ต่อจากคราวที่แล้วนะะคะ วิธีลดรายจ่าย เพิ่มสภาพคล่อง
3. ให้เลี่ยงรายจ่ายที่ไม่จำเป็น
รายจ่ายของบริษัทมีทั้งรายจ่ายที่คงที่และรายจ่ายที่ผันแปร รายจ่ายที่คงที่คือรายจ่ายที่เราสามารถรับรู้อย่างแน่นอนว่าจะต้องจ่ายเป็นจำนวนเท่าไรและต้องจ่ายเมื่อใด เช่น ค่าอินเตอร์เนท ค่าจ้าง เป็นต้นส่วนรายจ่ายผันแปรเป็นรายจ่ายที่ไม่สามารถรับรู้ล่วงหน้าได้ว่าจะเป็นจำนวนเงินเท่าใดและต้องจ่ายเมื่อใด เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าขนส่งเป็นต้น
ในรายจ่ายทั้งสองประเภทนี้ก็จะมีรายจ่ายบางรายการที่เป็น "รายจ่ายที่ไม่จำเป็น" ถ้าเราสามารถลดรายจ่ายไม่จำเป็นนี้ออกไปได้ ก็จะทำให้ธุรกิจประหยัดเงินเพิ่มขึ้น แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่ารายการใดเป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็น คำตอบคือเราก็ต้องเก็บข้อมูล สังเกตุ และจดบันทึกรายรับรายจ่าย ว่าเราใช้จ่ายไปกับสิ่งใดบ้าง อะไรที่ไม่จำเป็นแล้วต้องจ่าย หรืออะไรที่ไม่จำเป็นแล้วไม่สมควรจะจ่ายเลย นั้นมีอะไรบ้าง
จากที่เคยให้คำปรึกษามาบรรดา "ค่าธรรมเนียมต่างๆ" นั้นจะเป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็นในอันดับต้นๆ เลยค่ะ เมื่อทราบแล้วว่า ค่าธรรมเนียมเป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็นอันดับต้นๆ ทำให้เจ้าของธุรกิจพยายามที่จะหาวิธีลดรายจ่ายที่เป็นค่าธรรมเนียมตัวนี้ ค่าธรรมเนียมที่เจ้าของกิจการอยากให้ลดมากที่สุดคือค่าธรรมเนียมการใช้บริการของธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมฝากเงินข้ามจังหวัด ค่าธรรมเนียมการโอนเงิน ค่าธรรมเนียมการฝากเช็ค
ค่าธรรมเนียมการฝากเงินข้ามจังหวัด ค่าธรรมเนียมการโอนเงิน ค่าธรรมเนียมการฝากเช็ค
หลายๆ ธุรกิจที่มีลูกค้าหรือกิจการอยู่ต่างจังหวัด คงเจอกับค่าธรรมเนียมตัวนี้อยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าลูกค้าจะโอนเงินเข้ามายังธุรกิจหรือธุรกิจจะโอนเงินออกมายังผู้ผลิต การโอนเงินไปมาล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดค่าธรรมเนียมการโอนเงินขึ้น เช่น ถ้านำเงินไปฝากเข้าธนาคารเดียวกัน แต่คนละสาขา คนละจังหวัด ก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียมการฝากในอัตรา 10,000 ละ 10 บาท โดยขั้นต่ำ 10 บาทบวกกับค่าคู่สายอีกรายการละ 10-20 บาท แต่ถ้านำเช็คเข้าไปฝากจะเสียค่าธรรมเนียม 0.1% ของจำนวนเงินหน้าเช็ค แต่ถ้าไปฝากเงินต่างธนาคารจะมีค่าธรรมเนียมการฝากเงินข้ามธนาคารตั้งแต่ 50 บาทไปจนถึง 120 บาทขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่ต้องการจะฝาก เช่น ฝากเงินไม่ถึง 1 หมื่นก็แค่รายการละ 50 บาท แต่ถ้ามากกว่าถึง 1 แสนก็รายการละ 120
จริงๆ แล้ว ตอนนี้ธนาคารหลายธนาคารก็พยายามออกบริการใหม่ๆ มาช่วยลดค่าธรรมเนียมตรงนี้ บางธนาคารให้บริการบัญชีธุรกิจที่สามารถฝากเงินและถอนเงินออกจากบัญชีนี้สาขาไหนก็ได้ หรือโอนเงินจากบัญชีนี้ไปยังบัญชีอื่นๆ ของธนาคารเดียวกันรวมทั้งฝากเคลียร์ลิ่งเช็คนี้ที่สาขาต่างเขตก็ได้ สิ่งทั้งหมดนี้ไม่มีค่าธรรมเนียม
ยกตัวอย่างของธนาคารแห่งหนึ่งที่เค้ามีบริการบัญชีแบบนี้ให้ ธนาคารจะให้เปิดบัญชี 2 ประเภทคือบัญชีออมทรัพย์และบัญชีกระแสรายวัน โดยธนาคารจะกำหนดให้มียอดเงินขั้นต่ำในบัญชี ถ้ารักษาระดับเงินฝาก ณ สิ้นวันได้ตามที่เค้ากำหนดก็จะได้สิทธิฟรีค่าธรรมเนียมสำหรับการโอนเงินและรับเงินฝาก การถอนเงินข้ามจังหวัดที่ต้องผ่านเคาท์เตอร์ต่างสาขา รวมทั้งฟรีค่าบริการเรียกเก็บเช็คข้ามเขตจากปกติจะคิดในอัตรา 0.1% ของจำนวนเงินหน้าเช็ค ถ้าสมมุติว่าเช็คมูลค่า 1,000,000 บาทเดือนละ 1 ฉบับ ซึ่งค่าธรรมเนียมปกติจะตกอยู่ที่ 1,000 บาท หากคิดทั้งปีก็จะเป็น 12,000 บาท ซึ่งถ้าเปิดบัญชีธุรกิจแบบใหม่นี้ ก็จะประหยัดธรรมเนียมนี้ได้ถึง 12,000 บาทเลย
ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับตัวเราแล้วว่าจะเลือกที่จะลดค่าธรรมเนียมโดยมาเปิดบัญชีแบบนี้ไหม บางคนติดกับเดิมๆ ไม่ยอมทำอะไรใหม่ๆเพียงเพราะไม่มีเวลา ดังนั้นถ้าสละเวลามาสนใจตรงนี้สักนิด เสียเวลาเปิดบัญชีใหม่สักหน่อย ต้นทุนก็จะลดลงนะคะ ทำธุรกิจบางที่มันยังซับซ้อนกว่าเปิดบัญชีใหม่เลยนะคะ สละเวลาสักนิดเพื่อลดต้นทุนเรา
Sunday, May 19, 2013
Tuesday, April 30, 2013
ลดรายจ่าย เพิ่มสภาพคล่อง สำหรับธุรกิจ SME ตอนที่ 1
ในช่วงที่ธุรกิจเฟื่องฟู กิจการมีรายได้ดีๆ เจ้าของกิจการก็มักจะลืมเรื่อง "ลดค่าใช้จ่ายของบริษัท" โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายบางรายการที่มักถูกมองข้ามไป และไม่ได้สนใจในการจัดการอย่างเต็มที่ ลำพังแค่การบริหารธุรกิจให้ไปต่อก็หนักหนาเหนื่อยยากแสนเข็ญแล้ว เรื่องการลดค่าใช้จ่ายของบริษัทจึงไม่ถูกนำมาพิจารณาและคิดในตอนนี้ แต่แท้จริงแล้ว ในเวลาแบบนี้ ช่วงที่ "ต้นทุนการผลิต" ปรับตัวสูงขึ้น เริ่มตั้งแต่ค่าแรง ค่าขนส่ง และราคาวัตถุดิบที่ปรับราคาเพิ่มขึ้นมาตลอด และไม่มีทีท่าว่าจะลงเลย ดังนั้นเจ้าของธุรกิจก็ควรกลับมาใส่ใจในเรื่องการลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มสภาพคล่อง เพื่อให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น
เพราะฉะนั้นต้องหาวิธีที่จะช่วยลดรายจ่าย และเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจแบบง่ายๆ เพื่อเป็นการลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นออก
1. รับเงินจากลูกค้าให้เร็วขึ้น
คนที่ทำธุรกิจนั้นการได้รับเงินจากการค่าขายสินค้าหรือบริการได้ยิ่งเร็วที่สุดยิ่งดี เพราะจะได้นำเงินจำนวนนี้ไปหมุนเวียนใช้จ่าย ป้องกันปัญหาสภาพคล่องที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากการต้องชำระค่าวัตถุดิบ แต่ถ้ามีปัญหาสภาพคล่องก็ต้องไปหยิบยืมจากแหล่งเงินทุนอื่นๆ ที่ต้องจ่ายดอกเบี้ย จึงทำให้กลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นจึงต้องปรับเปลี่ยนรับเงินให้เร็วขึ้น
วิธีการที่จะทำให้ได้รับเงินเร็วขึ้นก็ต้องอยู่กับเทคนิคและวิธีการของแต่ละธุรกิจนะคะ เช่น อาจจะให้ส่วนลดกับลูกค้าที่ชำระเงินเร็วกว่าระยะเวลาที่ให้เครดิต การจัดตารางการรับเงินให้สอดคล้องกับตารางการจ่ายเงิน การออก invoice ให้ลูกค้าเร็วขึ้นเพื่อให้รับเงินไวขึ้น รวมไปถึงการใส่ใจลูกหนี้การค้าที่ยังค้างชำระให้มาชำระให้ตรงเวลา
2. ชำระหนี้ให้ตรงเวลา
การชำระหนี้ให้ตรงเวลา นอกจากจะเป็นการสร้างเครดิตที่ดีให้กับตัวธุรกิจ (กรณีที่ในอนาคต อาจต้องมีการกู้เงินเพิ่มเติม) การชำระหนี้ให้ตรงตามกำหนดเวลายังช่วยลดต้นทุนให้กับธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจ SME ที่เจ้าของกิจการแทบจะทำเองทุกอย่างด้วยตัวเอง แล้วมักลืมจ่ายเงินให้ตรงเวลาทำให้ต้องเสียค่าปรับในการชำระเงินล่าช้า
การชำระหนี้ให้ตรงเวลาถือเป็นวินัยอย่างหนึ่งที่ควรมี วิธีการนั้นอาจมีระบบช่วยเตือนหรือตั้งระบบจ่ายเงินอัตโนมัติตัดจากบัญชี แต่ถ้ามีการจัดการวางแผนการเงินที่เป็นแบบแผนเช่น เมื่อมีเงินเข้ามาก็ตัดเงินไว้สำรองจ่ายหนี้ทันที การชำระหนี้ก็จะเป็นระบบและช่วยลดต้นทุนให้ธุรกิจได้คะ
เพราะฉะนั้นต้องหาวิธีที่จะช่วยลดรายจ่าย และเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจแบบง่ายๆ เพื่อเป็นการลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นออก
1. รับเงินจากลูกค้าให้เร็วขึ้น
คนที่ทำธุรกิจนั้นการได้รับเงินจากการค่าขายสินค้าหรือบริการได้ยิ่งเร็วที่สุดยิ่งดี เพราะจะได้นำเงินจำนวนนี้ไปหมุนเวียนใช้จ่าย ป้องกันปัญหาสภาพคล่องที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากการต้องชำระค่าวัตถุดิบ แต่ถ้ามีปัญหาสภาพคล่องก็ต้องไปหยิบยืมจากแหล่งเงินทุนอื่นๆ ที่ต้องจ่ายดอกเบี้ย จึงทำให้กลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นจึงต้องปรับเปลี่ยนรับเงินให้เร็วขึ้น
วิธีการที่จะทำให้ได้รับเงินเร็วขึ้นก็ต้องอยู่กับเทคนิคและวิธีการของแต่ละธุรกิจนะคะ เช่น อาจจะให้ส่วนลดกับลูกค้าที่ชำระเงินเร็วกว่าระยะเวลาที่ให้เครดิต การจัดตารางการรับเงินให้สอดคล้องกับตารางการจ่ายเงิน การออก invoice ให้ลูกค้าเร็วขึ้นเพื่อให้รับเงินไวขึ้น รวมไปถึงการใส่ใจลูกหนี้การค้าที่ยังค้างชำระให้มาชำระให้ตรงเวลา
2. ชำระหนี้ให้ตรงเวลา
การชำระหนี้ให้ตรงเวลา นอกจากจะเป็นการสร้างเครดิตที่ดีให้กับตัวธุรกิจ (กรณีที่ในอนาคต อาจต้องมีการกู้เงินเพิ่มเติม) การชำระหนี้ให้ตรงตามกำหนดเวลายังช่วยลดต้นทุนให้กับธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจ SME ที่เจ้าของกิจการแทบจะทำเองทุกอย่างด้วยตัวเอง แล้วมักลืมจ่ายเงินให้ตรงเวลาทำให้ต้องเสียค่าปรับในการชำระเงินล่าช้า
การชำระหนี้ให้ตรงเวลาถือเป็นวินัยอย่างหนึ่งที่ควรมี วิธีการนั้นอาจมีระบบช่วยเตือนหรือตั้งระบบจ่ายเงินอัตโนมัติตัดจากบัญชี แต่ถ้ามีการจัดการวางแผนการเงินที่เป็นแบบแผนเช่น เมื่อมีเงินเข้ามาก็ตัดเงินไว้สำรองจ่ายหนี้ทันที การชำระหนี้ก็จะเป็นระบบและช่วยลดต้นทุนให้ธุรกิจได้คะ
Sunday, March 31, 2013
ข้อคิดวางแผนภาษีกับโครงสร้างภาษีแบบใหม่ ตอนที่ 4
หลังจากที่สรรพกรเปิดโอกาสให้เราสามารถยื่นแบบภาษีได้หลายวิธี ทำให้เราต้องมีการคำนวนว่าจะยื่นวิธีใดที่จะช่วยประหยัดภาษีได้มากที่สุด
การคิดคำนวนนั้นก็ขึ้นกับกรณีเป็นกรณีไป บางกรณีนั้นต้องลงเป็นตัวเลข และคำนวนเพื่อเปรียบเทียบให้ชัดเจน แต่บางกรณีก็ไม่จำเป็นต้องคำนวนเพื่อเปรียบเทียบ เพราะเมื่อมองแค่ตัวเลขคร่าวๆ ก็รับรู้ได้ว่าวิธีใดประหยัดภาษีได้มากกว่า
แนวทางอย่างง่ายในคิดว่าจะยื่นภาษีวิธีใดนั้น ขอสรุปเป็นคร่าวๆ ได้ดังนี้นะคะ
1. ถ้าในกรณีที่ ตัวเรา และ คู่สมรส มีรายได้ทั้งคู่ แนะนำว่าแยกยื่นทั้งคู่ คือต่างคนต่างแยกยื่นเลย ไม่ควรนำมารวมกัน เพราะทั้งคู่นั้นได้สิทธิยกเว้นเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกทั้งคู่ การแยกยื่นนี้ทำให้ใครคนใดคนหนึ่งมีรายได้ที่เยอะก็จะไม่ทำให้อีกคนมีฐานภาษีที่สูงขึ้น เช่น ถ้าต่างฝ่ายต่างเสียภาษีอยู่ที่อัตรา 20% แต่พอเอามารวมกัน กลับกลายเป็นต้องเสียภาษีที่อัตรา 30% เป็นต้น หรือถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีรายได้เยอะมากๆ เสียภาษีในอัตราที่สูงมากๆ อยู่แล้ว การนำรายได้ของอีกคนมารวมกันอาจทำให้อัตราภาษีกลายเป็น 37% ถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่สมควรยื่นรวมเลย
2. ถ้าในกรณีที่ มีรายได้เป็นเงินเดือนและมีรายได้ในส่วนที่ไม่ใช่เงินเดือน การยื่นภาษีด้วยวิธี แบ่งรายได้ส่วนที่ไม่ใช่เงินเดือนไปให้กับอีกฝ่ายที่รายได้ไม่สูงนักและมีฐานอัตราภาษีที่ต่ำกว่า รายได้ที่ไม่ใช่เงินเดือนนั้นก็จะคิดภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีนำมารวมยื่นเป็นเงินได้ของตนเองทั้งหมดคะ เช่น ภรรยามีเงินเดือนสูง ตกฐานอัตราภาษีที่ 30% และภรรยาก็มีรายได้อื่นด้วย เช่นปล่อยคอนโดให้เช่า เงินปันผล ในขณะที่สามีเสียภาษีในอัตรา 20% การนำรายได้ของภรรยาที่เป็นคอนโดให้เช่าและเงินปันผลไปรวมกับรายได้ของสามี ก็จะทำให้เสียภาษีในอัตรา 20% ด้วย ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ควรเลือกยื่นโดย ให้ภรรยาแยกยื่นเฉพาะ เงินได้ที่เป็นเงินเดือนเท่านั้น ส่วนเงินได้ที่เป็นคอนโดให้เช่าและเงินปันผล ยื่นรวมกับรายได้ของสามี
ดังนั้น ในการยื่นแบบเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของสามีและภรรยาจึงต้องมีการวางแผนคะว่า ยื่นแบบไหนจะเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้แนะนำให้ลองคำนวนดูก่อน และรีบยื่นแต่เนิ่นๆ ถ้ามีส่วนยื่นไปแล้วผิดพลาดแล้วต้องแก้ไข ก็สามารถยื่นใหม่ซ้ำอีกทีก่อนที่จะถึงวันสุดท้ายของการยื่นค่ะ แต่ถ้ายื่นในวันสุดท้ายแล้วผิดพลาดการแก้ไขก็จะลำบากเพราะต้องรอให้สรรพกรพิจารณาและส่งหนังสือมาขอเอกสารเพิ่มเติม ทำให้ต้องเสียเวลามากขึ้น รีบๆ ยื่นก่อนจึงน่าจะดีที่สุดคะ
การคิดคำนวนนั้นก็ขึ้นกับกรณีเป็นกรณีไป บางกรณีนั้นต้องลงเป็นตัวเลข และคำนวนเพื่อเปรียบเทียบให้ชัดเจน แต่บางกรณีก็ไม่จำเป็นต้องคำนวนเพื่อเปรียบเทียบ เพราะเมื่อมองแค่ตัวเลขคร่าวๆ ก็รับรู้ได้ว่าวิธีใดประหยัดภาษีได้มากกว่า
แนวทางอย่างง่ายในคิดว่าจะยื่นภาษีวิธีใดนั้น ขอสรุปเป็นคร่าวๆ ได้ดังนี้นะคะ
1. ถ้าในกรณีที่ ตัวเรา และ คู่สมรส มีรายได้ทั้งคู่ แนะนำว่าแยกยื่นทั้งคู่ คือต่างคนต่างแยกยื่นเลย ไม่ควรนำมารวมกัน เพราะทั้งคู่นั้นได้สิทธิยกเว้นเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกทั้งคู่ การแยกยื่นนี้ทำให้ใครคนใดคนหนึ่งมีรายได้ที่เยอะก็จะไม่ทำให้อีกคนมีฐานภาษีที่สูงขึ้น เช่น ถ้าต่างฝ่ายต่างเสียภาษีอยู่ที่อัตรา 20% แต่พอเอามารวมกัน กลับกลายเป็นต้องเสียภาษีที่อัตรา 30% เป็นต้น หรือถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีรายได้เยอะมากๆ เสียภาษีในอัตราที่สูงมากๆ อยู่แล้ว การนำรายได้ของอีกคนมารวมกันอาจทำให้อัตราภาษีกลายเป็น 37% ถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่สมควรยื่นรวมเลย
2. ถ้าในกรณีที่ มีรายได้เป็นเงินเดือนและมีรายได้ในส่วนที่ไม่ใช่เงินเดือน การยื่นภาษีด้วยวิธี แบ่งรายได้ส่วนที่ไม่ใช่เงินเดือนไปให้กับอีกฝ่ายที่รายได้ไม่สูงนักและมีฐานอัตราภาษีที่ต่ำกว่า รายได้ที่ไม่ใช่เงินเดือนนั้นก็จะคิดภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีนำมารวมยื่นเป็นเงินได้ของตนเองทั้งหมดคะ เช่น ภรรยามีเงินเดือนสูง ตกฐานอัตราภาษีที่ 30% และภรรยาก็มีรายได้อื่นด้วย เช่นปล่อยคอนโดให้เช่า เงินปันผล ในขณะที่สามีเสียภาษีในอัตรา 20% การนำรายได้ของภรรยาที่เป็นคอนโดให้เช่าและเงินปันผลไปรวมกับรายได้ของสามี ก็จะทำให้เสียภาษีในอัตรา 20% ด้วย ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ควรเลือกยื่นโดย ให้ภรรยาแยกยื่นเฉพาะ เงินได้ที่เป็นเงินเดือนเท่านั้น ส่วนเงินได้ที่เป็นคอนโดให้เช่าและเงินปันผล ยื่นรวมกับรายได้ของสามี
ดังนั้น ในการยื่นแบบเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของสามีและภรรยาจึงต้องมีการวางแผนคะว่า ยื่นแบบไหนจะเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้แนะนำให้ลองคำนวนดูก่อน และรีบยื่นแต่เนิ่นๆ ถ้ามีส่วนยื่นไปแล้วผิดพลาดแล้วต้องแก้ไข ก็สามารถยื่นใหม่ซ้ำอีกทีก่อนที่จะถึงวันสุดท้ายของการยื่นค่ะ แต่ถ้ายื่นในวันสุดท้ายแล้วผิดพลาดการแก้ไขก็จะลำบากเพราะต้องรอให้สรรพกรพิจารณาและส่งหนังสือมาขอเอกสารเพิ่มเติม ทำให้ต้องเสียเวลามากขึ้น รีบๆ ยื่นก่อนจึงน่าจะดีที่สุดคะ
Monday, February 11, 2013
ข้อคิดวางแผนภาษีกับโครงสร้างภาษีแบบใหม่ ตอนที่ 3
การยื่นภาษีเงินได้สำหรับปีภาษี 2555 กรณีที่สามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรสกัน ค่าลดหย่อนที่เราคุ้นเคย ที่ลดหย่อนได้เหมือนในปีก่อนๆ นั้นได้มีการเปลี่ยนแปลง โดยรายการค่าลดหย่อนที่มีการเปลี่ยนแปลงนั้นได้แก่ ค่าลดหย่อนบุตร ค่าลดหย่อนการศึกษาบุตร และดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย เท่านั้น ส่วนค่าลดหย่อนรายการอื่นยังเหมือนเดิม ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือปรับให้ลดหย่อนได้เพิ่มขึ้น
สำหรับค่าลดหย่อน 3 รายการที่มีการเปลี่ยนแปลงนั้น มีการเปลี่ยนแปลงดังนี้
1. ค่าลดหย่อนบุตร ไม่ว่าสามีและภรรยาจะเลือกยื่นภาษีแบบก็ตามใน 5 แบบนั้น ทั้งสามีและภรรยาสามารถหักค่าลดหย่อนบุตรได้ฝ่ายละ 15,000 บาท ถ้ารวมทั้งคู่ก็จะเท่ากับ 30,000 บาท
2. ค่าลดหย่อนการศึกษาบุตร ก็เปลี่ยนแปลงเหมือนกับค่าลดหย่อนบุตร นั่นคือ ไม่ว่าสามีและภรรยาจะเลือกยื่นภาษีแบบใดก็ตามใน 5 แบบนั้น ทั้งสามีและภรรยาสามารถหักค่าลดหย่อนการศึกษาบุตรได้ฝ่ายละ 2,000 บาท ถ้ารวมทั้งคู่ก็จะเท่ากับ 4,000 บาท
3. ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย การหักลดหย่อนดอกเบี้ยกู้ยืมนี้จะค่อนข้างมีรายละเอียดมากขึ้น กล่าวคือ ต้องดูว่าใครเป็นผู้กู้ ชื่อผู้กู้คือใคร ชื่อใครกู้คนนั้นก็จะเป็นผู้สามารถนำดอกเบี้ยเงินกู้นี้ไปหักลดหย่อน แต่ในบางครั้งมีการกู้ยืมกันหลายคน ก็จะสามารถอธิบายได้ตามตามนี้
3.1 ผู้มีเงินได้กู้ยืมคนเดียว หักลดหย่อนได้เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท
3.2 ผู้มีเงินได้หลายคนร่วมกันกู้ยืม หักค่าลดหย่อนโดย เฉลี่ยดอกเบี้ยกู้ยืมตามจำนวนผู้กู้ แต่เมื่อรวมกันหมดทุกคนแล้ว จะต้องไม่เกิน 100,000 บาท
3.3 ผู้มีเงินได้มีหลายที่อยู่อาศัย และกู้ยืมเงินสำหรับหลายที่อยู่อาศัย หักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ได้จากทุกแห่งที่อยุ่อาศัย แต่เมื่อรวมกันแล้วทุกที่ต้องไม่เกิน 100,000 บาท
3.4 สามีและภรรยา ร่วมกันกู้ยืม บ้านหลังเดียวกัน และมีเงินได้ทั้งสองฝ่าย หักค่าลดหย่อนโดย แบ่งครึ่งของดอกเบี้ยที่จ่ายจริง แต่เมื่อรวมกันทั้งคู่แล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท
3.5 สามีและภรรยา ร่วมกันกู้ยืม แต่สามีหรือภรรยามีเงินได้เพียงฝ่ายเดียว หักค่าลดหย่อนได้เท่ากับที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท
3.6 สามีและภรรยา สามีหรือภรรยามีเงินได้เพียงฝ่ายเดียว ผู้กู้เป็นฝ่ายที่ไม่มีเงินได้ ลักษณะนี้จะไม่สามารถหักค่าลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ได้
3.7 สามีและภรรยา ต่างฝ่ายต่างไปกู้ยืมเงินเพื่อที่อยู่อาศัย ต่างฝ่ายก็ต่างหักค่าลดหย่อนได้เท่ากับที่จ่ายจริง โดยแต่ละคนหักได้ไม่เกิน 100,000 บาท
จะเห็นได้ว่าการหักค่าลดหย่อนดอกเบี้ยกู้ยืมเงินเพื่อที่อยู่อาศัย จะให้ประโยชน์แก่สามีและภรรยาที่จดทะเบียนกันสูงสุด คือกรณีที่ต่างฝ่ายต่างไปกู้ยืมเงินเพื่อที่อยู่อาศัย ทั้งคู่จะสามารถหักค่าลดหย่อนดอกเบี้ยกู้ยืมเงินเพื่อที่อยู่อาศัยได้รวมกัน 200,000 บาทเลยทีเดียว
ตอนหน้า จะมาดูกันว่าการยื่นแบบใดจะช่วยประหยัดภาษีมากที่สุด แล้วการยื่นแยกนั้น จะมีการคิดคำนวนเหมือนอย่างปีก่อนๆ หรือไม่ พบกันใหม่ตอนหน้าคะ
สำหรับค่าลดหย่อน 3 รายการที่มีการเปลี่ยนแปลงนั้น มีการเปลี่ยนแปลงดังนี้
1. ค่าลดหย่อนบุตร ไม่ว่าสามีและภรรยาจะเลือกยื่นภาษีแบบก็ตามใน 5 แบบนั้น ทั้งสามีและภรรยาสามารถหักค่าลดหย่อนบุตรได้ฝ่ายละ 15,000 บาท ถ้ารวมทั้งคู่ก็จะเท่ากับ 30,000 บาท
2. ค่าลดหย่อนการศึกษาบุตร ก็เปลี่ยนแปลงเหมือนกับค่าลดหย่อนบุตร นั่นคือ ไม่ว่าสามีและภรรยาจะเลือกยื่นภาษีแบบใดก็ตามใน 5 แบบนั้น ทั้งสามีและภรรยาสามารถหักค่าลดหย่อนการศึกษาบุตรได้ฝ่ายละ 2,000 บาท ถ้ารวมทั้งคู่ก็จะเท่ากับ 4,000 บาท
3. ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย การหักลดหย่อนดอกเบี้ยกู้ยืมนี้จะค่อนข้างมีรายละเอียดมากขึ้น กล่าวคือ ต้องดูว่าใครเป็นผู้กู้ ชื่อผู้กู้คือใคร ชื่อใครกู้คนนั้นก็จะเป็นผู้สามารถนำดอกเบี้ยเงินกู้นี้ไปหักลดหย่อน แต่ในบางครั้งมีการกู้ยืมกันหลายคน ก็จะสามารถอธิบายได้ตามตามนี้
3.1 ผู้มีเงินได้กู้ยืมคนเดียว หักลดหย่อนได้เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท
3.2 ผู้มีเงินได้หลายคนร่วมกันกู้ยืม หักค่าลดหย่อนโดย เฉลี่ยดอกเบี้ยกู้ยืมตามจำนวนผู้กู้ แต่เมื่อรวมกันหมดทุกคนแล้ว จะต้องไม่เกิน 100,000 บาท
3.3 ผู้มีเงินได้มีหลายที่อยู่อาศัย และกู้ยืมเงินสำหรับหลายที่อยู่อาศัย หักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ได้จากทุกแห่งที่อยุ่อาศัย แต่เมื่อรวมกันแล้วทุกที่ต้องไม่เกิน 100,000 บาท
3.4 สามีและภรรยา ร่วมกันกู้ยืม บ้านหลังเดียวกัน และมีเงินได้ทั้งสองฝ่าย หักค่าลดหย่อนโดย แบ่งครึ่งของดอกเบี้ยที่จ่ายจริง แต่เมื่อรวมกันทั้งคู่แล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท
3.5 สามีและภรรยา ร่วมกันกู้ยืม แต่สามีหรือภรรยามีเงินได้เพียงฝ่ายเดียว หักค่าลดหย่อนได้เท่ากับที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท
3.6 สามีและภรรยา สามีหรือภรรยามีเงินได้เพียงฝ่ายเดียว ผู้กู้เป็นฝ่ายที่ไม่มีเงินได้ ลักษณะนี้จะไม่สามารถหักค่าลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ได้
3.7 สามีและภรรยา ต่างฝ่ายต่างไปกู้ยืมเงินเพื่อที่อยู่อาศัย ต่างฝ่ายก็ต่างหักค่าลดหย่อนได้เท่ากับที่จ่ายจริง โดยแต่ละคนหักได้ไม่เกิน 100,000 บาท
จะเห็นได้ว่าการหักค่าลดหย่อนดอกเบี้ยกู้ยืมเงินเพื่อที่อยู่อาศัย จะให้ประโยชน์แก่สามีและภรรยาที่จดทะเบียนกันสูงสุด คือกรณีที่ต่างฝ่ายต่างไปกู้ยืมเงินเพื่อที่อยู่อาศัย ทั้งคู่จะสามารถหักค่าลดหย่อนดอกเบี้ยกู้ยืมเงินเพื่อที่อยู่อาศัยได้รวมกัน 200,000 บาทเลยทีเดียว
ตอนหน้า จะมาดูกันว่าการยื่นแบบใดจะช่วยประหยัดภาษีมากที่สุด แล้วการยื่นแยกนั้น จะมีการคิดคำนวนเหมือนอย่างปีก่อนๆ หรือไม่ พบกันใหม่ตอนหน้าคะ
Wednesday, February 6, 2013
ข้อคิดวางแผนภาษีกับโครงสร้างภาษีแบบใหม่ ตอนที่ 2
เมื่อปีที่แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญได้ตีความว่า การที่คู่สมรสต้องรวมเงินได้เข้าด้วยกัน แล้วนำไปยื่นภาษีด้วยกันนั้นขัดต่อความเสมอภาค ทางสรรพกรก็เลยมีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงการยื่นภาษีใหม่ ให้ถูกต้องตามหลักความเสมอภาค สรรพกรจึงประกาศออกมาใหม่โดยมีทางเลือกให้แก่สามีและภรรยาที่จดทะเบียนสมรสกันมีโอกาสเลือกได้ว่าจะยื่นภาษีแบบใด
แบบที่ 1 คือ ยื่นรวมโดยสามีเป็นผู้ยื่น โดยเงินได้ของภรรยาทั้งหมดทุกวงเล็บ นำเข้ามารวมกับเงินได้ของสามี หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนของทั้งคู่รวมกัน แล้วนำมาคำนวนภาษี โดยแบบนี้ สามีเป็นผู้รับผิดชอบในการยื่นภาษีทั้งหมด
แบบที่ 2 คือ ยื่นรวมโดยภรรยาเป็นผู้ยื่น โดยเงินได้ของสามีทั้งหมดทุกวงเล็บ นำเข้ามารวมกับเงินได้ของภรรยา หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนของทั้งคู่รวมกัน แล้วนำมาคำนวนภาษี โดยแบบนี้ ภรรยาเป็นผู้รับผิดชอบในการยื่นภาษีทั้งหมด
แบบที่ 3 คือ ยื่นแยกแต่ เงินได้ของภรรยาเฉพาะวงเล็บ (2) ถึง (8) มารวมกับเงินได้ของสามี โดยภรรยายื่นเฉพาะวงเล็บ (1) เท่านั้น ส่วนสามียื่นเงินได้ของตัวเองและรวมกับเงินได้ของภรรยาที่เป็นวงเล็บ (2) ถึง (8) โดยสามีและภรรยาต่างแยกหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนของตัวเอง แล้วนำมาคำนวนภาษี โดยแบบนี้ สามีและภรรยาต่างมีหน้าที่รับผิดชอบในการยื่นภาษี
แบบที่ 4 คือ ยื่นแยกแต่ เงินได้ของสามีเฉพาะวงเล็บ (2) ถึง (8) มารวมกับเงินได้ของภรรยา โดยสามียื่นเฉพาะวงเล็บ (1) เท่านั้น ส่วนภรรยายื่นเงินได้ของตัวเองและรวมกับเงินได้ของสามีที่เป็นวงเล็บ (2) ถึง (8) โดยสามีและภรรยาต่างแยกหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนของตัวเอง แล้วนำมาคำนวนภาษี โดยแบบนี้ สามีและภรรยาต่างมีหน้าที่รับผิดชอบในการยื่นภาษี
แบบที่ 5 คือ ต่างคนต่างแยก เงินได้ของสามีทุกวงเล็บ สามีก็เป็นคนยื่นเอง และเงินได้ของภรรยาทุกวงเล็บ ภรรยาก็เป็นคนยื่นเอง โดยสามีและภรรยาต่างแยกหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนของตัวเอง แล้วนำมาคำนวนภาษี โดยแบบนี้ สามีและภรรยาต่างมีหน้าที่รับผิดชอบในการยื่นภาษี
จะเห็นได้ว่าทั้ง 5 แบบนั้น สามีและภรรยาที่จดทะเบียนสมรสกันต้องเลือกแบบใดแบบหนึ่ง เมื่อเลือกยื่นไปแล้ว จะเปลี่ยนภายในปีนั้นไม่ได้ จนถึงยื่นแบบปีหน้าค่อยมาเลือกแบบใหม่ ยกเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพกรเท่านั้น
พอถึงตรงนี้ จะเลือกแบบใด จึงต้องมีการวางแผนนะคะว่า ยื่นแบบไหนจะเกิดประโยชน์สูงสุดนะคะ ทั้งนี้ แนะนำให้ลองคำนวนดูก่อน และรีบยื่นตั้งแต่เนิ่นๆ เผื่อต้องส่งข้อมูลเพิ่มเติมหรือมีส่วนที่ต้องแก้ไขจะได้ทำได้อย่างรวดเร็วและทันเวลาคะ
ตอนหน้าจะมาดูกันว่า ค่าลดหย่อนของการยื่นแยกและยื่นรวมของสามีและภรรยานั้นมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงบ้าง พบกันตอนหน้าคะ
แบบที่ 1 คือ ยื่นรวมโดยสามีเป็นผู้ยื่น โดยเงินได้ของภรรยาทั้งหมดทุกวงเล็บ นำเข้ามารวมกับเงินได้ของสามี หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนของทั้งคู่รวมกัน แล้วนำมาคำนวนภาษี โดยแบบนี้ สามีเป็นผู้รับผิดชอบในการยื่นภาษีทั้งหมด
แบบที่ 2 คือ ยื่นรวมโดยภรรยาเป็นผู้ยื่น โดยเงินได้ของสามีทั้งหมดทุกวงเล็บ นำเข้ามารวมกับเงินได้ของภรรยา หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนของทั้งคู่รวมกัน แล้วนำมาคำนวนภาษี โดยแบบนี้ ภรรยาเป็นผู้รับผิดชอบในการยื่นภาษีทั้งหมด
แบบที่ 3 คือ ยื่นแยกแต่ เงินได้ของภรรยาเฉพาะวงเล็บ (2) ถึง (8) มารวมกับเงินได้ของสามี โดยภรรยายื่นเฉพาะวงเล็บ (1) เท่านั้น ส่วนสามียื่นเงินได้ของตัวเองและรวมกับเงินได้ของภรรยาที่เป็นวงเล็บ (2) ถึง (8) โดยสามีและภรรยาต่างแยกหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนของตัวเอง แล้วนำมาคำนวนภาษี โดยแบบนี้ สามีและภรรยาต่างมีหน้าที่รับผิดชอบในการยื่นภาษี
แบบที่ 4 คือ ยื่นแยกแต่ เงินได้ของสามีเฉพาะวงเล็บ (2) ถึง (8) มารวมกับเงินได้ของภรรยา โดยสามียื่นเฉพาะวงเล็บ (1) เท่านั้น ส่วนภรรยายื่นเงินได้ของตัวเองและรวมกับเงินได้ของสามีที่เป็นวงเล็บ (2) ถึง (8) โดยสามีและภรรยาต่างแยกหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนของตัวเอง แล้วนำมาคำนวนภาษี โดยแบบนี้ สามีและภรรยาต่างมีหน้าที่รับผิดชอบในการยื่นภาษี
แบบที่ 5 คือ ต่างคนต่างแยก เงินได้ของสามีทุกวงเล็บ สามีก็เป็นคนยื่นเอง และเงินได้ของภรรยาทุกวงเล็บ ภรรยาก็เป็นคนยื่นเอง โดยสามีและภรรยาต่างแยกหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนของตัวเอง แล้วนำมาคำนวนภาษี โดยแบบนี้ สามีและภรรยาต่างมีหน้าที่รับผิดชอบในการยื่นภาษี
จะเห็นได้ว่าทั้ง 5 แบบนั้น สามีและภรรยาที่จดทะเบียนสมรสกันต้องเลือกแบบใดแบบหนึ่ง เมื่อเลือกยื่นไปแล้ว จะเปลี่ยนภายในปีนั้นไม่ได้ จนถึงยื่นแบบปีหน้าค่อยมาเลือกแบบใหม่ ยกเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพกรเท่านั้น
พอถึงตรงนี้ จะเลือกแบบใด จึงต้องมีการวางแผนนะคะว่า ยื่นแบบไหนจะเกิดประโยชน์สูงสุดนะคะ ทั้งนี้ แนะนำให้ลองคำนวนดูก่อน และรีบยื่นตั้งแต่เนิ่นๆ เผื่อต้องส่งข้อมูลเพิ่มเติมหรือมีส่วนที่ต้องแก้ไขจะได้ทำได้อย่างรวดเร็วและทันเวลาคะ
ตอนหน้าจะมาดูกันว่า ค่าลดหย่อนของการยื่นแยกและยื่นรวมของสามีและภรรยานั้นมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงบ้าง พบกันตอนหน้าคะ
Thursday, January 24, 2013
ข้อคิดวางแผนภาษีกับโครงสร้างภาษีแบบใหม่ ตอนที่ 1
ในโอกาสที่ปีใหม่ 2556 ทางรัฐบาลได้มอบของขวัญให้กับคนที่เสียภาษีบุคคลธรรมดา
โดยมีมาตรการออกมาใหม่ มีการแก้ไขโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใน 3 เรื่องคือ
- การให้สามีและภรรยาสามารถแยกยื่นภาษีได้
- ปรับปรุงอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้มีขนาดลดลง
- ปรับปรุงเรื่องภาษีเงินได้ของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคล
เรื่องแรกนั้นมีผลบังคับใช้ทันทีเลย นั่นคือนับจากนี้เป็นต้นไป
สามีและภรรยาที่จดทะเบียนสมรสกันสามารถแยกยื่นภาษี โดยไม่จำเป็นต้องนำรายได้ของภรรยามาเข้าเป็นรายได้ของสามีเหมือนแต่ก่อน
ซึ่งทำให้โครงสร้างการเสียภาษีของบุคคลธรรมดามีการเปลี่ยนแปลง
ส่วนอีกสองเรื่องคือการปรับปรุงอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและปรับปรุงภาษีเงินได้ของคณะบุคคุลและห้างหุ้นส่วนสามัญนั้น
ยังเป็นเพียงแค่มติคณะรัฐมนตรี ยังไม่ได้ออกเป็นพระราชบัญญัติ
ดังนั้นจึงยังไม่มีการบังคับใช้ในตอนนี้ ต้องรอให้สภาอนุมัติก่อน แล้วออกเป็นกฏหมายเสียก่อนจึงจะมีผลต่อการบังคับใช้
ในสองเรื่องที่ยังรอสู่การพิจารณาของสภานั้น เรื่องแรกจะเป็นการปรับอัตราภาษีให้มีขนาดลดลง
กล่าวคือจากเดิม เป็นขั้นบันได 10, 20, 30, และ 37
เปลี่ยนเป็น
5, 10, 15, 20, 25, 30, และ 35 ซึ่งจะเห็นได้ว่าขั้นบันไดจะถี่ขึ้นและขั้นสูงสุดมีอัตราลดลง
ทำให้ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเสียภาษีให้จำนวนที่ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราภาษีเดิม
ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง การปรับปรุงภาษีเงินได้ของคณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคล
ตามมติคณะรัฐมนตรีนั้นจะเรียกเก็บภาษี 20% ของคณะบุคคลจากเงินได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย
หมายความว่า ถ้าคณะบุคคลมีเงินได้ 1,000,000 บาท
ภาษีที่จะต้องเสียคือ 200,000 บาท (คำนวนได้จาก 1,000,000 x 20%) ดังนั้นการเสียภาษีของคณะบุคคลจึงแตกต่างจากเดิมเป็นอย่างมาก
ทำให้หลายคนต้องพิจารณาอย่างหนักแล้วว่าจะเอารายได้ใส่ในคณะบุคคลต่อไปไหม
เพราะไม่มีการหักค่าใช้จ่ายตามวงเล็บเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
ในส่วนของห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคลนั้น
ตามมติคณะรัฐมนตรีนั้นจะเรียกเรียกภาษีแบบเดิม อัตราเดิม แต่การหักค่าใช้จ่ายจะไม่ใช่แบบเหมาตามวงเล็บของเงินได้อีกต่อไปแล้ว
กล่าวคือ การหักค่าใช้จ่ายต้องหักแบบจ่ายจริง มีใบเสร็จ ซึ่งการหักค่าใช้จ่ายของห้างหุ้นสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคลนี้จะทำให้เหมือนกับการหักค่าใช้จ่ายของบริษัทนิติบุคคลที่ต้องมีหลักฐานของค่าใช้จ่าย
ดังนั้นการเสียภาษีของห้างหุ้นสามัญจะยุ่งยากกว่าเดิม เพราะจะต้องเก็บหลักฐาน
ใบเสร็จ ใบรับรองต่างๆ ทำให้หลายคนที่มีเงินได้เข้าห้างหุ้นส่วนสามัญนี้
ต้องมีความละเอียดรอบคอบ เก็บหลักฐานไว้ทั้งหมด เพื่อนำไปหักค่าใช้จ่าย
ถึงอย่างไรก็ดีการปรับการปรับปรุงอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและปรับปรุงภาษีเงินได้ของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญนั้น
อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ก็คือรอการอนุมัติจากสภาและคำประกาศจากกรมสรรพกร
ซึ่งเมื่อมีการประกาศที่แน่นอนแล้ว การวางแผนภาษีก็จะสามารถทำได้
ในตอนต่อไปจะมาพูดถึงเรื่องการยื่นแยกของสามีภรรยา
ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง และยื่นอย่างไรจึงประหยัดภาษีมากที่สุด พบกันใหม่ตอนหน้านะคะ
Saturday, December 22, 2012
วางแผนการเงิน... เรื่องง่าย... ถ้าให้ "มืออาชีพดูแล" ตอน 7
คราวนี้ทุกคนก็เริ่มจะอยากวางแผนทางการเงินกันแล้วใช่ไหมค่ะ แต่บางคนก็ยังมีคำถามที่ค้างคาใจ หรือข้อสงสัยบางอย่างต่อนักวางแผนทางการเงินเหล่านี้ คำถามที่เจอบ่อยๆ และคำถามที่สงสัยก็หนีไม่พ้นว่า นักวางแผนทางการเงินจะเก็บความลับได้ไหม เราจะเชื่อนักวางแผนทางการเงินเหล่านี้ได้อย่างไร นักวางแผนทางการเงินเหล่านี้จะจริงใจให้คำปรึกษาที่เป็นกลางกับเราไหม หรือ นักวางแผนทางการเงินเหลานี้จะได้รับอะไรตอบแทนเมื่อมีการวางแผนทางการเงิน
- "นักวางแผนทางการเงินจะเก็บความลับได้ไหม"
สิ่งที่คนส่วนใหญ่เป็นห่วงกันและกังวลกันมาก ถ้าต้องไปใช้บริการนักวางแผนทางการเงิน คือกลัวว่าข้อมูลจะรั่วไหล เพราะต้องหยิบทุกอย่างขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ บอกข้อมูลทุกอย่างอย่างหมดเปลือก ซึ่งโดยมากแล้วข้อมูลทางการเงินจะเป็น "ข้อมูลลับสุดยอด" ไม่อยากจะเปิดเผยให้คนอื่นรับรู้ และในบางครั้งคนในครอบครัวเดียวกันเองก็ยังไม่รู้เลยว่า คนที่นอนข้างๆ ด้วยกันทุกวัน มีสินทรัพย์อยู่เท่าไร
เพราะฉะนั้น ความไว้วางใจในตัวนักวางแผนทางการเงินจึงเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด
ในประเด็นนี้เอง น่าที่จะพอวางใจได้ เพราะหากเป็นนักวางแผนทางการเงินที่ได้รับคุณวุฒิจาก CFP (Certificated Financial Planner) คุณวุฒิจาก FcHFP (Follow Chartered Financial Practitioner) และ RFC (Registered Financial Consultant) ก็จะมีการกำหนด "จรรยาบรรณ" ที่ต้องปฏิบัติตามไว้อย่างชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก จรรยาบรรณของนักวางแผนทางการเงินกำหนดให้ "รักษาข้อมูลของลูกค้าไว้เป็นความลับ" และจะไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าให้กับคนอื่นรู้ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกค้า และไม่ได้เป็นเพียงแค่จรรยาบรรณที่กำหนดขึ้นมาลอยๆ ให้ดูน่าเชื่อถือเท่านั้น แต่มีวิธีปฏิบัติอย่างละเอียดยิบเช่น
"แฟ้มเอกสารลูกค้าทั้งหมดต้องถูกเก็บใส่กุญแจไว้ในเวลากลางคืนและห้ามนำออกจากที่ทำการ เว้นแต่จะคืนให้กับลูกค้า"
"ในกรณีที่จัดเก็บเอกสารเป็นอิเล็กทรอนิกส์ไฟล์ ต้องกำหนดวิธีจำกัดเข้าถึงข้อมูล เช่น มีการใส่รหัสลับ (Password) เพื่อรักษาความลับของข้อมูลที่เก็บไว้ และการจัดทำ Backup File"
"ละเว้นการกล่าวถึงชื่อและเรื่องราวของลูกค้าในที่สาธารณะ ทั้งนี้รวมถึงในห้องรับรองแขกของที่ทำงานด้วย"
และยังมีข้อปฏิบัติในรายละเอียดอีกหลายข้อที่ทำให้สบายใจได้ว่า นักวางแผนทางการเงินจะสามารถรักษาความลับทางการเงินของเราได้เป็นอย่างดี
- "เราจะเชื่อนักวางแผนทางการเงินเหล่านี้ได้อย่างไร"
หลายๆ คนคิดว่าเราจะสามารถเชื่อคำแนะนำหรือคำปรึกษาของนักวางแผนทางการเงินเหล่านี้ได้อย่างไร อะไรคือสิ่งที่ทำให้เราเชื่อว่าสิ่งที่เค้าแนะนำนั้นถูกต้อง หรือแนะนำในสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ไม่ได้มั่วหรือยัดเยียดมาให้ ข้อสงสัยเหล่านี้ มักจะเกิดขึ้นหลังจากที่ได้ให้ข้อมูลทางการเงินแก่นักวางแผนทางการเงินไปหมดแล้ว แต่ข้อสงสัยนี้ก็จะค่อยๆ หมดหายไปเมื่อได้เห็น "รายงานทางการเงินส่วนตัว"
รายงานทางการเงินส่วนตัวจะบอกทุกอย่างเกี่ยวกับผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงิน ดังนั้น เมื่อได้เห็นแผนทางการเงินแล้ว ก็จะรู้ได้เลยว่า นักวางแผนทางการเงินได้จัดเตรียมทำการบ้านมาดีแค่ไหน นักวางแผนทางการเงินได้จัดทำรายงานสอดคล้องกับเป้าหมายและมีเหตุมีผลเพียงพอไหม ซึ่งสามารถตัดสินได้จากรายงานทางการเงินส่วนตัว
นักวางแผนทางการเงินจะได้รับการอบรมในการจัดการทำรายงานทางเงินส่วนตัว ผ่านทางการอบรมจากคุณวุฒิ CFP FcHFP หรือ RFC ตามที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ ในการอบรมจะสอนให้นักวางแผนทางการเงินคิดและคำนวนหาการค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในอนาคตตามหลักเกณฑ์สากลที่วางไว้ ในการอบรมยังสอนถึงการวิเคราะห์ การประยุกต์ รวมถึงการเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับแต่ละแผนงาน มีการทำ Workshop การแชร์เคสหรือการยกเคสเพื่อประกอบการศึกษา เพื่อให้นักวางแผนทางการเงินได้มีความเข้าใจและรู้แจ้งในการวางแผนการเงินอย่างแท้จริง
นักวางแผนทางการเงินที่ดีต้องหมั่นทบทวนความรู้ และศึกษาถึงกฏระเบียบ ข้อบังคับที่ออกมาใหม่ อยู่เสมอ การติดตามข่าวสาร การอบรมเพิ่มเติม เป็นสิ่งที่นักวางแผนทางการเงินต้องปฏิบัติอยู่เสมอ เพื่อเป็นการเพิ่มความรู้ให้แก่ตนเองและยังสามารถถ่ายทอดไปให้กับผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงินอีกด้วย
- "นักวางแผนทางการเงินเหล่านี้จะจริงใจให้คำปรึกษาที่เป็นกลางกับเราไหม"
หลายๆ คนมักจะสงสัยว่า นักวางแผนทางการเงินให้คำปรึกษากับเราอย่างเป็นกลางไหม จะรู้ได้อย่างไรว่าผลิตภัณฑ์การเงินที่นักวางแผนทางการเงินแนะนำนั้นมันดีต่อเราจริงๆ หรือมันเหมาะสมกับเราจริงๆ
การจริงใจให้คำปรึกษาถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกคนอยากได้รับ
ข้อสงสัยนี้จะเกิดขึ้นเมื่อผู้ต้องการวางแผนทางการเงิน ได้รับรายงานจากนักวางแผนทางการเงินแล้ว หรือเกิดขึ้นเมื่อนักวางแผนทางการเงินให้คำปรึกษาเสร็จแล้ว ผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงินก็ต้องชั่งใจว่าจะดำเนินแผนทางการเงินตามที่นักวางแผนทางการเงินเสนอมาไหม ข้อสงสัยนี้ก็หมดไปถ้านักวางแผนทางการเงินให้เหตุผลที่เหมาะสมอย่างเพียงพอต่อแผนทางการเงินที่เสนอ และให้คำปรึกษาที่เป็นชัดเจน มีหลักการตามทฤษฎีที่รองรับ มีเหตุมีผลตามหลักการวางแผนทางการเงินสากล
นักวางแผนทางการเงินที่ดีจะต้องเป็นกลาง ไม่โอนเอียงไปยังผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตัวเองชอบ จะต้องพูดถึงเหตุผลที่สมควรที่แนะนำให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินนั้นๆ มากกว่าจะเน้นที่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินตัวใดตัวหนึ่ง โดยไม่มีเหตุผลที่เหมาะสมมา support
ด้วยจรรยาบรรณของนักวางแผนทางการเงิน เชื่อว่าไม่มีนักวางแผนทางการเงินคนไหนจะไม่แนะนำสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงิน และที่สำคัญที่สุด ผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงิน จะเป็นคนที่ตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อผลิตภัณฑ์การเงินที่นักวางแผนทางการเงินนำเสนอ
- "นักวางแผนทางการเงินเหลานี้คิดค่าวางแผนเท่าใด และนักวางแผนทางการเงินจะได้รับอะไรตอบแทนเมื่อมีการวางแผนทางการเงิน"
หลายๆ คนมักจะลังเลและกังวลก่อนว่า การวางแผนทางการเงินนั้น ค่าธรรมเนียมคิดอย่างไร และค่าบริการคิดเป็นครั้งหรือคิดเป็นปี ข้อสงสัยนี้ทำให้ผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงินไม่กล้าที่จะถาม หรือถามแล้วกลัวว่าจะคิดในอัตราที่สูงจนรับไม่ได้ จนเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้การวางแผนทางการเงินไม่สามารถเกิดขึ้นสักที เพราะยังไม่ชัดเจนเรื่องเรื่องค่าบริการ
ในความเป็นจริง มีนักวางแผนทางการเงินที่คิดค่าบริการและไม่คิดค่าบริการ ค่าบริการนี้อาจรวมถึงการปรึกษาในครั้งแรก การปรึกษาในครั้งต่อๆ ไป รายงานทางการเงินส่วนบุคคล การบริการยื่นจดทะเบียน การบริการยื่นเรื่องแก่หน่วยงานราชการ การร่างสัญญา รวมถึงการซื้อผลิตภัณฑ์การเงินให้กับผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงิน
นักวางแผนทางการเงินที่ไม่คิดค่าบริการ
มีนักวางแผนทางการเงินจำนวนมากที่ไม่คิดค่าบริการ เพราะเหตุผลที่ว่า อาชีพวางแผนทางการเงินในประเทศนี้ยังไม่แพร่หลาย ยังไม่ค่อยมีคนรู้จัก ถ้านักวางแผนทางการเงินคิดค่าบริการแล้ว ก็คงไม่มีใครที่จะมาใช้บริการหรือมีก็อาจจะน้อย ซึ่งจะผิดความตั้งใจของนักวางแผนทางการเงินที่อยากจะให้ทุกคนมีการวางแผนทางการเงินที่ดี ดังนั้น นักวางแผนทางการเงินส่วนใหญ่ก็จะไม่คิดค่าบริการ
แล้วนักวางแผนทางการเงินจะได้รายได้มาจากไหน ในเมื่อไม่คิดค่าบริการ นักวางแผนทางการเงินจะได้รายได้จากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินแก่ผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงิน อาจจะอยู่ในรูปของค่าเปอร์เซนต์ ค่าคอมมิชชั่น หรือส่วนแบ่งแล้วแต่ที่ตกลงไว้กับทางโบกเกอร์ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันวินาศภัยต่างๆในแต่ละผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ซึ่งในส่วนนี้ก็จะเป็นรายได้ให้แก่นักวางแผนทางการเงิน ดังนั้น ผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงินก็จะได้สบายใจว่าสามารถปรึกษาได้ตลอดเวลา ไม่ต้องกังวลถึงค่าบริการอีก
นักวางแผนทางการเงินที่คิดค่าบริการ
นักวางแผนทางการเงินบางคน ได้มีการคิดค่าบริการแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มนักวางแผนการเงินจากต่างประเทศ เพราะอย่างที่กล่าวมาในข้างต้น งานที่ปรึกษาการเงินเป็นงานที่มีมานาน ได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับมากในต่างประเทศ จึงเป็นเรื่องสากลที่นักวางแผนการเงิน จะคิดค่าบริการ ค่าที่ปรึกษา ค่าธรรมเนียม อาจจะเป็นแบบเหมาจ่ายตามจำนวนครั้ง หรือคิดตามชั่วโมงที่ปรึกษา หรือคิดเป็นค่าทำรายงานวางแผนการเงินส่วนตัว นักวางแผนทางการเงินกลุ่มนี้ จะให้คำปรึกษาและจัดทำรายงานวางแผนทางการเงินส่วนตัว เมื่อมีการใช้บริการตรงนี้เกิดขึ้น ก็จะเก็บค่าบริการตามที่ตกลงกันไว้
แต่ถึงกระนั้น ค่าบริการที่เกิดขึ้นนี้ เมื่อรวมๆ แล้วอาจจะไม่มากกับกลุ่มคนที่ไม่มีเวลาที่จะวางแผนเงินตัวเอง เพราะกลุ่มคนเหล่านี้เชื่อว่าค่าบริการที่จ่ายให้แก่นักวางแผนทางการเงินนั้น มันเป็นรายจ่ายจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับสิ่งที่เค้าจะได้รับกลับมา สิ่งที่ได้รับกลับมา อาจให้ผลตอบแทนที่มากมาย และส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น คนกลุ่มนี้จึงเลือกที่จะจ่ายค่าบริการ
- "นักวางแผนทางการเงินจะเก็บความลับได้ไหม"
สิ่งที่คนส่วนใหญ่เป็นห่วงกันและกังวลกันมาก ถ้าต้องไปใช้บริการนักวางแผนทางการเงิน คือกลัวว่าข้อมูลจะรั่วไหล เพราะต้องหยิบทุกอย่างขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ บอกข้อมูลทุกอย่างอย่างหมดเปลือก ซึ่งโดยมากแล้วข้อมูลทางการเงินจะเป็น "ข้อมูลลับสุดยอด" ไม่อยากจะเปิดเผยให้คนอื่นรับรู้ และในบางครั้งคนในครอบครัวเดียวกันเองก็ยังไม่รู้เลยว่า คนที่นอนข้างๆ ด้วยกันทุกวัน มีสินทรัพย์อยู่เท่าไร
เพราะฉะนั้น ความไว้วางใจในตัวนักวางแผนทางการเงินจึงเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด
ในประเด็นนี้เอง น่าที่จะพอวางใจได้ เพราะหากเป็นนักวางแผนทางการเงินที่ได้รับคุณวุฒิจาก CFP (Certificated Financial Planner) คุณวุฒิจาก FcHFP (Follow Chartered Financial Practitioner) และ RFC (Registered Financial Consultant) ก็จะมีการกำหนด "จรรยาบรรณ" ที่ต้องปฏิบัติตามไว้อย่างชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก จรรยาบรรณของนักวางแผนทางการเงินกำหนดให้ "รักษาข้อมูลของลูกค้าไว้เป็นความลับ" และจะไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าให้กับคนอื่นรู้ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกค้า และไม่ได้เป็นเพียงแค่จรรยาบรรณที่กำหนดขึ้นมาลอยๆ ให้ดูน่าเชื่อถือเท่านั้น แต่มีวิธีปฏิบัติอย่างละเอียดยิบเช่น
"แฟ้มเอกสารลูกค้าทั้งหมดต้องถูกเก็บใส่กุญแจไว้ในเวลากลางคืนและห้ามนำออกจากที่ทำการ เว้นแต่จะคืนให้กับลูกค้า"
"ในกรณีที่จัดเก็บเอกสารเป็นอิเล็กทรอนิกส์ไฟล์ ต้องกำหนดวิธีจำกัดเข้าถึงข้อมูล เช่น มีการใส่รหัสลับ (Password) เพื่อรักษาความลับของข้อมูลที่เก็บไว้ และการจัดทำ Backup File"
"ละเว้นการกล่าวถึงชื่อและเรื่องราวของลูกค้าในที่สาธารณะ ทั้งนี้รวมถึงในห้องรับรองแขกของที่ทำงานด้วย"
และยังมีข้อปฏิบัติในรายละเอียดอีกหลายข้อที่ทำให้สบายใจได้ว่า นักวางแผนทางการเงินจะสามารถรักษาความลับทางการเงินของเราได้เป็นอย่างดี
- "เราจะเชื่อนักวางแผนทางการเงินเหล่านี้ได้อย่างไร"
หลายๆ คนคิดว่าเราจะสามารถเชื่อคำแนะนำหรือคำปรึกษาของนักวางแผนทางการเงินเหล่านี้ได้อย่างไร อะไรคือสิ่งที่ทำให้เราเชื่อว่าสิ่งที่เค้าแนะนำนั้นถูกต้อง หรือแนะนำในสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ไม่ได้มั่วหรือยัดเยียดมาให้ ข้อสงสัยเหล่านี้ มักจะเกิดขึ้นหลังจากที่ได้ให้ข้อมูลทางการเงินแก่นักวางแผนทางการเงินไปหมดแล้ว แต่ข้อสงสัยนี้ก็จะค่อยๆ หมดหายไปเมื่อได้เห็น "รายงานทางการเงินส่วนตัว"
รายงานทางการเงินส่วนตัวจะบอกทุกอย่างเกี่ยวกับผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงิน ดังนั้น เมื่อได้เห็นแผนทางการเงินแล้ว ก็จะรู้ได้เลยว่า นักวางแผนทางการเงินได้จัดเตรียมทำการบ้านมาดีแค่ไหน นักวางแผนทางการเงินได้จัดทำรายงานสอดคล้องกับเป้าหมายและมีเหตุมีผลเพียงพอไหม ซึ่งสามารถตัดสินได้จากรายงานทางการเงินส่วนตัว
นักวางแผนทางการเงินจะได้รับการอบรมในการจัดการทำรายงานทางเงินส่วนตัว ผ่านทางการอบรมจากคุณวุฒิ CFP FcHFP หรือ RFC ตามที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ ในการอบรมจะสอนให้นักวางแผนทางการเงินคิดและคำนวนหาการค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในอนาคตตามหลักเกณฑ์สากลที่วางไว้ ในการอบรมยังสอนถึงการวิเคราะห์ การประยุกต์ รวมถึงการเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับแต่ละแผนงาน มีการทำ Workshop การแชร์เคสหรือการยกเคสเพื่อประกอบการศึกษา เพื่อให้นักวางแผนทางการเงินได้มีความเข้าใจและรู้แจ้งในการวางแผนการเงินอย่างแท้จริง
นักวางแผนทางการเงินที่ดีต้องหมั่นทบทวนความรู้ และศึกษาถึงกฏระเบียบ ข้อบังคับที่ออกมาใหม่ อยู่เสมอ การติดตามข่าวสาร การอบรมเพิ่มเติม เป็นสิ่งที่นักวางแผนทางการเงินต้องปฏิบัติอยู่เสมอ เพื่อเป็นการเพิ่มความรู้ให้แก่ตนเองและยังสามารถถ่ายทอดไปให้กับผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงินอีกด้วย
- "นักวางแผนทางการเงินเหล่านี้จะจริงใจให้คำปรึกษาที่เป็นกลางกับเราไหม"
หลายๆ คนมักจะสงสัยว่า นักวางแผนทางการเงินให้คำปรึกษากับเราอย่างเป็นกลางไหม จะรู้ได้อย่างไรว่าผลิตภัณฑ์การเงินที่นักวางแผนทางการเงินแนะนำนั้นมันดีต่อเราจริงๆ หรือมันเหมาะสมกับเราจริงๆ
การจริงใจให้คำปรึกษาถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกคนอยากได้รับ
ข้อสงสัยนี้จะเกิดขึ้นเมื่อผู้ต้องการวางแผนทางการเงิน ได้รับรายงานจากนักวางแผนทางการเงินแล้ว หรือเกิดขึ้นเมื่อนักวางแผนทางการเงินให้คำปรึกษาเสร็จแล้ว ผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงินก็ต้องชั่งใจว่าจะดำเนินแผนทางการเงินตามที่นักวางแผนทางการเงินเสนอมาไหม ข้อสงสัยนี้ก็หมดไปถ้านักวางแผนทางการเงินให้เหตุผลที่เหมาะสมอย่างเพียงพอต่อแผนทางการเงินที่เสนอ และให้คำปรึกษาที่เป็นชัดเจน มีหลักการตามทฤษฎีที่รองรับ มีเหตุมีผลตามหลักการวางแผนทางการเงินสากล
นักวางแผนทางการเงินที่ดีจะต้องเป็นกลาง ไม่โอนเอียงไปยังผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตัวเองชอบ จะต้องพูดถึงเหตุผลที่สมควรที่แนะนำให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินนั้นๆ มากกว่าจะเน้นที่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินตัวใดตัวหนึ่ง โดยไม่มีเหตุผลที่เหมาะสมมา support
ด้วยจรรยาบรรณของนักวางแผนทางการเงิน เชื่อว่าไม่มีนักวางแผนทางการเงินคนไหนจะไม่แนะนำสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงิน และที่สำคัญที่สุด ผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงิน จะเป็นคนที่ตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อผลิตภัณฑ์การเงินที่นักวางแผนทางการเงินนำเสนอ
- "นักวางแผนทางการเงินเหลานี้คิดค่าวางแผนเท่าใด และนักวางแผนทางการเงินจะได้รับอะไรตอบแทนเมื่อมีการวางแผนทางการเงิน"
หลายๆ คนมักจะลังเลและกังวลก่อนว่า การวางแผนทางการเงินนั้น ค่าธรรมเนียมคิดอย่างไร และค่าบริการคิดเป็นครั้งหรือคิดเป็นปี ข้อสงสัยนี้ทำให้ผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงินไม่กล้าที่จะถาม หรือถามแล้วกลัวว่าจะคิดในอัตราที่สูงจนรับไม่ได้ จนเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้การวางแผนทางการเงินไม่สามารถเกิดขึ้นสักที เพราะยังไม่ชัดเจนเรื่องเรื่องค่าบริการ
ในความเป็นจริง มีนักวางแผนทางการเงินที่คิดค่าบริการและไม่คิดค่าบริการ ค่าบริการนี้อาจรวมถึงการปรึกษาในครั้งแรก การปรึกษาในครั้งต่อๆ ไป รายงานทางการเงินส่วนบุคคล การบริการยื่นจดทะเบียน การบริการยื่นเรื่องแก่หน่วยงานราชการ การร่างสัญญา รวมถึงการซื้อผลิตภัณฑ์การเงินให้กับผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงิน
นักวางแผนทางการเงินที่ไม่คิดค่าบริการ
มีนักวางแผนทางการเงินจำนวนมากที่ไม่คิดค่าบริการ เพราะเหตุผลที่ว่า อาชีพวางแผนทางการเงินในประเทศนี้ยังไม่แพร่หลาย ยังไม่ค่อยมีคนรู้จัก ถ้านักวางแผนทางการเงินคิดค่าบริการแล้ว ก็คงไม่มีใครที่จะมาใช้บริการหรือมีก็อาจจะน้อย ซึ่งจะผิดความตั้งใจของนักวางแผนทางการเงินที่อยากจะให้ทุกคนมีการวางแผนทางการเงินที่ดี ดังนั้น นักวางแผนทางการเงินส่วนใหญ่ก็จะไม่คิดค่าบริการ
แล้วนักวางแผนทางการเงินจะได้รายได้มาจากไหน ในเมื่อไม่คิดค่าบริการ นักวางแผนทางการเงินจะได้รายได้จากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินแก่ผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงิน อาจจะอยู่ในรูปของค่าเปอร์เซนต์ ค่าคอมมิชชั่น หรือส่วนแบ่งแล้วแต่ที่ตกลงไว้กับทางโบกเกอร์ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันวินาศภัยต่างๆในแต่ละผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ซึ่งในส่วนนี้ก็จะเป็นรายได้ให้แก่นักวางแผนทางการเงิน ดังนั้น ผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงินก็จะได้สบายใจว่าสามารถปรึกษาได้ตลอดเวลา ไม่ต้องกังวลถึงค่าบริการอีก
นักวางแผนทางการเงินที่คิดค่าบริการ
นักวางแผนทางการเงินบางคน ได้มีการคิดค่าบริการแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มนักวางแผนการเงินจากต่างประเทศ เพราะอย่างที่กล่าวมาในข้างต้น งานที่ปรึกษาการเงินเป็นงานที่มีมานาน ได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับมากในต่างประเทศ จึงเป็นเรื่องสากลที่นักวางแผนการเงิน จะคิดค่าบริการ ค่าที่ปรึกษา ค่าธรรมเนียม อาจจะเป็นแบบเหมาจ่ายตามจำนวนครั้ง หรือคิดตามชั่วโมงที่ปรึกษา หรือคิดเป็นค่าทำรายงานวางแผนการเงินส่วนตัว นักวางแผนทางการเงินกลุ่มนี้ จะให้คำปรึกษาและจัดทำรายงานวางแผนทางการเงินส่วนตัว เมื่อมีการใช้บริการตรงนี้เกิดขึ้น ก็จะเก็บค่าบริการตามที่ตกลงกันไว้
แต่ถึงกระนั้น ค่าบริการที่เกิดขึ้นนี้ เมื่อรวมๆ แล้วอาจจะไม่มากกับกลุ่มคนที่ไม่มีเวลาที่จะวางแผนเงินตัวเอง เพราะกลุ่มคนเหล่านี้เชื่อว่าค่าบริการที่จ่ายให้แก่นักวางแผนทางการเงินนั้น มันเป็นรายจ่ายจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับสิ่งที่เค้าจะได้รับกลับมา สิ่งที่ได้รับกลับมา อาจให้ผลตอบแทนที่มากมาย และส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น คนกลุ่มนี้จึงเลือกที่จะจ่ายค่าบริการ
Subscribe to:
Posts (Atom)






