คราวนี้ทุกคนก็เริ่มจะอยากวางแผนทางการเงินกันแล้วใช่ไหมค่ะ แต่บางคนก็ยังมีคำถามที่ค้างคาใจ หรือข้อสงสัยบางอย่างต่อนักวางแผนทางการเงินเหล่านี้ คำถามที่เจอบ่อยๆ และคำถามที่สงสัยก็หนีไม่พ้นว่า นักวางแผนทางการเงินจะเก็บความลับได้ไหม เราจะเชื่อนักวางแผนทางการเงินเหล่านี้ได้อย่างไร นักวางแผนทางการเงินเหล่านี้จะจริงใจให้คำปรึกษาที่เป็นกลางกับเราไหม หรือ นักวางแผนทางการเงินเหลานี้จะได้รับอะไรตอบแทนเมื่อมีการวางแผนทางการเงิน
- "นักวางแผนทางการเงินจะเก็บความลับได้ไหม"
สิ่งที่คนส่วนใหญ่เป็นห่วงกันและกังวลกันมาก ถ้าต้องไปใช้บริการนักวางแผนทางการเงิน คือกลัวว่าข้อมูลจะรั่วไหล เพราะต้องหยิบทุกอย่างขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ บอกข้อมูลทุกอย่างอย่างหมดเปลือก ซึ่งโดยมากแล้วข้อมูลทางการเงินจะเป็น "ข้อมูลลับสุดยอด" ไม่อยากจะเปิดเผยให้คนอื่นรับรู้ และในบางครั้งคนในครอบครัวเดียวกันเองก็ยังไม่รู้เลยว่า คนที่นอนข้างๆ ด้วยกันทุกวัน มีสินทรัพย์อยู่เท่าไร
เพราะฉะนั้น ความไว้วางใจในตัวนักวางแผนทางการเงินจึงเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด
ในประเด็นนี้เอง น่าที่จะพอวางใจได้ เพราะหากเป็นนักวางแผนทางการเงินที่ได้รับคุณวุฒิจาก CFP (Certificated Financial Planner) คุณวุฒิจาก FcHFP (Follow Chartered Financial Practitioner) และ RFC (Registered Financial Consultant) ก็จะมีการกำหนด "จรรยาบรรณ" ที่ต้องปฏิบัติตามไว้อย่างชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก จรรยาบรรณของนักวางแผนทางการเงินกำหนดให้ "รักษาข้อมูลของลูกค้าไว้เป็นความลับ" และจะไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าให้กับคนอื่นรู้ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกค้า และไม่ได้เป็นเพียงแค่จรรยาบรรณที่กำหนดขึ้นมาลอยๆ ให้ดูน่าเชื่อถือเท่านั้น แต่มีวิธีปฏิบัติอย่างละเอียดยิบเช่น
"แฟ้มเอกสารลูกค้าทั้งหมดต้องถูกเก็บใส่กุญแจไว้ในเวลากลางคืนและห้ามนำออกจากที่ทำการ เว้นแต่จะคืนให้กับลูกค้า"
"ในกรณีที่จัดเก็บเอกสารเป็นอิเล็กทรอนิกส์ไฟล์ ต้องกำหนดวิธีจำกัดเข้าถึงข้อมูล เช่น มีการใส่รหัสลับ (Password) เพื่อรักษาความลับของข้อมูลที่เก็บไว้ และการจัดทำ Backup File"
"ละเว้นการกล่าวถึงชื่อและเรื่องราวของลูกค้าในที่สาธารณะ ทั้งนี้รวมถึงในห้องรับรองแขกของที่ทำงานด้วย"
และยังมีข้อปฏิบัติในรายละเอียดอีกหลายข้อที่ทำให้สบายใจได้ว่า นักวางแผนทางการเงินจะสามารถรักษาความลับทางการเงินของเราได้เป็นอย่างดี
- "เราจะเชื่อนักวางแผนทางการเงินเหล่านี้ได้อย่างไร"
หลายๆ คนคิดว่าเราจะสามารถเชื่อคำแนะนำหรือคำปรึกษาของนักวางแผนทางการเงินเหล่านี้ได้อย่างไร อะไรคือสิ่งที่ทำให้เราเชื่อว่าสิ่งที่เค้าแนะนำนั้นถูกต้อง หรือแนะนำในสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ไม่ได้มั่วหรือยัดเยียดมาให้ ข้อสงสัยเหล่านี้ มักจะเกิดขึ้นหลังจากที่ได้ให้ข้อมูลทางการเงินแก่นักวางแผนทางการเงินไปหมดแล้ว แต่ข้อสงสัยนี้ก็จะค่อยๆ หมดหายไปเมื่อได้เห็น "รายงานทางการเงินส่วนตัว"
รายงานทางการเงินส่วนตัวจะบอกทุกอย่างเกี่ยวกับผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงิน ดังนั้น เมื่อได้เห็นแผนทางการเงินแล้ว ก็จะรู้ได้เลยว่า นักวางแผนทางการเงินได้จัดเตรียมทำการบ้านมาดีแค่ไหน นักวางแผนทางการเงินได้จัดทำรายงานสอดคล้องกับเป้าหมายและมีเหตุมีผลเพียงพอไหม ซึ่งสามารถตัดสินได้จากรายงานทางการเงินส่วนตัว
นักวางแผนทางการเงินจะได้รับการอบรมในการจัดการทำรายงานทางเงินส่วนตัว ผ่านทางการอบรมจากคุณวุฒิ CFP FcHFP หรือ RFC ตามที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ ในการอบรมจะสอนให้นักวางแผนทางการเงินคิดและคำนวนหาการค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในอนาคตตามหลักเกณฑ์สากลที่วางไว้ ในการอบรมยังสอนถึงการวิเคราะห์ การประยุกต์ รวมถึงการเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับแต่ละแผนงาน มีการทำ Workshop การแชร์เคสหรือการยกเคสเพื่อประกอบการศึกษา เพื่อให้นักวางแผนทางการเงินได้มีความเข้าใจและรู้แจ้งในการวางแผนการเงินอย่างแท้จริง
นักวางแผนทางการเงินที่ดีต้องหมั่นทบทวนความรู้ และศึกษาถึงกฏระเบียบ ข้อบังคับที่ออกมาใหม่ อยู่เสมอ การติดตามข่าวสาร การอบรมเพิ่มเติม เป็นสิ่งที่นักวางแผนทางการเงินต้องปฏิบัติอยู่เสมอ เพื่อเป็นการเพิ่มความรู้ให้แก่ตนเองและยังสามารถถ่ายทอดไปให้กับผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงินอีกด้วย
- "นักวางแผนทางการเงินเหล่านี้จะจริงใจให้คำปรึกษาที่เป็นกลางกับเราไหม"
หลายๆ คนมักจะสงสัยว่า นักวางแผนทางการเงินให้คำปรึกษากับเราอย่างเป็นกลางไหม จะรู้ได้อย่างไรว่าผลิตภัณฑ์การเงินที่นักวางแผนทางการเงินแนะนำนั้นมันดีต่อเราจริงๆ หรือมันเหมาะสมกับเราจริงๆ
การจริงใจให้คำปรึกษาถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกคนอยากได้รับ
ข้อสงสัยนี้จะเกิดขึ้นเมื่อผู้ต้องการวางแผนทางการเงิน ได้รับรายงานจากนักวางแผนทางการเงินแล้ว หรือเกิดขึ้นเมื่อนักวางแผนทางการเงินให้คำปรึกษาเสร็จแล้ว ผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงินก็ต้องชั่งใจว่าจะดำเนินแผนทางการเงินตามที่นักวางแผนทางการเงินเสนอมาไหม ข้อสงสัยนี้ก็หมดไปถ้านักวางแผนทางการเงินให้เหตุผลที่เหมาะสมอย่างเพียงพอต่อแผนทางการเงินที่เสนอ และให้คำปรึกษาที่เป็นชัดเจน มีหลักการตามทฤษฎีที่รองรับ มีเหตุมีผลตามหลักการวางแผนทางการเงินสากล
นักวางแผนทางการเงินที่ดีจะต้องเป็นกลาง ไม่โอนเอียงไปยังผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตัวเองชอบ จะต้องพูดถึงเหตุผลที่สมควรที่แนะนำให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินนั้นๆ มากกว่าจะเน้นที่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินตัวใดตัวหนึ่ง โดยไม่มีเหตุผลที่เหมาะสมมา support
ด้วยจรรยาบรรณของนักวางแผนทางการเงิน เชื่อว่าไม่มีนักวางแผนทางการเงินคนไหนจะไม่แนะนำสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงิน และที่สำคัญที่สุด ผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงิน จะเป็นคนที่ตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อผลิตภัณฑ์การเงินที่นักวางแผนทางการเงินนำเสนอ
- "นักวางแผนทางการเงินเหลานี้คิดค่าวางแผนเท่าใด และนักวางแผนทางการเงินจะได้รับอะไรตอบแทนเมื่อมีการวางแผนทางการเงิน"
หลายๆ คนมักจะลังเลและกังวลก่อนว่า การวางแผนทางการเงินนั้น ค่าธรรมเนียมคิดอย่างไร และค่าบริการคิดเป็นครั้งหรือคิดเป็นปี ข้อสงสัยนี้ทำให้ผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงินไม่กล้าที่จะถาม หรือถามแล้วกลัวว่าจะคิดในอัตราที่สูงจนรับไม่ได้ จนเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้การวางแผนทางการเงินไม่สามารถเกิดขึ้นสักที เพราะยังไม่ชัดเจนเรื่องเรื่องค่าบริการ
ในความเป็นจริง มีนักวางแผนทางการเงินที่คิดค่าบริการและไม่คิดค่าบริการ ค่าบริการนี้อาจรวมถึงการปรึกษาในครั้งแรก การปรึกษาในครั้งต่อๆ ไป รายงานทางการเงินส่วนบุคคล การบริการยื่นจดทะเบียน การบริการยื่นเรื่องแก่หน่วยงานราชการ การร่างสัญญา รวมถึงการซื้อผลิตภัณฑ์การเงินให้กับผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงิน
นักวางแผนทางการเงินที่ไม่คิดค่าบริการ
มีนักวางแผนทางการเงินจำนวนมากที่ไม่คิดค่าบริการ เพราะเหตุผลที่ว่า อาชีพวางแผนทางการเงินในประเทศนี้ยังไม่แพร่หลาย ยังไม่ค่อยมีคนรู้จัก ถ้านักวางแผนทางการเงินคิดค่าบริการแล้ว ก็คงไม่มีใครที่จะมาใช้บริการหรือมีก็อาจจะน้อย ซึ่งจะผิดความตั้งใจของนักวางแผนทางการเงินที่อยากจะให้ทุกคนมีการวางแผนทางการเงินที่ดี ดังนั้น นักวางแผนทางการเงินส่วนใหญ่ก็จะไม่คิดค่าบริการ
แล้วนักวางแผนทางการเงินจะได้รายได้มาจากไหน ในเมื่อไม่คิดค่าบริการ นักวางแผนทางการเงินจะได้รายได้จากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินแก่ผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงิน อาจจะอยู่ในรูปของค่าเปอร์เซนต์ ค่าคอมมิชชั่น หรือส่วนแบ่งแล้วแต่ที่ตกลงไว้กับทางโบกเกอร์ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันวินาศภัยต่างๆในแต่ละผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ซึ่งในส่วนนี้ก็จะเป็นรายได้ให้แก่นักวางแผนทางการเงิน ดังนั้น ผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงินก็จะได้สบายใจว่าสามารถปรึกษาได้ตลอดเวลา ไม่ต้องกังวลถึงค่าบริการอีก
นักวางแผนทางการเงินที่คิดค่าบริการ
นักวางแผนทางการเงินบางคน ได้มีการคิดค่าบริการแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มนักวางแผนการเงินจากต่างประเทศ เพราะอย่างที่กล่าวมาในข้างต้น งานที่ปรึกษาการเงินเป็นงานที่มีมานาน ได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับมากในต่างประเทศ จึงเป็นเรื่องสากลที่นักวางแผนการเงิน จะคิดค่าบริการ ค่าที่ปรึกษา ค่าธรรมเนียม อาจจะเป็นแบบเหมาจ่ายตามจำนวนครั้ง หรือคิดตามชั่วโมงที่ปรึกษา หรือคิดเป็นค่าทำรายงานวางแผนการเงินส่วนตัว นักวางแผนทางการเงินกลุ่มนี้ จะให้คำปรึกษาและจัดทำรายงานวางแผนทางการเงินส่วนตัว เมื่อมีการใช้บริการตรงนี้เกิดขึ้น ก็จะเก็บค่าบริการตามที่ตกลงกันไว้
แต่ถึงกระนั้น ค่าบริการที่เกิดขึ้นนี้ เมื่อรวมๆ แล้วอาจจะไม่มากกับกลุ่มคนที่ไม่มีเวลาที่จะวางแผนเงินตัวเอง เพราะกลุ่มคนเหล่านี้เชื่อว่าค่าบริการที่จ่ายให้แก่นักวางแผนทางการเงินนั้น มันเป็นรายจ่ายจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับสิ่งที่เค้าจะได้รับกลับมา สิ่งที่ได้รับกลับมา อาจให้ผลตอบแทนที่มากมาย และส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น คนกลุ่มนี้จึงเลือกที่จะจ่ายค่าบริการ
Saturday, December 22, 2012
Sunday, December 2, 2012
วางแผนการเงิน... เรื่องง่าย... ถ้าให้ "มืออาชีพดูแล" ตอนที่ 6
ขั้นตอนที่ 6
ทบทวนและปรับปรุงแผน
หลังจากที่ได้ปฏิบัติไปตามแผนทางการเงินที่วางไว้ได้ระยะหนึ่งแล้ว ต้องมีการทบทวนและปรับปรุงแผนทางการเงินที่วางไว้ให้สอดคล้องกับสถานกราณ์ในปัจจุบัน เพราะเมื่อวงจรชีวิตเปลี่ยนไป เช่น อายุมากขึ้น แต่งงาน มีลูก เกษียณ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยที่นอกเหนือการควบคุม เช่น ภาวะเศรษฐกิจและการลงทุน ผลกระทบจากการเมือง ภัยธรรมชาติต่อทรัพย์สิน หรืออุบัติเหตุโรคภัยไข้เจ็บ เป็นต้น แผนการเงินก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย การทบทวนแผนการเงินอาจทำปีละหนึ่งครั้งหรือปีละสองครั้งขึ้นกับชีวิตของแต่ละคน การหมั่นทบทวนแผนการเงินก็จะทำให้แผนการเงินรัดกุมยิ่งขึ้น สิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนอาจทำได้ทันท่วงที ลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้
6 ขั้นตอนสำหรับการวางแผนการเงิน ดูเหมือนว่า 6 ขั้นตอนนี้จะง่ายๆ แต่บางทีมันกลับไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับใครหลายๆ คน เพราะฉะนั้นอาจจะต้องพึ่ง นักวางแผนการเงินมืออาชีพ ให้เข้ามาจัดการให้ตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วจะรู้ว่าการวางแผนการเงินเป็นเรื่องที่ง่าย แค่ใช้มืออาชีพเข้าช่วย
ทบทวนและปรับปรุงแผน
หลังจากที่ได้ปฏิบัติไปตามแผนทางการเงินที่วางไว้ได้ระยะหนึ่งแล้ว ต้องมีการทบทวนและปรับปรุงแผนทางการเงินที่วางไว้ให้สอดคล้องกับสถานกราณ์ในปัจจุบัน เพราะเมื่อวงจรชีวิตเปลี่ยนไป เช่น อายุมากขึ้น แต่งงาน มีลูก เกษียณ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยที่นอกเหนือการควบคุม เช่น ภาวะเศรษฐกิจและการลงทุน ผลกระทบจากการเมือง ภัยธรรมชาติต่อทรัพย์สิน หรืออุบัติเหตุโรคภัยไข้เจ็บ เป็นต้น แผนการเงินก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย การทบทวนแผนการเงินอาจทำปีละหนึ่งครั้งหรือปีละสองครั้งขึ้นกับชีวิตของแต่ละคน การหมั่นทบทวนแผนการเงินก็จะทำให้แผนการเงินรัดกุมยิ่งขึ้น สิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนอาจทำได้ทันท่วงที ลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้
6 ขั้นตอนสำหรับการวางแผนการเงิน ดูเหมือนว่า 6 ขั้นตอนนี้จะง่ายๆ แต่บางทีมันกลับไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับใครหลายๆ คน เพราะฉะนั้นอาจจะต้องพึ่ง นักวางแผนการเงินมืออาชีพ ให้เข้ามาจัดการให้ตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วจะรู้ว่าการวางแผนการเงินเป็นเรื่องที่ง่าย แค่ใช้มืออาชีพเข้าช่วย
Coming together is a beginning,staying together is progress,and working together is success.
(การมาด้วยกันคือการเริ่มต้น การอยู่ด้วยกันคือการก้าวไปข้างหน้า และการทำงานร่วมกันคือความสำเร็จ)
(การมาด้วยกันคือการเริ่มต้น การอยู่ด้วยกันคือการก้าวไปข้างหน้า และการทำงานร่วมกันคือความสำเร็จ)
- Henry Ford -
วางแผนการเงิน... เรื่องง่าย... ถ้าให้ "มืออาชีพดูแล" ตอนที่ 5
ขั้นตอนที่ 5
ลงมือปฏิบัติ
ผ่านมาแล้ว 4 ขั้นตอน เมื่อมีการเตรียมทุกอย่างแล้ว ก็เหลืออย่างเดียว คือ ลงมือปฏิบัติ หลายคนบอกว่านี่เป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด และมีแนวโน้มที่จะล้มเหลวมากที่สุด คือการนำแผนการเงินที่ทำไว้แล้วนำไปปฏิบัติ โดยต้องทำตามแผนที่ได้วางไว้ว่าต้องปฏิบัติอะไรบ้าง กรอบเวลาใด เมื่อได้มีการเริ่มต้นแล้ว ทุกอย่างก็จะเดินตามแผนที่วางไว้ เป้าหมายการเงินที่วางไว้อย่างดี อย่างสวยงาม แผนการเงินที่กำหนดไว้อย่างรอบคอบ จะสำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับขั้นตอนนี้ ซึ่งไม่มีใครช่วยเราได้ นอกจากตัวเราเอง
Well done is better than well said.
(การลงมือทำดีกว่าคำพูดที่สวยหรู)
ลงมือปฏิบัติ
ผ่านมาแล้ว 4 ขั้นตอน เมื่อมีการเตรียมทุกอย่างแล้ว ก็เหลืออย่างเดียว คือ ลงมือปฏิบัติ หลายคนบอกว่านี่เป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด และมีแนวโน้มที่จะล้มเหลวมากที่สุด คือการนำแผนการเงินที่ทำไว้แล้วนำไปปฏิบัติ โดยต้องทำตามแผนที่ได้วางไว้ว่าต้องปฏิบัติอะไรบ้าง กรอบเวลาใด เมื่อได้มีการเริ่มต้นแล้ว ทุกอย่างก็จะเดินตามแผนที่วางไว้ เป้าหมายการเงินที่วางไว้อย่างดี อย่างสวยงาม แผนการเงินที่กำหนดไว้อย่างรอบคอบ จะสำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับขั้นตอนนี้ ซึ่งไม่มีใครช่วยเราได้ นอกจากตัวเราเอง
Well done is better than well said.
(การลงมือทำดีกว่าคำพูดที่สวยหรู)
- Benjamin Franklin -
Monday, November 26, 2012
วางแผนการเงิน... เรื่องง่าย... ถ้าให้ "มืออาชีพดูแล" ตอนที่ 4
ขั้นตอนที่ 4
การจัดทำแผนทางการเงิน
ผ่านไป 3 ขั้นตอนแล้ว ทวนกันอีกทีนึง ขั้นตอนแรก "กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์" ขั้นตอนที่สอง "รวบรวมข้อมูลทางการเงิน" ขั้นตอนที่สาม "วิเคราะห์และประเมินสถานะทางการเงิน" เมื่อดำเนินมาถึงสามขั้นตอนนี้แล้ว เราก็จะทราบว่า เป้าหมายที่ต้องการกับสินทรัพย์ที่มีอยู่มันสอดคล้องตรงกันแค่ไหน และเมื่อวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ทางการเงินแล้ว ก็จะทำให้รู้ว่าเงินจะเข้ามาเมื่อไรและจะออกเมื่อไร ก็จะสามารถวางแผนและจัดทำแผนการเงินได้ ดังนั้นขั้นตอนที่ 4 คือ "การจัดทำแผนทางการเงิน" การวางแผนการเงินในด้านต่างๆ ซึ่งมีทั้งหมด 6 ด้าน ได้แก่
1. การวางแผนรายรับรายจ่าย
ในด้านนี้จะเป็นการวางแผนค่าใช้จ่าย การออมเงิน บริหารรายได้และรายจ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการบริหารจัดการหนี้ การรีไฟแนนส์ การปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ เพื่อให้ลดต้นทุนทางด้านดอกเบี้ยและบรรลุเป้าหมายได้เร็วยิ่งขึ้น หย่นระยะเวลาการจ่ายหนี้ลง การวางแผนรายรับรายจ่ายจะทำให้ทราบถึงสภาพคล่องของเงินที่มีอยู่ว่าควรจะเก็บออมเท่าไรและในรูปแบบใด การวางแผนรายรับรายจ่ายจึงเป็นแผนที่ทุกคนควรมีการวางไว้ ไม่ว่าจะรวยหรือจนก็ต้องมีการวางแผนรายรับรายจ่าย จะได้ทราบถึงการเงินของตัวเอง
2. การบริหารความเสี่ยงและการวางแผนประกันภัย
การบริหารความเสี่ยงโดยการโอนย้ายความเสี่ยงไปยังบุคคลที่สาม เป็นการป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับตัวเราแทนที่เราจะรับความเสี่ยงไว้ที่เราเอง การวางแผนบริหารความเสี่ยงและความเสียหายที่จะเกิดขึ้น โดยหลักการในการทำประกัน คือ ประกันบุคคลที่เป็นแรงสำคัญในการทำงานหาเงินเข้าครอบครัว และสินทรัพย์ที่อยู่อาศัย ร้านค้า ที่มีผลต่อการทำงาน ถ้าเกิดกรณีที่ไม่คาดคิด กิจการหรือครอบครัวก้จะยังสามารถดำเนินต่อไปได้ เปรียบเสมือนว่าไม่มีผลกระทบต่อกิจการนั้นๆ
3. การวางแผนภาษี
การวางแผนทางภาษี ไม่ใช่วางแผนเพื่อจะหลบเลี่ยงภาษี เพียงแต่วางแผนเพื่อที่จะลดภาระทางภาษีตามสิทธิประโยชน์ที่กำหนดตามกฎหมาย เป็นการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ภาครัฐมีให้อย่างเต็มที่ ครบถ้วนและถูกต้องต้องตามกฏหมาย ทำให้สามารถประหยัดภาษีและนำเงินที่ประหยัดจากภาษีนี้ไปลงทุนเพิ่มเติมได้ การวางแผนภาษีที่ดีจะเปรียบเสมือนว่ามีเงินออมเพิ่มมากขึ้น การเปลี่ยนภาษีให้เป็นเงินออม เงินไม่หายไปไหนและบางทีก็ยังได้ผลตอบแทนจากการวางแผนภาษีอีกด้วย
4. การวางแผนการลงทุน
เพือให้เงินทำงานและได้รับผลตอบแทนจากการทำงานของเงิน จะต้องมีการวางแผนการลงทุน เพื่อให้เราสามารถจัดสรรเงินไปลงทุนในทางเลือกต่างๆ ที่เหมาะสม เช่น ลงทุนในหุ้น ลงทุนในตราสารหนี้ เป็นต้น และต้องจัดสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมตามความเสี่ยงที่รับได้ ควรมีการกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์หลากหลายประเภทเพื่อกระจายความเสี่ยง และควรลงทุนให้สอดคล้องเป้าหมายที่วางไว้ เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่กำหนดไว้ การลงทุนจะต้องมองไปถึงเงินที่จะได้รับในอนาคตว่า เงินจะออกมาตรงกับช่วงเวลาที่เราต้องการใช้เงินไหม และยังต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจจะไม่ได้รับผลตอบตามที่คาดหวังไว้ ซึ่งจะทำให้เป้าหมายทางการเงินไม่บรรลุและการแก้ไขก็จะยากขึ้น เสี่ยงต่อการขาดเงินในอนาคตได้ ดังนั้นการวางแผนการลงทุนจึงเป็นที่สิ่งคัญ ควรทำหลังจากที่เราพร้อมในด้านอื่นๆ แล้ว จึงค่อยมาวางแผนลงทุน
5. การวางแผนเพื่อวัยเกษียณ
เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับชีวิตหลังจากเกษียณอายุซึ่งไม่มีรายได้ประจำ โดยมีสินทรัพย์ที่สร้างรายได้จำนวนมากพอสำหรับค่าใช้จ่ายในวัยเกษียณ โดยที่ไม่เป็นภาระของลูกหลานและสังคม ทั้งนี้หลักการเบื้องต้นของการวางแผนเพื่อวัยเกษียณ คือ การเริ่มต้นออมตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งจะดีกว่าการเริ่มต้นเมื่อมีอายุมาก เนื่องจากการออมที่เริ่มต้นเร็วจะสามารถให้ผลตอบแทนมากกว่า หลายๆ คนอาจพึ่งแต่เงินบำนาญที่ได้จากเงินสำรองเลี้ยงชีพ หรือเงินทดแทนสำหรับพนักงานอย่างเดียว ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอ เนื่องจากมีจำนวนที่จะได้รับไม่มากนักและบางครั้งก็ไม่แน่นอนว่าจะได้รับครบตามที่หวัง ที่สำคัญก็คือในอนาคตนั้น ค่าของเงินจะลดค่าลงเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อ ทำให้ต้องมีการวางแผนการเงินเพื่อเกษียณอายุ
6. การวางแผนมรดก
เป็นการวางแผนกระจายความมั่งคั่งให้กับทายาทรุ่นต่อไป หรือวางแผนมอบมรดกให้เป็นสาธรณกุศล แล้วแต่จุดประสงค์ของเจ้าของทรัพย์สิน คนส่วนมากมักคิดว่าการวางแผนมรดกเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น เพราะไม่มีทรัพย์สินจำนวนมาก และคิดว่าเป็นเรื่องของผู้สูงอายุเท่านั้น จึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับการวางแผนมรดก การทำพินัยกรรมเปรียบเสมือนคำสั่งสุดท้าย เพื่อให้แน่ใจว่าทรัพย์สินหรือความมั่งคั่งจะได้รับการส่งต่อให้กับคนที่ต้องการมอบให้ ซึ่งอาจจะนอกเหนือจากลำดับทายาทที่กฏหมายกำหนดไว้
การจัดทำแผนทางการเงิน
ผ่านไป 3 ขั้นตอนแล้ว ทวนกันอีกทีนึง ขั้นตอนแรก "กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์" ขั้นตอนที่สอง "รวบรวมข้อมูลทางการเงิน" ขั้นตอนที่สาม "วิเคราะห์และประเมินสถานะทางการเงิน" เมื่อดำเนินมาถึงสามขั้นตอนนี้แล้ว เราก็จะทราบว่า เป้าหมายที่ต้องการกับสินทรัพย์ที่มีอยู่มันสอดคล้องตรงกันแค่ไหน และเมื่อวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ทางการเงินแล้ว ก็จะทำให้รู้ว่าเงินจะเข้ามาเมื่อไรและจะออกเมื่อไร ก็จะสามารถวางแผนและจัดทำแผนการเงินได้ ดังนั้นขั้นตอนที่ 4 คือ "การจัดทำแผนทางการเงิน" การวางแผนการเงินในด้านต่างๆ ซึ่งมีทั้งหมด 6 ด้าน ได้แก่
1. การวางแผนรายรับรายจ่าย
ในด้านนี้จะเป็นการวางแผนค่าใช้จ่าย การออมเงิน บริหารรายได้และรายจ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการบริหารจัดการหนี้ การรีไฟแนนส์ การปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ เพื่อให้ลดต้นทุนทางด้านดอกเบี้ยและบรรลุเป้าหมายได้เร็วยิ่งขึ้น หย่นระยะเวลาการจ่ายหนี้ลง การวางแผนรายรับรายจ่ายจะทำให้ทราบถึงสภาพคล่องของเงินที่มีอยู่ว่าควรจะเก็บออมเท่าไรและในรูปแบบใด การวางแผนรายรับรายจ่ายจึงเป็นแผนที่ทุกคนควรมีการวางไว้ ไม่ว่าจะรวยหรือจนก็ต้องมีการวางแผนรายรับรายจ่าย จะได้ทราบถึงการเงินของตัวเอง
2. การบริหารความเสี่ยงและการวางแผนประกันภัย
การบริหารความเสี่ยงโดยการโอนย้ายความเสี่ยงไปยังบุคคลที่สาม เป็นการป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับตัวเราแทนที่เราจะรับความเสี่ยงไว้ที่เราเอง การวางแผนบริหารความเสี่ยงและความเสียหายที่จะเกิดขึ้น โดยหลักการในการทำประกัน คือ ประกันบุคคลที่เป็นแรงสำคัญในการทำงานหาเงินเข้าครอบครัว และสินทรัพย์ที่อยู่อาศัย ร้านค้า ที่มีผลต่อการทำงาน ถ้าเกิดกรณีที่ไม่คาดคิด กิจการหรือครอบครัวก้จะยังสามารถดำเนินต่อไปได้ เปรียบเสมือนว่าไม่มีผลกระทบต่อกิจการนั้นๆ
3. การวางแผนภาษี
การวางแผนทางภาษี ไม่ใช่วางแผนเพื่อจะหลบเลี่ยงภาษี เพียงแต่วางแผนเพื่อที่จะลดภาระทางภาษีตามสิทธิประโยชน์ที่กำหนดตามกฎหมาย เป็นการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ภาครัฐมีให้อย่างเต็มที่ ครบถ้วนและถูกต้องต้องตามกฏหมาย ทำให้สามารถประหยัดภาษีและนำเงินที่ประหยัดจากภาษีนี้ไปลงทุนเพิ่มเติมได้ การวางแผนภาษีที่ดีจะเปรียบเสมือนว่ามีเงินออมเพิ่มมากขึ้น การเปลี่ยนภาษีให้เป็นเงินออม เงินไม่หายไปไหนและบางทีก็ยังได้ผลตอบแทนจากการวางแผนภาษีอีกด้วย
4. การวางแผนการลงทุน
เพือให้เงินทำงานและได้รับผลตอบแทนจากการทำงานของเงิน จะต้องมีการวางแผนการลงทุน เพื่อให้เราสามารถจัดสรรเงินไปลงทุนในทางเลือกต่างๆ ที่เหมาะสม เช่น ลงทุนในหุ้น ลงทุนในตราสารหนี้ เป็นต้น และต้องจัดสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมตามความเสี่ยงที่รับได้ ควรมีการกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์หลากหลายประเภทเพื่อกระจายความเสี่ยง และควรลงทุนให้สอดคล้องเป้าหมายที่วางไว้ เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่กำหนดไว้ การลงทุนจะต้องมองไปถึงเงินที่จะได้รับในอนาคตว่า เงินจะออกมาตรงกับช่วงเวลาที่เราต้องการใช้เงินไหม และยังต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจจะไม่ได้รับผลตอบตามที่คาดหวังไว้ ซึ่งจะทำให้เป้าหมายทางการเงินไม่บรรลุและการแก้ไขก็จะยากขึ้น เสี่ยงต่อการขาดเงินในอนาคตได้ ดังนั้นการวางแผนการลงทุนจึงเป็นที่สิ่งคัญ ควรทำหลังจากที่เราพร้อมในด้านอื่นๆ แล้ว จึงค่อยมาวางแผนลงทุน
5. การวางแผนเพื่อวัยเกษียณ
เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับชีวิตหลังจากเกษียณอายุซึ่งไม่มีรายได้ประจำ โดยมีสินทรัพย์ที่สร้างรายได้จำนวนมากพอสำหรับค่าใช้จ่ายในวัยเกษียณ โดยที่ไม่เป็นภาระของลูกหลานและสังคม ทั้งนี้หลักการเบื้องต้นของการวางแผนเพื่อวัยเกษียณ คือ การเริ่มต้นออมตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งจะดีกว่าการเริ่มต้นเมื่อมีอายุมาก เนื่องจากการออมที่เริ่มต้นเร็วจะสามารถให้ผลตอบแทนมากกว่า หลายๆ คนอาจพึ่งแต่เงินบำนาญที่ได้จากเงินสำรองเลี้ยงชีพ หรือเงินทดแทนสำหรับพนักงานอย่างเดียว ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอ เนื่องจากมีจำนวนที่จะได้รับไม่มากนักและบางครั้งก็ไม่แน่นอนว่าจะได้รับครบตามที่หวัง ที่สำคัญก็คือในอนาคตนั้น ค่าของเงินจะลดค่าลงเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อ ทำให้ต้องมีการวางแผนการเงินเพื่อเกษียณอายุ
6. การวางแผนมรดก
เป็นการวางแผนกระจายความมั่งคั่งให้กับทายาทรุ่นต่อไป หรือวางแผนมอบมรดกให้เป็นสาธรณกุศล แล้วแต่จุดประสงค์ของเจ้าของทรัพย์สิน คนส่วนมากมักคิดว่าการวางแผนมรดกเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น เพราะไม่มีทรัพย์สินจำนวนมาก และคิดว่าเป็นเรื่องของผู้สูงอายุเท่านั้น จึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับการวางแผนมรดก การทำพินัยกรรมเปรียบเสมือนคำสั่งสุดท้าย เพื่อให้แน่ใจว่าทรัพย์สินหรือความมั่งคั่งจะได้รับการส่งต่อให้กับคนที่ต้องการมอบให้ ซึ่งอาจจะนอกเหนือจากลำดับทายาทที่กฏหมายกำหนดไว้
Money isn't the most important thing in life, but it's reasonably close to oxygen on the "gotta have it" scale.
(เงินไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต แต่ก็เหมือนออกซิเจนที่จำเป็นต้องมีมัน)
Monday, October 8, 2012
วางแผนการเงิน... เรื่องง่าย... ถ้าให้ "มืออาชีพดูแล" ตอนที่ 3
ขั้นตอนที่ 3
วิเคราะห์และประเมินสถานะการเงิน
เมื่อได้ข้อมูลทางการเงินทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็จะเป็นการคำนวน นำข้อมูลที่ได้มา "วิเคราะห์และประเมินสถานะการเงิน" เพื่อดูว่าฐานะการเงินในปัจจุบันเป็นอย่างไร ที่คิดว่ารวยนั้น รวยจริงแค่ไหน หรือที่คิดว่าเงินไม่ค่อยมีนั้น ไม่ค่อยมีจริงหรือเปล่า

วิธีการประเมินจะทำโดยการทำงบดุลและงบกระแสเงินสด จากนั้นก็วิเคราะห์โครงสร้างทางการเงิน และวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน
งบดุล ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ
1. สินทรัพย์ที่เราเป็นเจ้าของ คือ ทรัพย์สินต่างๆ ของเรา ตั้งแต่เงินสด เงินฝาก บ้าน รถยนตร์ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องประดับต่างๆ เป็นต้น โดยต้องประเมินมูลค่าตามราคาตลาดขณะนั้น
2. หนี้สิน คือ เงินที่เราไปกู้ยืมคนอื่นและต้องจ่ายคืนในอนาคต ทั้งหนี้ส่วนตัวและหนึ้ของครอบครัว เช่นหนี้จากการซื้อสินค้าเงินผ่อน หนี้บัตรเครดิต หนี้เงินกู้ธนาคาร หนี้ซื้อผ่อนบ้าน หนี้ผ่อนรถยนตร์ เป็นต้น โดยมีหนี้อยู่ที่ไหน ค้างชำระอยู่เท่าไร ให้ใส่ไปในงบดุล
3. ส่วนของเจ้าของ คือ สินทรัพย์ที่เหลือหลังจากหักหนี้สินที่มีอยู่ทั้งหมดออกไปแล้ว ซึ่งส่วนนี้จะบอกได้ว่า "ความมั่นคงที่แท้จริง" ของเราเป็นอย่างไร มีมากมีน้อยแค่ไหน ถ้ามีมากก็แปลว่าเราจะสามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้ง่ายขึ้น
งบรายรับและรายจ่าย ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ
1. รายรับ คือเงินสดที่ได้รับเข้ามา ซึ่งอาจจะมาจากหลายทาง เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส ค่าคอมมิชชั่น เงินปันผล ดอกเบี้ย เงินรับค่ากรมธรรม์ประกันชีวิต เงินบำเหน็จบำนาญ กองทุนเลี้ยงชีพ เงินจากการขายทรัพย์สิน และเงินรางวัล
2. รายจ่าย คือเงินสดที่จ่ายออกไป ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน การซื้อทรัพย์สินต่างๆ และการชำระหนี้ ซึ่งมีทั้งรายจ่ายที่มีจำนวนแน่นอนในทุกๆ เดือน เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ แต่บางรายการก็ไม่แน่นอน เช่น ค่ารถ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เนต เป็นต้น
หลังจากนั้นให้นำรายรับลบออกด้วยรายจ่าย ส่วนที่เหลือจะบอกได้ว่า "กระแสเงินสด" ในแต่ละเดือนของเราเป็นอย่างไร เหลือเฟือหรือตึงตัว โดยหากกระแสเงินสดเหลือมาก ก็แปลว่าเรามีโอกาสที่จะเก็บออมเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้มากขึ้น แต่ถ้าเงินขาดมือก็จำเป็นต้องลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หรือต้องหารายได้เพิ่มขึ้น
วิเคราะห์และประเมินสถานะการเงิน
เมื่อได้ข้อมูลทางการเงินทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็จะเป็นการคำนวน นำข้อมูลที่ได้มา "วิเคราะห์และประเมินสถานะการเงิน" เพื่อดูว่าฐานะการเงินในปัจจุบันเป็นอย่างไร ที่คิดว่ารวยนั้น รวยจริงแค่ไหน หรือที่คิดว่าเงินไม่ค่อยมีนั้น ไม่ค่อยมีจริงหรือเปล่า
วิธีการประเมินจะทำโดยการทำงบดุลและงบกระแสเงินสด จากนั้นก็วิเคราะห์โครงสร้างทางการเงิน และวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน
งบดุล ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ
1. สินทรัพย์ที่เราเป็นเจ้าของ คือ ทรัพย์สินต่างๆ ของเรา ตั้งแต่เงินสด เงินฝาก บ้าน รถยนตร์ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องประดับต่างๆ เป็นต้น โดยต้องประเมินมูลค่าตามราคาตลาดขณะนั้น
2. หนี้สิน คือ เงินที่เราไปกู้ยืมคนอื่นและต้องจ่ายคืนในอนาคต ทั้งหนี้ส่วนตัวและหนึ้ของครอบครัว เช่นหนี้จากการซื้อสินค้าเงินผ่อน หนี้บัตรเครดิต หนี้เงินกู้ธนาคาร หนี้ซื้อผ่อนบ้าน หนี้ผ่อนรถยนตร์ เป็นต้น โดยมีหนี้อยู่ที่ไหน ค้างชำระอยู่เท่าไร ให้ใส่ไปในงบดุล
3. ส่วนของเจ้าของ คือ สินทรัพย์ที่เหลือหลังจากหักหนี้สินที่มีอยู่ทั้งหมดออกไปแล้ว ซึ่งส่วนนี้จะบอกได้ว่า "ความมั่นคงที่แท้จริง" ของเราเป็นอย่างไร มีมากมีน้อยแค่ไหน ถ้ามีมากก็แปลว่าเราจะสามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้ง่ายขึ้น
งบรายรับและรายจ่าย ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ
1. รายรับ คือเงินสดที่ได้รับเข้ามา ซึ่งอาจจะมาจากหลายทาง เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส ค่าคอมมิชชั่น เงินปันผล ดอกเบี้ย เงินรับค่ากรมธรรม์ประกันชีวิต เงินบำเหน็จบำนาญ กองทุนเลี้ยงชีพ เงินจากการขายทรัพย์สิน และเงินรางวัล
2. รายจ่าย คือเงินสดที่จ่ายออกไป ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน การซื้อทรัพย์สินต่างๆ และการชำระหนี้ ซึ่งมีทั้งรายจ่ายที่มีจำนวนแน่นอนในทุกๆ เดือน เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ แต่บางรายการก็ไม่แน่นอน เช่น ค่ารถ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เนต เป็นต้น
หลังจากนั้นให้นำรายรับลบออกด้วยรายจ่าย ส่วนที่เหลือจะบอกได้ว่า "กระแสเงินสด" ในแต่ละเดือนของเราเป็นอย่างไร เหลือเฟือหรือตึงตัว โดยหากกระแสเงินสดเหลือมาก ก็แปลว่าเรามีโอกาสที่จะเก็บออมเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้มากขึ้น แต่ถ้าเงินขาดมือก็จำเป็นต้องลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หรือต้องหารายได้เพิ่มขึ้น
A quitter never wins and a winner never quits.
(ผู้ล้มเลิกไม่เคยชนะ ผู้ชนะไม่เคยล้มเลิก)
- Napoleon Hill -
(ผู้ล้มเลิกไม่เคยชนะ ผู้ชนะไม่เคยล้มเลิก)
- Napoleon Hill -
Friday, September 7, 2012
วางแผนการเงิน... เรื่องง่าย... ถ้าให้ "มืออาชีพดูแล" ตอน 2
ขั้นตอนที่ 2
รวบรวมข้อมูลทางการเงิน และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
หลังจากตั้งเป้าหมายแล้ว เราก็ต้องหันมามองตัวเองว่า เรามีอะไรบ้าง ณ ปัจจุบันนี้ เรามีทรัพย์สิน สินทรัพย์อะไรบ้าง ขั้นตอนนี้จะเรียกว่า "Fact Finding" นั่นคือการหาข้อมูล รวมรวบข้อมูลของตัวเอง

ขั้นตอนนี้อาจจะดูเหมือนง่า ย แต่สำหรับบางคนแล้วมันไม่ง่ ายเลย เพราะเชื่อว่าบางคนยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตอนนี้มีทรัพ ย์สินอะไรบ้าง หรือบางคนก็มีทรัพย์สินมากม ายจนกระจัดกระจาย เก็บไว้กันคนละที่ หรือมีก็ลืมไปแล้ว
ขั้นตอนนี้จึงต้องใช้เวลาใน การรวบรวมทรัพย์สินสักหน่อย เช่น เช็คดูว่า พอร์ตลงทุน ณ ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง มีการถือหุ้น กองทุน LTF RMF พันธบัตรรัฐบาล กบข.อยู่เท่าไร กรมธรรม์ประกันชีวิตมีอยู่กี่ฉบับ ฉบับไหนคุ้มครองอะไรบ้าง มีเงินคืนเมื่อไร และทรัพย์สินทั้งหมดนี้คิดเ ป็นมูลค่าเท่าไรแล้วในปัจจุ บัน
นอกจากทรัพย์สินแล้ว ยังต้องดูว่ามีภาระหนี้ไหม มูลค่าหนี้เหลือกี่บาท ดอกเบี้ยเงินกู้เท่าไร และจะครบกำหนดชำระเมื่อใด มีการป้องกันความเสี่ยงกับผู้กู้บ้างไหม
การได้ข้อมูลที่ครบถ้วน ละเอียดและถูกต้องตามความเป็นจริง ก็จะทำให้การวางแผนการเงินได้ถูก ต้อง ไม่ผิดพลาด เพราะถ้าหากข้อมูลที่รวบรวม มามีความผิดพลาด ก็จะส่งผลให้การวางแผนการเงินในขั้นตอนต่อๆ ไปผิดพลาดไปด้วย และเท่ากับว่าสิ่งที่ทำไปทั้งหมดเสียเวลาเปล่า
The secret of success in life is to be ready for your opportunity when it comes.
(ความลับ ของความสำเร็จคือเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอสำหรับโอกาสที่มาถึง)
รวบรวมข้อมูลทางการเงิน และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
หลังจากตั้งเป้าหมายแล้ว เราก็ต้องหันมามองตัวเองว่า
ขั้นตอนนี้อาจจะดูเหมือนง่า
ขั้นตอนนี้จึงต้องใช้เวลาใน
นอกจากทรัพย์สินแล้ว ยังต้องดูว่ามีภาระหนี้ไหม มูลค่าหนี้เหลือกี่บาท ดอกเบี้ยเงินกู้เท่าไร และจะครบกำหนดชำระเมื่อใด มีการป้องกันความเสี่ยงกับผู้กู้บ้างไหม
การได้ข้อมูลที่ครบถ้วน ละเอียดและถูกต้องตามความเป็นจริง ก็จะทำให้การวางแผนการเงินได้ถูก
The secret of success in life is to be ready for your opportunity when it comes.
(ความลับ ของความสำเร็จคือเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอสำหรับโอกาสที่มาถึง)
-- Benjamin Disraeli --
Saturday, August 25, 2012
วางแผนการเงิน... เรื่องง่าย... ถ้าให้ "มืออาชีพดูแล" ตอนที่ 1
ได้วางแผนการเงินให้กับหลายๆ คน ส่วนใหญ่ก็รู้กันว่าการวางแ ผนการเงินนั้นเป็นเรื่องที่สำคั ญ อีกทั้งยังรู้ว่าถ้าไม่มีการวาง แผนการเงินที่ดี หรือบริหารเงินที่ดี ก็จะเกิดปัญหาขึ้นมาแน่ๆ พอเมื่อได้ถามว่า แล้วอย่างนี้ได้มีการวางแผนการเ งินอย่างจริงจังบ้างไหม ส่วนใหญ่ก็ตอบว่า "ไม่เคย" หรือเคยแล้ว แต่เลิกไปแล้ว
โดยให้เหตุผลว่า ซับซ้อน ยุ่งยาก เสียเวลา และที่ทำไปก็ไม่รู้ว่าถูกหรือเป ล่า
เรื่องแบบนี้ทำให้คนท้อและไม่อยากที่จะเริ่มวางแผนการเงินแท้ที่จริงแล้วการวางแผนการเงิน นั้น มันไม่ได้ยุ่งยาก ซับซ้อน หรือเสียเวลา แต่มันมีขั้นตอนตามหลักวิชาการที่เ ค้าทำกันมานานแล้ว และยอมรับตามหลักสากล
การวางแผนการเงินส่วนบุคคลที่ถู กต้องตามหลักจะมีอยู่ 6 ขั้นตอนคือ
ขั้นตอนที่ 1
กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสง ค์ทางการเงิน
ชีวิตคนเราต้องมีเป้าหมาย เป้าหมายมีไว้พุ่งชน เราควรทราบเป้าหมายของตัวเอ งก่อนว่า เป้าหมายเราคืออะไร ต้องใช้เงินเท่าไร และที่สำคัญเป้าหมายนั้นจะต้องบรรลุหรือสำเร็จเมื่อใด
ซึ่งเป้าหมายก็จะแบ่งออกเป็ น
3 ช่วงคือสั้น กลางและยาว
เป้าหมายระยะสั้นคือ สิ่งที่อยากทำให้เร็วๆ นี้
เช่น จะไปเที่ยวต่างประเทศ จะซื้อรถใหม่ หรือ จะแต่งงาน เป็นต้น
เป้าหมายระยะสั้นจะเกิดขึ้น ภายใน 0 - 2 ปีนี้
เป้าหมายระยะกลาง คือ สิ่งที่อยากทำในอีกระยะเวลา หนึ่ง เป้าหมายนี้อาจต้องใช้เวลาใ นการออมเงิน สะสมเงินก่อน หรือรอเวลาที่เหมาะสมจึงจะส ามารถทำเป้าหมายนี้ได้ เช่น จะไปเรียนต่อเมืองนอก ลูกจะเข้าโรงเรียน หรือ จะซื้อบ้านใหม่ เป้าหมายระยะกลางจะเกิดขึ้น ภายใน 3 - 10 ปีนี้
เป้าหมายระยะยาว คือ สิ่งที่อยากทำในอีกภายภาคหน้า อาจจะเป็นตอนที่แก่แล้ว หรือ เกษียณแล้ว เช่น ชีวิตหลังเกษียณ หรือส่งลูกเรียนต่อเมืองนอก เป้าหมายระยะยาวจะเกิดขึ้นอีก 10 หรือ 20 ปีขึ้นไป
แต่ไม่ว่าเป้าหมายจะเป็นระย ะใดก็ตาม การตั้งเป้าหมายเป็นสิ่งที่ สำคัญมากเพราะการตั้งเป้าหม ายต้องชัดเจน ต้องสามารถวัดผลเป็นจำนวนเงิน เป็นระยะเวลาได้ ต้องเป็นไปได้ สมเหตุสมผล และมีระยะเวลากำหนดชัดเจน
เช่น ความแตกต่างระหว่างสองคนที่ ฝันอยากมีบ้านเหมือนกัน โดยคนแรกบอกว่า "อยากมีบ้านเป็นของตัวเองสั กหลัง" ขณะที่คนที่สองบอกว่า "ต้องการซื้อบ้านราคา 2 ล้านภายในเวลา 3 ปี" ไม่มีใครรู้ว่าทั้งสองคนจะส ามารถมีบ้านได้อย่างที่ฝันไ หม แต่ที่แน่ๆ คนที่สองนั้นมีความฝันที่จริงจังและชัดเจนมากกว่าคนแรก เพราะการตั้งเป้าหมายของเค้ าชัดเจนกว่า
A goal properly set is halfway reached.
(การตั้งเป้าหมายที่ดี เท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง)
Subscribe to:
Posts (Atom)



