตกลงกันไหม ตัวเลขกับตัวหนังสือต้องตรงกัน
- ระยะเวลาและความถี่ในการผ่อนชำระ
- อัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บ และวิธีคิดดอกเบี้ย เป็นแบบคงที่หรือลอยตัว
- หลักประกัน เช่น ค่าประเมิน ค่าจดจำนองหลักประกัน เงื่อนไขการไถ่ถอน
- เงื่อนไขที่อาจก่อให้เกิดเบี้ยปรับ เช่น ดอกเบี้ยผิดนัด ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถาม การชำระคืนเงินกู้ก่อนกำหนด เป็นต้น
- ตารางแสดงจำนวนเงินผ่อนต่องวด ซึ่งควรจะมีทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยต่องวด
- เงื่อนไขอื่นๆ เช่น การทำประกันสินเชื่อที่ทางสถาบันมักจะบังคับให้ทำ ซึ่งเราต้องพิจารณาให้ดีว่าสมควรทำหรือไม่ ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วทางสถาบันการเงินไม่สามารถบังคับเราให้ทำประกันสินเชื่อ

4. สถานะ "หนี้สินพอกพูน"

ถ้าเราทำได้ดีในสถานะที่ 2 และที่ 3 แล้ว การมีหนี้นี้ก็จะดำเนินอย่างปกติ มีเงินจ่ายคืนตามปกติ แต่บางคนอาจไม่เป็นเช่นนั้น ในปีแรกๆ อาจจะดำเนินอย่างปกติ แต่เมื่อปีหลังต่อมา อาจจะมีปัจจัยอื่นมากระทบ เช่น รายได้ลดลง เศรษฐกิจแย่ เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันแก่คนใกล้ตัว เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง หรือเป็นโรคร้ายแรง หรือเหตุการณ์ที่ไม่ได้เตรียมมาก่อนแล้วต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากในทันที เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นจะเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงว่ากำลังเข้าสู่ "วิกฤตทางการเงิน" เข้าแล้ว

สัญญาณบ่งชี้ว่าเริ่มมีปัญหาทางการเงินจะมีอาการต่อไปนี้
- ไม่มีเงินเก็บ
- อยู่อย่างรอคอย (เงินเดือน โบนัส เงินปันผล)
- เงินออกปุ๊ป หายไปกับหนี้ปั๊ป
- จ่ายค่าน้ำไฟ โทรศัพท์ ค่าเช่า ไม่ตรงเวลา
- จ่ายบัตรเครดิตแค่ขั้นต่ำ จ่ายบัตรไม่เต็มยอด
- เริ่มซื้อของใช้จำเป็นเข้าบ้านด้วยเงินเชื่อ เงินผ่อน

เมื่อปัญหาเริ่มรุนแรงมากขึ้น อาการก็จะขยับความรุนแรงมาเป็นแบบนี้
- ยืมโน้น โปะนี่ ยืมไปทั่ว ยืมจากคนใกล้ตัว ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง โดยที่ไม่รู้ว่ายอดหนี้ที่แท้จริงเป็นเท่าไร
- ใช้บัตรเครดิตรูดซื้อของไม่ได้เพราะเต็มวงเงิน
- ขอสินเชื่อใหม่ หรือขอวงเงินเพิ่มไม่ได้
- หมดหนทาง หันไปพึ่งสินเชื่อนอกระบบ
- ได้รับโทรศัพท์ทวงหนี้บ่อยๆ
- เครียดคิดแต่เรื่องหนี้สินตลอดเวลา

เมื่อเห็นสัญญาณเช่นนี้แล้ว ก็ต้องรีบจัดการกับหนี้เกินตัวให้เร็วที่สุด  วิธีการจัดการนั้น จะมาลงในรายละเอียดในตอนหน้านะคะ

Wednesday, January 29, 2014

การบริหารจัดการหนี้ ตอนที่ 1

ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาทางการเมืองที่รุมเร้าประเทศไทยในช่วงนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อทุกภาคทุกส่วนทั่วประเทศ ไม่เพียงแต่บริษัทห้างร้านที่ขายของไม่ดี ยังส่งผลถึงคนหลายหลากอาชีพที่ต้องพึ่งพาภาคส่วนต่างๆ ในการดำเนินชีวิตประจำวัน เมื่อประสบกับปัญหาแบบไม่คาดคิดแบบนี้ คนที่มีรายจ่ายประจำก็ยังคงต้องจ่ายอยู่ แต่สภาพคล่องอาจจะไม่มีเหลือ อาจจะต้องมีการกู้ยืมเงินมาใช้ ส่วนคนที่มีหนี้อยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ก็คงต้องเหนื่อยกันมากขึ้นกับสภาพแบบนี้ สภาพเศรษฐกิจและการเมืองแบบนี้ทำให้คนต้องหันมาสนใจในการวางแผนการเงินกันมากขึ้น ใส่ใจในเรื่องการบริหารหนี้ เพื่อให้เราสามารถผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ 

หลายๆ คนโทรมาปรึกษากับเทิร์ดว่ามีหนี้สินแล้วไม่สามารถชำระได้ทันจะทำอย่างไร หรือมีหนี้สินหลายอย่างต้องชำระตัวใดก่อน หรือจะต้องกู้หนี้เพื่อซื้อบ้านรถจะกู้ที่ไหนดี แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเราจะมีปัญญาจ่ายเจ้าหนี้ครบไหม เทิร์ดเจอคำถามเหล่านี้ค่อนข้างบ่อย จึงมาเขียนบล็อกนี้เพื่อให้เป็นความรู้แก่คนที่คิดจะกู้ คนที่กู้แล้วและเป็นหนี้อยู่ คนที่กู้แล้วและเป็นหนี้อยู่แต่ไม่สามารถชำระได้ และคนที่ไม่เคยคิดที่จะกู้เลย ได้เข้าใจถึงหนี้ว่าแท้จริงแล้วหนี้นั้นเป็นอย่างไรและเราสามารถจัดการหนี้ได้อย่างไร


แต่ก่อนอื่นเรามาดูก่อนว่าปัญหาหนี้ที่เจออยู่นั้นมาจากสาเหตุอะไร

1 การขาดการวางแผนทางการเงิน: บางคนไม่เคยทำรายรับรายจ่ายเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมีสินทรัพย์อะไรบ้างและเก็บไว้อยู่ที่ใด พอเมื่อเกิดการใช้เงินเกินตัว หรือหาเงินเข้ามาไม่ทัน ก็จะประสบกับปัญหาการเงินเข้าทันที ต้องมีการกู้หนี้ยืมสิน ถ้ามีหนี้อยู่แล้วก็อาจจะขาดส่งหรือส่งได้แค่ยอดขั้นต่ำ ทำให้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันทันที

2 การขาดวินัยทางการเงิน: บางคนสิ้นเดือนเงินเดือนออกก็จัดเต็มทุกครั้ง จ่ายก่อนที่จะเก็บออม ไม่มีเงินออมในแต่ละเดือน หรือบางคนก็ใช้บัตรเครดิตเพื่อใช้ซื้อของราคแพงๆ ทานข้าวที่หรูๆ ใช้บัตรเต็มวงเงินทุกเดือน แต่ไม่มีปัญหาจ่ายให้หมด พอถึงเวลาจ่ายก็จะหมุนเอาเงินจากอีกบัตรมาจ่ายก่อน กลายเป็นหนี้บัตรเครดิตพอกพูนขึ้นไปอีก สิ่งเหล่านี้ถ้ามีวินัยรู้จักใช้รู้จักเก็บ ปัญหาทางการเงินก็จะไม่เกิดขึ้น

3 ขาดความรู้ความเข้าใจในกฎเกณฑ์ต่างๆ: บางคนไม่ทราบถึงกฎเกณฑ์ของสัญญาสินเชื่อ การกู้เงิน การคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิต การคำนวณดอกเบี้ยบ้าน ดอกเบี้ยรถต่างๆ เมื่อไม่ทราบถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ นี้ ก็จะทำให้การบริหารการเงินไม่เป็นระบบ เพราะไม่รู้ว่าสิ่งใดต้องควรทำก่อนหลัง ปัญหาทางการเงินก็จะเกิดขึ้นตามมา เมื่อถึงเวลานั้นแล้วการแก้ไขอาจจะทำได้ยาก


ในตอนหน้าจะมาดูกันว่าสถานะของการเป็นหนี้นั้นเป็นอย่างไร พบกันตอนหน้านะคะ

Monday, December 30, 2013

ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่คะ

ปีเก่ากำลังจะผ่านพ้นไป ปีใหม่กำลังเข้ามา เมื่อเรามองย้อนกลับไปในปีที่ผ่านมา ลองทบทวนแผนการเงินของตัวเองดูว่าในปีที่ผ่านมานั้น เราได้ทำอะไรลุล่วงและสำเร็จตามแผนการเงินที่เราได้วางไว้บ้างไหม มีการออมเงินตามที่ตั้งใจไว้ไหม มีการบริหารภาษีได้ตรงตามเป้าหมายที่วางไว้ไหม มีการลงทุนได้ผลตอบแทนตามที่คาดหวังบ้างไหม ถ้าใครที่บอกว่า ยังไม่ได้ตามเป้าที่วางแผนไว้เลย ก็คงต้องมาทบทวนหาข้อผิดพลาดที่เกิดว่ามันเกิดจากอะไร และทำไมถึงไม่บรรลุเป้าหมายทางการเงิน ต้องปรับและวางแผนการเงินใหม่เพื่อให้ปีหน้านี้จะได้บรรลุเป้าหมายตามที่เราวางไว้ แต่สำหรับคนที่ได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ ก็ขอแสดงความยินดีด้วยคะ ปีหน้าขอให้รักษาแผนการเงินแบบนี้ไว้ต่อไป มีวินัยในการออมและการลงทุนเสมอเพื่อเป้าหมายทางการเงินนะคะ

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ เทิร์ดก็ขอให้ทุกท่านมีแต่ความสุขความเจริญ มีสุขภาพแข็งแรง มีสินทรัพย์มั่งคั่ง ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานตลอดปี 2557 และตลอดไปนะคะ 

Wednesday, November 27, 2013

เป็นลูกกตัญญูแล้วยังได้ลดหย่อนภาษีเพิ่ม

ใกล้ถึงวันพ่อกันแล้วนะคะ หลายๆ คนก็มักจะหาของขวัญที่ดีให้กับคุณพ่อเพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณของคุณพ่อที่เลี้ยงดูเรามาตั้งแต่เล็ก ความกตัญญูเป็นสิ่งที่ดีนะคะ เทิร์ดเชื่อว่าคนใดที่มีความกตัญญูต่อพ่อแม่แล้วคนนั้นจะมีแต่ความสุขและความเจริญมาสู่ชีวิตคะ

สังคมไทยเป็นสังคมที่ปลูกฝังให้มีความกตัญญูมาโดยตลอด ทางสรรพากรก็สนับสนุนความกตัญญูที่ลูกมีต่อพ่อแม่โดยมอบค่าลดหย่อนภาษีสำหรับลูกกตัญญูคะ โดยถ้าลูกซื้อประกันสุขภาพให้กับพ่อหรือแม่ตามจำนวนเงินที่จ่ายจริงไม่เกิน 15,000 บาทก็จะสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ แต่จะมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้

  • พ่อแม่ต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 ต่อคน
  • อายุของพ่อแม่จะอายุเท่าไรก็ได้ ไม่มีการจำกัดอายุ
  • ลูกต้องเป็นลูกด้วยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น 
  • กรณีถ้ามีลูกหลายคนร่วมกันจ่ายค่าเบี้ยประกันก็ใช้สิทธิร่วมกันได้ทุกคนโดยเฉลี่ยตามจำนวนลูกที่ร่วมกันจ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท
  • ลดหย่อนได้ทั้งพ่อแม่ แต่เมื่อรวมทั้งคู่แล้วต้องไม่เกิน 15,000 บาท
โดยการประกันสุขภาพที่ลูกซื้อให้กับพ่อแม่นั้นต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้
  • ต้องเป็นประกันสุขภาพที่ออกให้โดยบริษัทประกันในประเทศไทยเท่านั้น
  • ต้องเป็นประกันที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลอันเกิดจากการเจ็บป่วยและการบาดเจ็บ การชดเชยทพพลภาพและการสูญเสียอวัยวะเนื่องจากการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ
  • ต้องเป็นการประกันภัยอุบัติเหตุเฉพาะที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล การทุพพลภาพ การสูญเสียอวัยวะ และการแตกหักของกระดูก
  • ต้องเป็นการประกันโรคร้ายแรง (Critical Illnesses)
  • ต้องเป็นการประกันภัยการดูแลระยะยาว (Long Term Care)
ส่วนหลักฐานการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีประกันลูกตัญญูนี้ ต้องมีใบเสร็จรับเงินหรือหนังสือรับรองจากบริษัทประกันชีวิตหรือบริษัทประกันวินาศภัย โดยต้องมีรายละเอียดดังนี้
  1. ชื่อ นามสกุล และเลขประจำตัวประชาชนของผู้เอาประกันภัย (พ่อแม่)
  2. ชื่อ นามสกุลของผู้จ่ายเบี้ยประกันภัย (ลูก)
  3. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้เอาประกันภัย (พ่อแม่)
  4. จำนวนเบี้ยประกันภัย สำหรับประกันสุขภาพ
  5. จำนวนเงินที่มีสิทธิหักลดหย่อนภาษีได้
เห็นไหมค่ะ ความกตัญญูจะนำสิ่งดีๆ เข้ามาหาตัวเราเสมอ

Thursday, October 24, 2013

มาวางแผนเกษียณกันเถอะ ตอนที่ 5

เมื่อได้อ่านบทความวางแผนเกษียณตอนที่ผ่านๆ มา หลายๆ คนก็ตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนเกษียณ เริ่มที่จะอยากวางแผนเกษียณ แต่มักจะติดอยู่ที่ว่าไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง เริ่มเมื่อไร แล้วจะทำอย่างไรต่อ สิ่งที่ทำมันถูกต้องไหม สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคที่ทำให้หลายๆ คนไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของการวางแผนเกษียณสักที

สิ่งที่นักวางแผนทางการเงินต้องการก็คืออยากให้ทุกคนมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงมีอิสรภาพทางการเงิน สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองเมื่อถึงวัยเกษียณ แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้น การเดินทางก็มีอุปสรรคที่คอยขัดขวางอยู่

1. เริ่มต้นวางแผนช้าเกินไป

อย่างที่รู้กันว่าเมื่ออายุถึงช่วงเริ่มต้นทำงาน ช่วง 20 - 30 ปี คนไม่ค่อยคิดถึงการเก็บเงิน เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่จะถูกไปเป็นเพื่อค่าใช้จ่ายประจำวัน ช่วงนี้เป็นช่วงเก็บเกี่ยวและสะสมสินทรัพย์ จึงทำให้มักมีแรงจูงใจที่จะบรรลุเป้าหมายและความต้องการทางการเงินในระยะสั้นมากกว่าเป้าหมายในระยะยาว ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดเพราะ เมื่ออายุยังน้อยก็มีโอกาสลงทุนได้นานกว่าคนที่มีอายุมาก เพราะใช้เวลานานกว่ากว่าจะถึงวัยเกษียณ ทำให้มีขีดความสามารถในการรับความเสี่ยงได้มากโดยเปรียบเทียบกับกลุ่มคนที่อยู่ในช่วงชีวิตอื่น ดังนั้นเพื่อโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาว เราก็ควรเริมต้นออมตั้งแต่อายุน้อยๆ ถึงแม้ว่าจะออมได้เป็นจำนวนไม่เยอะ แต่การออมอย่างสม่ำเสมออย่างมีวินัย ก็จะทำให้มีเงินเยอะได้ในตอนเกษียณ

2. ออมน้อยเกินไป

การออมน้อยเกินไปก็จะเป็นอุปสรรคที่ทำให้มีเงินไม่พอใช้ในตอนเกษียณ หลายๆ คนพอใจที่จะใช้เงินเพื่อตอบสนองต่อความต้องการในปัจจุบันมากกว่าเก็บเงินเพื่ออนาคต และแม้จะได้ออมเงินไว้บางส่วนก็จะเป็นจำนวนเงินที่น้อยเกินไป อย่างไรก็ตามความเข้าใจและการตระหนักถึงความสำคัญของการออมเพื่อวัยเกษียณ รวมกับการมีแผนการเงินและการจัดทำงบประมาณการใช้เงินที่ชัดเจน จะช่วยในการจัดสรรเงินเพื่อการออมได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น




ดังนั้นเมื่อทราบว่ามีอุปสรรคเช่นนี้แล้ว เราก็ไม่ควรที่รอหรือผลัดวันประกันพรุ่งที่จะวางแผนเกษียณ การเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้แผนเกษียณเป็นรูปเป็นร่างเร็วขึ้น ถ้ามีคำถามหรืออยากปรึกษาการวางแผนเกษียณก็สอบถามมาได้นะคะ ยินดีให้คำปรึกษาเสมอคะ

Saturday, October 19, 2013

มาวางแผนเกษียณกันเถอะ ตอนที่ 4

เมื่อเราทราบถึงค่าใช้จ่ายที่จะเกิดหลังเกษียณแล้ว คราวนี้มาดูว่าเราจะเตรียมเงินอย่างไรให้เพียงพอต่อการใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น

สำหรับเป้าหมายเพื่อการเกษียณ เมื่อตั้งค่าใช้จ่ายที่จะเกิดหลังเกษียณแล้ว เราต้องนำมาคิดกลับเป็นจำนวนเงินที่จะมีเมื่อถึงเวลาเกษียณ กล่าวคือเมื่อถึงอายุเกษียณเราก็ต้องมีเงินพร้อมที่จะสามารถนำมาใช้ได้ทันที เช่น ต้องการเกษียณตอนอายุ 60 และต้องการเงินใช้จ่ายตลอดการเกษียณทั้งสิ้น 10 ล้านบาท ดังนั้นเมื่อถึงอายุ 60 เราก็ควรมีเงินที่พร้อมไว้ใช้จ่ายทันที และต้องเพียงพอต่อการใช้จ่ายในการเกษียณที่จะเกิดขึ้น



การเตรียมเงินเพื่อการเกษียณ อาจเก็บเงินได้หลายรูปแบบ โดยแต่ละคนนั้นก็มีอาชีพหน้าที่การงานที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นตัวช่วยในการเก็บเงินก็จะไม่เหมือนกัน เช่น พนักงานเอกชนก็อาจเก็บในรูปแบบของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ข้าราชการก็อาจเก็บในรูปแบบของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ครูอาจารย์ทหารตำรวจอาจเก็บในรูปแบบของสหกรณ์เพื่อการออมทรัพย์ วิชาชีพอิสระเจ้าของธุรกิจก็อาจเก็บในรูปแบบของประกันสะสมทรัพย์หรือประกันบำนาญ ซึ่งแต่ละอย่างก็แตกต่างกันไป สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือเงินเก็บเพื่อการเกษียณนี้ไม่ควรลงในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เสี่ยงสูงจนเกินไปหรือลงในผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว ควรมีการกระจายการเก็บเงิน เพราะเงินนี้ถือว่าเป็นเงินที่จำเป็น (serious money) ควรแบ่งส่วนที่กระจายลงในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เสี่ยงค่อนข้างต่ำหรือไม่มีความเสี่ยงเลย เพื่อเราได้มีเงินส่วนที่การันตีแน่นอนในตอนเกษียณ

ในส่วนของการเก็บเงินเพื่อเป็นการใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลในยามเกษียณนั้น อาจเก็บได้หลายรูปแบบเช่นกัน เช่น ทำประกันสุขภาพที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น ทำประกันอุบัติเหตุเพื่อลดค่าใช้จ่ายในอุบัติเหตุ บางคนก็อาจจะแบ่งเงินใส่เป็นกองทุนสุขภาพที่กันไว้ต่างหากเพื่อไว้ใช้รักษาเมื่อยามเจ็บป่วย ซึ่งการเก็บเงินเพื่อเป็นการใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก หลายๆ คนมักจะคิดว่าตอนหนุ่มๆ สาวๆ มีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่เคยหาหมอหรือเจ็บป่วยล้มหมอนนอนเสื่อ เลยทำให้มองข้ามถึงค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ แต่เมื่อตอนที่มีอายุมากขึ้น เกิดเจ็บป่วยขึ้นมา ก็จะอาจจะประสบปัญหากับค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาล มีเงินไม่เพียงพอ

ในส่วนการส่งมอบทรัพย์สินให้ลูกหลานเป็นมรดกนั้น ก็สามารถทำได้โดยวางแผนมรดก เพื่อให้ทรัพย์สินถูกส่งต่อและถ่ายโอนไปยังบุคคลที่เราต้องการอย่างครบถ้วน โดยแบ่งเงินและกันเงินเป็นสัดส่วนที่จะต้องการให้ลูกหลาน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ลูกหลานได้รับทรัพย์สินแล้ว ยังเป็นการบริหารเงินที่มีอยู่ให้ตอบโจทย์ต่อความต้องการของเราอีกด้วย

จะเห็นได้ว่าการวางแผนเกษียณนั้นไม่ยากและไม่ง่ายเลย ต้องมีการเตรียมพร้อมก่อนล่วงหน้าเป็นเวลานานเพื่อเก็บเงินให้ได้ตามแผนที่ต้องการ ในตอนหน้าเราจะมาดูว่าอุปสรรคการวางแผนเกษียณมีอะไรบ้าง