Friday, December 4, 2015
Sunday, February 22, 2015
สรุปการเปลี่ยนแปลงภาษีของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล ตอนที่ 2
ในตอนที่แล้วได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคล ในตอนนี้จะมาดูว่าแล้วเราจะลงบัญชีรายรับ-จ่ายกันอย่างไร
บัญชีรายรับ-จ่ายเป็นส่วนที่เพิ่มขึ้นมาในการยื่นภาษีของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคล จะยื่นแนบเพียงครั้งเดียวต่อปีไปกับภงด. 90 (ไม่ต้องยื่นแนบกับ ภงด. 94 ในกลางปี) บัญชีรายรับ-จ่ายจะแสดงถึงกระแสเงิน (Cash Flow) ที่ใช้ในกิจการ เป็นการบันทึกบัญชีแบบง่ายเพื่อใช้ภายในกิจการ ไม่เน้นการเก็บบิลหรือใบเสร็จ เสมือนการลงรายรับรายจ่ายของครัวเรือน
การอธิบายวิธีการลงบัญชีรายรับ-จ่ายนั้น จะขอยกจากตัวอย่างนะคะ ขอย้อนกลับไปในตอนแรกที่ได้ยกตัวอย่างห้างหุ้นส่วนสามัญเอบีการแพทย์นะคะ สมมติว่าห้างหุ้นส่วนมีการเสียภาษีดังนี้
การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์
รายได้ จากกิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิก 1,000,000
หักค่าใช้จ่าย โดยเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา (ร้อยละ 60%) 600,000
คงเหลือ เงินได้หลังการหักค่าใช้จ่าย 400,000
หักค่าลดหย่อน ค่าลดหย่อนของห้างหุ้นส่วนสามัญ 60,000
คงเหลือ เงินได้สุทธิ 340,000
ภาษีที่ต้องจ่าย อัตราภาษีแบบก้าวหน้า (ตกในฐาน 10%) 11,500
มี 3 กรณีที่เกี่ยวข้องกับการลงบัญชีรายรับ-จ่าย ที่จะยื่นต่อสรรพากร
กรณีที่ 1 ไม่มีภาษีหัก ณ ที่จ่ายแต่ต้องการจะแบ่งส่วนกำไรให้หมด ไม่ต้องเหลือไปถึงปีหน้า ควรจะลงบัญชีอย่างไร
กรณีที่ 2 ถ้ามีภาษีหัก ณ ที่จ่าย เกินกว่าภาษีที่ต้องจ่าย (ได้เงินภาษีคืน) ควรจะอย่างบัญชีอย่างไร
กรณีที่ 3 ถ้ามีภาษีหัก ณ ที่จ่าย น้อยกว่าภาษีที่ต้องจ่าย (ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม) ควรจะลงบัญชีอย่างไร
บัญชีรายรับ-จ่ายที่จะยื่นแนบไปกับภงด. 90 นั้น เพื่อป้องกันความสับสน ควรเข้าใจไว้ก่อนว่าบัญชีนี้คือ รายรับรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงๆ เป็น Cash Flow ของคณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญนั้นๆ และการทำบัญชีรายรับ-จ่ายเพื่อยื่นสรรพากรนี้ก็เป็นบัญชีแค่ช่วงเวลาตั้งแต่ 1 มค. ถึง 31 ธค. ของปีที่เราจะต้องยื่นภาษี ดังนั้นบางรายจ่ายที่อาจไม่ได้จ่ายในช่วงระยะเวลาของปีนี้ ก็ต้องไปลงบัญชีของปีหน้า ลองดูกรณีที่ 1 นะคะ
กรณีที่ 1 ถ้าตามตัวอย่างของห้างหุ้นส่วนเอบีการแพทย์ ถ้าหุ้นส่วนต้องการแบ่งส่วนแบ่งกำไรทั้งหมด ไม่ต้องการที่จะมีเงินเหลือเลย จะต้องลงบัญชีตามนี้
กรณีที่ 1 สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ ปี 2557
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน 0 (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค 1,000,000 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง 470,000 (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ (1)+(2)-(3) = 530,000
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน 518,500
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป 11,500
จะเห็นได้ว่า ห้างหุ้นส่วนสามารถแบ่งกำไรออกมาได้แค่ 518,000 เท่านั้น เพราะเงินจำนวน 11,500 ต้องเอาไปจ่ายภาษีในอีกปีหน้า (ถ้ายอดเงินเหลือ เหลือเท่ากับ 0 แล้วในเดือนมีค. ปีถัดไป จะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่าภาษีละ ดังนั้นจึงต้องลงเป็น 11,500 เพื่อให้มีเงินเหลือไปภาษีในเดือนมีค. ในปีถัดไป) ทำให้เห็นว่าบัญชีนั้นลงเป็นรอบปี รายจ่ายไหนที่ยังไม่ได้จ่ายจริงก็ต้องตั้งค้างเอาไว้ แล้วคราวนี้ถ้าสมมติในปีต่อไป ห้างหุ้นส่วนสามัญนี้ไม่ได้มีรายรับรายจ่ายเกิดขึ้นเลย จะลงบัญชีตามนี้
กรณีที่ 1 สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ ปี 2558
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน 11,500 (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค 0 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง 11,500 (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ (1)+(2)-(3) = 0
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน 0
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป 0
จะเห็นได้ว่า ยอดเงินคงเหลือ 11,500 ถูกยกมาจากปีก่อน แล้วหักด้วยรายจ่ายในที่นี้คือภาษีเป็นจำนวน 11,500 บาท ทำให้ทุกอย่างเหลือเท่ากับ 0 เมื่อยอดเหลือเท่ากับ 0 แล้ว ถ้าทางห้างหุ้นส่วนสามัญจะยื่นปิดห้างหุ้นส่วนหลังจากยื่นภาษีนี้เสร็จก็สามารถทำได้เลย เพราะไม่มียอดอะไรค้างแล้ว
กรณีที่ 2 ถ้ามีภาษีหัก ณ ที่จ่าย เท่ากับ 40,000 บาท ซึ่งเกินกว่าภาษี 11,500 ที่ต้องจ่าย (ได้เงินภาษีคืน) แล้วทางห้างหุ้นส่วนอยากแบ่งกำไรให้หมดจะต้องลงบัญชีตามนี้
กรณีที่ 2 สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ ปี 2557
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน 0 (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค 1,000,000 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง 470,000 (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ (1)+(2)-(3) = 530,000
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน 490,000
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป 40,000
จะเห็นได้ว่า ยอดเงินคงเหลือในปีถัดไปจะเท่ากับ 40,000 เพราะยอดนี้คือภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่เราต้องได้รับคืนมาจากสรรพากร แต่เรายังไม่ได้รับในปี 2557 นี้ต้องรอในปีหน้า (ถ้าเราตั้งยอดเงินคงเหลือเท่ากับ 0 ก็จะเกิดการสับสน เพราะเดือนมีค. เราจะได้เงินคืนเท่ากับ 40,000 - 11,500 = 28,500 บาท แล้ว 28,500 นี้ต้องเหลืออยู่ในบัญชีเราต่อไป) ยอด 40,000 จึงเป็นยอดรายได้ค้างรับและยอดรายจ่ายค้างจ่ายที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 แล้วคราวนี้ถ้าสมมติในปีต่อไป ห้างหุ้นส่วนสามัญนี้ไม่ได้มีรายรับรายจ่ายเกิดขึ้นเลย จะลงบัญชีตามนี้
กรณีที่ 2 สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ ปี 2558
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน 40,000 (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค 0 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง 11,500 (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ (1)+(2)-(3) = 28,500
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน 28,500
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป 0
จะเห็นได้ว่า ยอดเงินคงเหลือ 40,000 ถูกยกมาจากปีก่อน แล้วหักด้วยรายจ่ายในที่นี้คือภาษีเป็นจำนวน 11,500 บาท ทำให้ทุกอย่างเหลือเท่ากับ 28,500 ยอด 28,500 เป็นส่วนแบ่งกำไรนี้จะถูกแบ่งให้กับนายแพทย์เอ และนายบี คนละเท่าๆ กัน คือ 14,250 และหุ้นส่วนทั้งสองคนก็ต้องนำไปรวมเป็นรายได้ส่วนตัวของปี 2558 ถ้าทางห้างหุ้นส่วนสามัญจะยื่นปิดห้างหุ้นส่วนหลังจากยื่นภาษีนี้เสร็จก็สามารถทำได้เลย เพราะไม่มียอดอะไรค้างแล้ว
กรณีที่ 3 ถ้า มีภาษีหัก ณ ที่จ่าย เท่ากับ 5,000 บาท ซึ่งน้อยกว่าภาษี 11,500 ที่ต้องจ่าย (ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม) แล้วทางห้างหุ้นส่วนอยากแบ่งกำไรให้หมดจะต้องลงบัญชีตามนี้
กรณีที่ 3 สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ ปี 2557
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน 0 (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค 1,000,000 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง 470,000 (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ (1)+(2)-(3) = 530,000
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน 523,500
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป 6,500
จะเห็นได้ว่า ยอดเงินคงเหลือในปีถัดไปเท่ากับ 6,500 ซึ่งเท่ากับ ยอดภาษีที่ต้องจ่ายในเดือนมีค. ปี 2558 (ต้องจ่ายภาษี 11,500 แต่มีภาษีหัก ณ ที่จ่ายแล้วเท่ากับ 5,000 ดังนั้นต้องจ่ายภาษีเหลือเท่ากับ 6,500 ในปีถัดไป) ยอด 6,500 จึงเป็นรายจ่ายค้างจ่ายในปีถัดไป แล้วคราวนี้ถ้าสมมติในปีต่อไป ห้างหุ้นส่วนสามัญนี้ไม่ได้มีรายรับรายจ่ายเกิดขึ้นเลย จะลงบัญชีตามนี้
กรณีที่ 3 สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ ปี 2558
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน 6,500 (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค 0 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง 6,500 (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ (1)+(2)-(3) = 0
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน 0
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป 0
จะเห็นได้ว่ายอดเงินคงเหลือ 6,500 ที่ยกมาจากปีก่อน จะถูกหักรายจ่าย 6,500 ที่เป็นภาษีที่ต้องชำระ ทำให้ยอดเงินคงเหลือเท่ากับ 0 ถ้าทางห้างหุ้นส่วนสามัญจะยื่นปิดห้างหุ้นส่วนหลังจากยื่นภาษีนี้เสร็จก็สามารถทำได้เลย เพราะไม่มียอดอะไรค้างแล้ว
ในตอนหน้าจะมาดูแนวทางของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลว่า ในปี 2558 นี้ว่าควรจะทำอย่างไร รวมถึงคำถามที่เกี่ยวข้องกับคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล ที่พบเจอบ่อย พบกันตอนหน้านะคะ
บัญชีรายรับ-จ่ายเป็นส่วนที่เพิ่มขึ้นมาในการยื่นภาษีของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคล จะยื่นแนบเพียงครั้งเดียวต่อปีไปกับภงด. 90 (ไม่ต้องยื่นแนบกับ ภงด. 94 ในกลางปี) บัญชีรายรับ-จ่ายจะแสดงถึงกระแสเงิน (Cash Flow) ที่ใช้ในกิจการ เป็นการบันทึกบัญชีแบบง่ายเพื่อใช้ภายในกิจการ ไม่เน้นการเก็บบิลหรือใบเสร็จ เสมือนการลงรายรับรายจ่ายของครัวเรือน
การอธิบายวิธีการลงบัญชีรายรับ-จ่ายนั้น จะขอยกจากตัวอย่างนะคะ ขอย้อนกลับไปในตอนแรกที่ได้ยกตัวอย่างห้างหุ้นส่วนสามัญเอบีการแพทย์นะคะ สมมติว่าห้างหุ้นส่วนมีการเสียภาษีดังนี้
การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์
รายได้ จากกิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิก 1,000,000
หักค่าใช้จ่าย โดยเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา (ร้อยละ 60%) 600,000
คงเหลือ เงินได้หลังการหักค่าใช้จ่าย 400,000
หักค่าลดหย่อน ค่าลดหย่อนของห้างหุ้นส่วนสามัญ 60,000
คงเหลือ เงินได้สุทธิ 340,000
ภาษีที่ต้องจ่าย อัตราภาษีแบบก้าวหน้า (ตกในฐาน 10%) 11,500
มี 3 กรณีที่เกี่ยวข้องกับการลงบัญชีรายรับ-จ่าย ที่จะยื่นต่อสรรพากร
กรณีที่ 1 ไม่มีภาษีหัก ณ ที่จ่ายแต่ต้องการจะแบ่งส่วนกำไรให้หมด ไม่ต้องเหลือไปถึงปีหน้า ควรจะลงบัญชีอย่างไร
กรณีที่ 2 ถ้ามีภาษีหัก ณ ที่จ่าย เกินกว่าภาษีที่ต้องจ่าย (ได้เงินภาษีคืน) ควรจะอย่างบัญชีอย่างไร
กรณีที่ 3 ถ้ามีภาษีหัก ณ ที่จ่าย น้อยกว่าภาษีที่ต้องจ่าย (ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม) ควรจะลงบัญชีอย่างไร
บัญชีรายรับ-จ่ายที่จะยื่นแนบไปกับภงด. 90 นั้น เพื่อป้องกันความสับสน ควรเข้าใจไว้ก่อนว่าบัญชีนี้คือ รายรับรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงๆ เป็น Cash Flow ของคณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญนั้นๆ และการทำบัญชีรายรับ-จ่ายเพื่อยื่นสรรพากรนี้ก็เป็นบัญชีแค่ช่วงเวลาตั้งแต่ 1 มค. ถึง 31 ธค. ของปีที่เราจะต้องยื่นภาษี ดังนั้นบางรายจ่ายที่อาจไม่ได้จ่ายในช่วงระยะเวลาของปีนี้ ก็ต้องไปลงบัญชีของปีหน้า ลองดูกรณีที่ 1 นะคะ
กรณีที่ 1 ถ้าตามตัวอย่างของห้างหุ้นส่วนเอบีการแพทย์ ถ้าหุ้นส่วนต้องการแบ่งส่วนแบ่งกำไรทั้งหมด ไม่ต้องการที่จะมีเงินเหลือเลย จะต้องลงบัญชีตามนี้
กรณีที่ 1 สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ ปี 2557
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน 0 (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค 1,000,000 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง 470,000 (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ (1)+(2)-(3) = 530,000
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน 518,500
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป 11,500
จะเห็นได้ว่า ห้างหุ้นส่วนสามารถแบ่งกำไรออกมาได้แค่ 518,000 เท่านั้น เพราะเงินจำนวน 11,500 ต้องเอาไปจ่ายภาษีในอีกปีหน้า (ถ้ายอดเงินเหลือ เหลือเท่ากับ 0 แล้วในเดือนมีค. ปีถัดไป จะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่าภาษีละ ดังนั้นจึงต้องลงเป็น 11,500 เพื่อให้มีเงินเหลือไปภาษีในเดือนมีค. ในปีถัดไป) ทำให้เห็นว่าบัญชีนั้นลงเป็นรอบปี รายจ่ายไหนที่ยังไม่ได้จ่ายจริงก็ต้องตั้งค้างเอาไว้ แล้วคราวนี้ถ้าสมมติในปีต่อไป ห้างหุ้นส่วนสามัญนี้ไม่ได้มีรายรับรายจ่ายเกิดขึ้นเลย จะลงบัญชีตามนี้
กรณีที่ 1 สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ ปี 2558
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน 11,500 (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค 0 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง 11,500 (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ (1)+(2)-(3) = 0
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน 0
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป 0
จะเห็นได้ว่า ยอดเงินคงเหลือ 11,500 ถูกยกมาจากปีก่อน แล้วหักด้วยรายจ่ายในที่นี้คือภาษีเป็นจำนวน 11,500 บาท ทำให้ทุกอย่างเหลือเท่ากับ 0 เมื่อยอดเหลือเท่ากับ 0 แล้ว ถ้าทางห้างหุ้นส่วนสามัญจะยื่นปิดห้างหุ้นส่วนหลังจากยื่นภาษีนี้เสร็จก็สามารถทำได้เลย เพราะไม่มียอดอะไรค้างแล้ว
กรณีที่ 2 ถ้ามีภาษีหัก ณ ที่จ่าย เท่ากับ 40,000 บาท ซึ่งเกินกว่าภาษี 11,500 ที่ต้องจ่าย (ได้เงินภาษีคืน) แล้วทางห้างหุ้นส่วนอยากแบ่งกำไรให้หมดจะต้องลงบัญชีตามนี้
กรณีที่ 2 สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ ปี 2557
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน 0 (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค 1,000,000 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง 470,000 (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ (1)+(2)-(3) = 530,000
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน 490,000
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป 40,000
จะเห็นได้ว่า ยอดเงินคงเหลือในปีถัดไปจะเท่ากับ 40,000 เพราะยอดนี้คือภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่เราต้องได้รับคืนมาจากสรรพากร แต่เรายังไม่ได้รับในปี 2557 นี้ต้องรอในปีหน้า (ถ้าเราตั้งยอดเงินคงเหลือเท่ากับ 0 ก็จะเกิดการสับสน เพราะเดือนมีค. เราจะได้เงินคืนเท่ากับ 40,000 - 11,500 = 28,500 บาท แล้ว 28,500 นี้ต้องเหลืออยู่ในบัญชีเราต่อไป) ยอด 40,000 จึงเป็นยอดรายได้ค้างรับและยอดรายจ่ายค้างจ่ายที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 แล้วคราวนี้ถ้าสมมติในปีต่อไป ห้างหุ้นส่วนสามัญนี้ไม่ได้มีรายรับรายจ่ายเกิดขึ้นเลย จะลงบัญชีตามนี้
กรณีที่ 2 สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ ปี 2558
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน 40,000 (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค 0 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง 11,500 (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ (1)+(2)-(3) = 28,500
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน 28,500
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป 0
จะเห็นได้ว่า ยอดเงินคงเหลือ 40,000 ถูกยกมาจากปีก่อน แล้วหักด้วยรายจ่ายในที่นี้คือภาษีเป็นจำนวน 11,500 บาท ทำให้ทุกอย่างเหลือเท่ากับ 28,500 ยอด 28,500 เป็นส่วนแบ่งกำไรนี้จะถูกแบ่งให้กับนายแพทย์เอ และนายบี คนละเท่าๆ กัน คือ 14,250 และหุ้นส่วนทั้งสองคนก็ต้องนำไปรวมเป็นรายได้ส่วนตัวของปี 2558 ถ้าทางห้างหุ้นส่วนสามัญจะยื่นปิดห้างหุ้นส่วนหลังจากยื่นภาษีนี้เสร็จก็สามารถทำได้เลย เพราะไม่มียอดอะไรค้างแล้ว
กรณีที่ 3 ถ้า มีภาษีหัก ณ ที่จ่าย เท่ากับ 5,000 บาท ซึ่งน้อยกว่าภาษี 11,500 ที่ต้องจ่าย (ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม) แล้วทางห้างหุ้นส่วนอยากแบ่งกำไรให้หมดจะต้องลงบัญชีตามนี้
กรณีที่ 3 สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ ปี 2557
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน 0 (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค 1,000,000 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง 470,000 (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ (1)+(2)-(3) = 530,000
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน 523,500
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป 6,500
จะเห็นได้ว่า ยอดเงินคงเหลือในปีถัดไปเท่ากับ 6,500 ซึ่งเท่ากับ ยอดภาษีที่ต้องจ่ายในเดือนมีค. ปี 2558 (ต้องจ่ายภาษี 11,500 แต่มีภาษีหัก ณ ที่จ่ายแล้วเท่ากับ 5,000 ดังนั้นต้องจ่ายภาษีเหลือเท่ากับ 6,500 ในปีถัดไป) ยอด 6,500 จึงเป็นรายจ่ายค้างจ่ายในปีถัดไป แล้วคราวนี้ถ้าสมมติในปีต่อไป ห้างหุ้นส่วนสามัญนี้ไม่ได้มีรายรับรายจ่ายเกิดขึ้นเลย จะลงบัญชีตามนี้
กรณีที่ 3 สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ ปี 2558
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน 6,500 (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค 0 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง 6,500 (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ (1)+(2)-(3) = 0
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน 0
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป 0
จะเห็นได้ว่ายอดเงินคงเหลือ 6,500 ที่ยกมาจากปีก่อน จะถูกหักรายจ่าย 6,500 ที่เป็นภาษีที่ต้องชำระ ทำให้ยอดเงินคงเหลือเท่ากับ 0 ถ้าทางห้างหุ้นส่วนสามัญจะยื่นปิดห้างหุ้นส่วนหลังจากยื่นภาษีนี้เสร็จก็สามารถทำได้เลย เพราะไม่มียอดอะไรค้างแล้ว
ในตอนหน้าจะมาดูแนวทางของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลว่า ในปี 2558 นี้ว่าควรจะทำอย่างไร รวมถึงคำถามที่เกี่ยวข้องกับคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล ที่พบเจอบ่อย พบกันตอนหน้านะคะ
Wednesday, January 28, 2015
สรุปการเปลี่ยนแปลงภาษีของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล ตอนที่ 1
เมื่อปลายปี 2557 ที่ผ่านมาได้มีการเปลี่ยนแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฏากร เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในส่วนของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล นั่นก็คือมีการแก้คำนิยามของคณะบุคคลแและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล กับ ยกเลิกการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของส่วนแบ่งกำไรจากคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลซึ่งได้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไปแล้ว การแก้ไขเพิ่มเติมนี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 เป็นต้นไป
เมื่อมีการแก้ไขแล้ว หลายๆ ท่านก็ยังสงสัยอยู่ว่าแล้วมันต่างจากแบบเดิมอย่างไร และแบบใหม่นี้มีอะไรที่เพิ่มขึ้นมาบ้าง ดังนั้นเราลองมาดูว่าถ้าเรามีคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลอยู่ เราจะต้องทำอย่างไรบ้าง ขอยกเป็นตัวอย่างจะได้เข้าใจได้ง่ายนะคะ
ตัวอย่าง
สมมุติว่ามีห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลชื่อ เอบีการแพทย์ ทำกิจการเปิดรักษาผู้ป่วยในคลีนิก มีหุ้นส่วน 2 คน คือ นายแพทย์เอ กับ นายบี แล้วในปี 2557 ที่ผ่านมา มีรายได้ทั้งปีเข้าห้างหุ้นส่วนสามัญเท่ากับ 1,000,000 บาท เมื่อถึงเวลาที่จะต้องยื่นภาษีในปี 2558 ห้างหุ้นส่วนสามัญนี้จะมีวิธีการคำนวณภาษีดังนี้
1. การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์
รายได้ จากกิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิก 1,000,000
หักค่าใช้จ่าย โดยเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา (ร้อยละ 60%) 600,000
คงเหลือ เงินได้หลังการหักค่าใช้จ่าย 400,000
หักค่าลดหย่อน ค่าลดหย่อนของห้างหุ้นส่วนสามัญ 60,000
คงเหลือ เงินได้สุทธิ 340,000
ภาษีที่ต้องจ่าย อัตราภาษีแบบก้าวหน้า (ตกในฐาน 10%) 11,500
ซึ่งการคำนวณภาษีของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลนั้นเหมือนเดิมเช่นทุกปีที่ผ่านมา แต่การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคลตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป (เริ่มใช้กับรายได้ที่เข้ามาปี 2557 ยื่นเสียภาษี 2558) ทางสรรพากรได้กำหนดหน้าที่เพิ่มเติมให้ยื่นแสดง "บัญชีรายรับ-จ่าย" ของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลติดไปด้วย แล้วบัญชีรายรับ-จ่ายที่ว่านี้เป็นอย่างไร ทางสรรพากรก็เลยกำหนดแบบออกมาให้มีลักษณะดังนี้
2. สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน 0 (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี 1. กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค 1,000,000 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี 1. ค่าเช่าสถานที่ 120,000
2. ค่าน้ำไฟโทรศัพท์ อินเตอร์เนต 10,000
3. ค่าลูกจ้างพนักงาน 120,000
4. ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ 100,000
5. ค่ายาและเวชภัณฑ์ 100,000
6. อื่นๆ เช่น ค่าทำความสะอาด ค่าเครื่องใช้สำนักงาน 20,000
รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง 470,000 (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ (1)+(2)-(3) = 530,000
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน 500,000
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป 30,000
เมื่อทำบัญชีรายรับ-จ่ายแสดงให้เห็นว่า ค่าใช้จ่ายนั้นต้องเป็นค่าใช้จ่ายตามจริงมีหลักฐานเป็นใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีพร้อมให้สรรพากรตรวจสอบ และยอดเงินคงเหลือที่ยกไปในปีถัดไปจะต้องถูกแจ้งว่าอยู่ในบัญชีธนาคารอะไร ชื่อบัญชีอะไร เลขที่บัญชีอะไร ซึ่งยอดเงินคงเหลือจะต้องตรงกับที่แจ้งไว้ ซึ่งสรรพากรสามารถเข้าไปตรวจสอบบัญชีนั้นๆ เพื่อความถูกต้องของบัญชีที่แสดงไว้
จากบัญชีรายรับ-จ่ายของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ จะเห็นได้ว่ามีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน 500,000 แสดงว่าทางหุ้นส่วนได้มีการถอนเงินออกไป แบ่งกันตามสัดส่วนของผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญนี้ ถ้าสมมุติว่าห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์นี้ มีสัดส่วนการถือครองหุ้นของ นายแพทย์เอ เท่ากับ 80% นายบี เท่ากับ 20% แสดงว่า นายแพทย์เอ จะได้รับเงินจากการถอนเงินนี้เท่ากับ 400,000 บาท ส่วนนายบี จะได้รับเงินเท่ากับ 100,000 บาท ซึ่งเงินที่ได้รับนี้จะต้องนำไปรวมเป็นรายได้ 40(8) ของแต่ละคนอีกที ในส่วนนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายที่เพิ่มขึ้นมา ทำให้ต้องเสียภาษีอีกเป็นครั้งที่ 2
3. การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของ นายแพทย์เอ
รายได้ 40(8) จากส่วนแบ่งกำไรของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ 400,000
40(1) เงินเดือนจากการเป็นแพทย์โรงพยาบาลรัฐ 360,000
หักค่าใช้จ่าย 40(8) ส่วนแบ่งกำไรหักค่าใช้จ่ายเท่ากับ 0
40(1) เงินเดือนหักค่าใช้จ่าย 40% แต่ไม่เกิน 60,000 60,000
คงเหลือ เงินได้หลังการหักค่าใช้จ่าย 700,000
หักค่าลดหย่อน ค่าลดหย่อนส่วนตัว 30,000
คงเหลือ เงินได้สุทธิ 670,000
ภาษีที่ต้องจ่าย อัตราภาษีแบบก้าวหน้า (ตกในฐาน 15%) 53,000
4. การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของ นายบี
รายได้ 40(8) จากส่วนแบ่งกำไรของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ 100,000
40(1) เงินเดือนจากงานประจำ 600,000
หักค่าใช้จ่าย 40(8) ส่วนแบ่งกำไรหักค่าใช้จ่ายเท่ากับ 0
40(1) เงินเดือนหักค่าใช้จ่าย 40% แต่ไม่เกิน 60,000 60,000
คงเหลือ เงินได้หลังการหักค่าใช้จ่าย 640,000
หักค่าลดหย่อน ค่าลดหย่อนส่วนตัว 30,000
คงเหลือ เงินได้สุทธิ 610,000
ภาษีที่ต้องจ่าย อัตราภาษีแบบก้าวหน้า (ตกในฐาน 15%) 44,000
ทำให้นายแพทย์เอ ต้องเสียภาษีจำนวน 53,000 บาท และนายบีต้องเสียภาษีจำนวน 44,000 โดยทั้งสองคนมีภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากมีส่วนแบ่งกำไรของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ เข้ามา และส่วนแบ่งกำไรนี้ยังไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายทางภาษีได้อีก ทำให้ทั้งคู่ต้องรับภาระภาษีเพิ่มขึ้น
ในตอนหน้าจะมาดูวิธีลงบัญชีรายรับ-จ่ายที่เป็นใบแนบที่ต้องยื่นพร้อภงด. 90 ว่าจะมีแนวทางในการเขียนอย่างไร และแนวทางของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลว่า ในปี 2558 นี้ควรจะทำอย่างไร รวมถึงคำถามที่เกี่ยวข้องกับคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลที่พบเจอบ่อย พบกันตอนหน้านะคะ
เมื่อมีการแก้ไขแล้ว หลายๆ ท่านก็ยังสงสัยอยู่ว่าแล้วมันต่างจากแบบเดิมอย่างไร และแบบใหม่นี้มีอะไรที่เพิ่มขึ้นมาบ้าง ดังนั้นเราลองมาดูว่าถ้าเรามีคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลอยู่ เราจะต้องทำอย่างไรบ้าง ขอยกเป็นตัวอย่างจะได้เข้าใจได้ง่ายนะคะ
ตัวอย่าง
สมมุติว่ามีห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลชื่อ เอบีการแพทย์ ทำกิจการเปิดรักษาผู้ป่วยในคลีนิก มีหุ้นส่วน 2 คน คือ นายแพทย์เอ กับ นายบี แล้วในปี 2557 ที่ผ่านมา มีรายได้ทั้งปีเข้าห้างหุ้นส่วนสามัญเท่ากับ 1,000,000 บาท เมื่อถึงเวลาที่จะต้องยื่นภาษีในปี 2558 ห้างหุ้นส่วนสามัญนี้จะมีวิธีการคำนวณภาษีดังนี้
1. การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์
รายได้ จากกิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิก 1,000,000
หักค่าใช้จ่าย โดยเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา (ร้อยละ 60%) 600,000
คงเหลือ เงินได้หลังการหักค่าใช้จ่าย 400,000
หักค่าลดหย่อน ค่าลดหย่อนของห้างหุ้นส่วนสามัญ 60,000
คงเหลือ เงินได้สุทธิ 340,000
ภาษีที่ต้องจ่าย อัตราภาษีแบบก้าวหน้า (ตกในฐาน 10%) 11,500
ซึ่งการคำนวณภาษีของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลนั้นเหมือนเดิมเช่นทุกปีที่ผ่านมา แต่การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคลตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป (เริ่มใช้กับรายได้ที่เข้ามาปี 2557 ยื่นเสียภาษี 2558) ทางสรรพากรได้กำหนดหน้าที่เพิ่มเติมให้ยื่นแสดง "บัญชีรายรับ-จ่าย" ของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลติดไปด้วย แล้วบัญชีรายรับ-จ่ายที่ว่านี้เป็นอย่างไร ทางสรรพากรก็เลยกำหนดแบบออกมาให้มีลักษณะดังนี้
2. สรุปบัญชีรายรับ-จ่ายตามจริงของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์
ยอดเงินคงเหลือยกมาจากปีก่อน 0 (1)
ยอดรวมรายรับระหว่างปีภาษี 1. กิจการรักษาผู้ป่วยในคลีนิค 1,000,000 (2)
ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี 1. ค่าเช่าสถานที่ 120,000
2. ค่าน้ำไฟโทรศัพท์ อินเตอร์เนต 10,000
3. ค่าลูกจ้างพนักงาน 120,000
4. ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ 100,000
5. ค่ายาและเวชภัณฑ์ 100,000
6. อื่นๆ เช่น ค่าทำความสะอาด ค่าเครื่องใช้สำนักงาน 20,000
รวมค่าใช้จ่ายที่แท้จริง 470,000 (3)
เงินคงเหลือเป็นกำไรในห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเท่ากับ (1)+(2)-(3) = 530,000
มีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน 500,000
ยอดเงินคงเหลือยกไปในปีถัดไป 30,000
เมื่อทำบัญชีรายรับ-จ่ายแสดงให้เห็นว่า ค่าใช้จ่ายนั้นต้องเป็นค่าใช้จ่ายตามจริงมีหลักฐานเป็นใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีพร้อมให้สรรพากรตรวจสอบ และยอดเงินคงเหลือที่ยกไปในปีถัดไปจะต้องถูกแจ้งว่าอยู่ในบัญชีธนาคารอะไร ชื่อบัญชีอะไร เลขที่บัญชีอะไร ซึ่งยอดเงินคงเหลือจะต้องตรงกับที่แจ้งไว้ ซึ่งสรรพากรสามารถเข้าไปตรวจสอบบัญชีนั้นๆ เพื่อความถูกต้องของบัญชีที่แสดงไว้
จากบัญชีรายรับ-จ่ายของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ จะเห็นได้ว่ามีการแบ่งกำไรออกมาให้หุ้นส่วนเป็นจำนวน 500,000 แสดงว่าทางหุ้นส่วนได้มีการถอนเงินออกไป แบ่งกันตามสัดส่วนของผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญนี้ ถ้าสมมุติว่าห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์นี้ มีสัดส่วนการถือครองหุ้นของ นายแพทย์เอ เท่ากับ 80% นายบี เท่ากับ 20% แสดงว่า นายแพทย์เอ จะได้รับเงินจากการถอนเงินนี้เท่ากับ 400,000 บาท ส่วนนายบี จะได้รับเงินเท่ากับ 100,000 บาท ซึ่งเงินที่ได้รับนี้จะต้องนำไปรวมเป็นรายได้ 40(8) ของแต่ละคนอีกที ในส่วนนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายที่เพิ่มขึ้นมา ทำให้ต้องเสียภาษีอีกเป็นครั้งที่ 2
3. การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของ นายแพทย์เอ
รายได้ 40(8) จากส่วนแบ่งกำไรของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ 400,000
40(1) เงินเดือนจากการเป็นแพทย์โรงพยาบาลรัฐ 360,000
หักค่าใช้จ่าย 40(8) ส่วนแบ่งกำไรหักค่าใช้จ่ายเท่ากับ 0
40(1) เงินเดือนหักค่าใช้จ่าย 40% แต่ไม่เกิน 60,000 60,000
คงเหลือ เงินได้หลังการหักค่าใช้จ่าย 700,000
หักค่าลดหย่อน ค่าลดหย่อนส่วนตัว 30,000
คงเหลือ เงินได้สุทธิ 670,000
ภาษีที่ต้องจ่าย อัตราภาษีแบบก้าวหน้า (ตกในฐาน 15%) 53,000
4. การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของ นายบี
รายได้ 40(8) จากส่วนแบ่งกำไรของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ 100,000
40(1) เงินเดือนจากงานประจำ 600,000
หักค่าใช้จ่าย 40(8) ส่วนแบ่งกำไรหักค่าใช้จ่ายเท่ากับ 0
40(1) เงินเดือนหักค่าใช้จ่าย 40% แต่ไม่เกิน 60,000 60,000
คงเหลือ เงินได้หลังการหักค่าใช้จ่าย 640,000
หักค่าลดหย่อน ค่าลดหย่อนส่วนตัว 30,000
คงเหลือ เงินได้สุทธิ 610,000
ภาษีที่ต้องจ่าย อัตราภาษีแบบก้าวหน้า (ตกในฐาน 15%) 44,000
ทำให้นายแพทย์เอ ต้องเสียภาษีจำนวน 53,000 บาท และนายบีต้องเสียภาษีจำนวน 44,000 โดยทั้งสองคนมีภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากมีส่วนแบ่งกำไรของห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล เอบีการแพทย์ เข้ามา และส่วนแบ่งกำไรนี้ยังไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายทางภาษีได้อีก ทำให้ทั้งคู่ต้องรับภาระภาษีเพิ่มขึ้น
ในตอนหน้าจะมาดูวิธีลงบัญชีรายรับ-จ่ายที่เป็นใบแนบที่ต้องยื่นพร้อภงด. 90 ว่าจะมีแนวทางในการเขียนอย่างไร และแนวทางของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลว่า ในปี 2558 นี้ควรจะทำอย่างไร รวมถึงคำถามที่เกี่ยวข้องกับคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลที่พบเจอบ่อย พบกันตอนหน้านะคะ
Wednesday, December 31, 2014
Friday, December 5, 2014
ท่องเที่ยวแล้วยังได้ลดหย่อนภาษี
ปีใหม่นี้มีของขวัญจากรัฐบาลมอบให้กับประชาชนนั่นก็คือเพิ่มค่าลดหย่อนภาษีที่เป็นค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวในประเทศ โดยทางภาครัฐต้องการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ จึงเสนอมาตรการให้ค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวในประเทศนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้
1. เฉพาะท่องเที่ยวภายในประเทศเท่านั้น
ค่าใช้จ่ายที่นำมาลดหย่อนต้องเป็นค่าที่พักหรือค่าทัวร์เท่านั้น (ค่าที่พักต้องเป็นเฉพาะค่าที่พักเท่านั้น
ค่าอาหาร ค่าสปา ไม่สามารถนำมาลดได้)
- โดยที่พักต้องเป็นผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมตามกฎหมาย และทัวร์ต้องเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตนำเที่ยวตามกฎหมาย การจองผ่านตัวแทนที่เป็นเวบไซต์ เช่น Agoda จะไม่สามารถนำมาลดหย่อนได้
- ในใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จต้องมีรายละเอียด ชื่อนามสกุลของผู้ที่จะใช้สิทธิลดหย่อน จำนวนเงิน และวันที่อย่างชัดเจน
2. ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน
15,000 บาท
- สามีภรรยามีรายได้ทั้งคู่ ไม่ว่าจะแยกยื่นหรือยื่นรวม สามารถลดหย่อนได้คนละตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 15,000 บาท
- สามีภรรยาที่มีรายได้เพียงคนเดียว สามารถลดหย่อนได้ของคนที่มีรายได้เท่านั้น ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 15,000 บาท
- คณะบุคคลกับห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคล จะไม่สามารถลดหย่อนได้
3. ต้องเป็นใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จที่ออกในช่วงเวลาที่กำหนดตามนี้
- ปี 57 ยื่นปี 58: ออกในช่วง 16 ธค. 57 ถึง 31 ธค. 57 เท่านั้น (ใบกำกับภาษีที่ลงวันที่ก่อนหน้านี้จะไม่สามารถลดหย่อนได้)
- ปี 58 ยื่นปี 59: ออกในช่วง 1 มค. 58 ถึง 31 ธค. 58
เมื่อรู้แบบนี้แล้ว
ท่องเที่ยวครั้งต่อไปก็อยากลืมขอใบกำกับภาษีมาด้วยนะคะ
เราจะได้ใช้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีได้อย่างเต็มที่
Thursday, May 29, 2014
การบริหารจัดการหนี้ ตอนที่ 5
สำหรับคนที่เป็นหนี้เสีย แล้วหันไปพึ่งหนี้นอกระบบนั้น น่าจะเป็นการ "หนีเสือปะจระเข้" อย่างแท้จริง เพราะสิ่งที่เจอจากหนี้นอกระบบนั้นคือดอกเบี้ยแพงๆ และการทวงหนี้แบบโหดๆ นอกจากนี้ เจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบยังมี "สารพัดเล่ห์เหลี่ยม" ที่เอารัดเอาเปรียบลูกหนี้
เล่ห์เหลี่ยมหรือหลุมพลางที่เจ้าหนี้นอกระบบจูงใจให้เรากู้
"เงินด่วนทันใจ ดอกเบี้ยถูก บริการเงินสดพร้อมใช้ รับเงินไว"
"สนใจติดต่อ คุณโทนี่ xxx-xxx-xxxx"
น.ส. สมศรี ต้องการกู้เงิน 10,000 บาท จึงโทรติดต่อนายโทนี่และได้รับเงื่อนไขดังนี้
กู้เงิน 10,000 บาท ต้องจ่ายคืนเดือนละ 1,200 บาท เป็นระยะเวลา 1 ปี
น.ส. สมศรีควรกู้กับนายโทนี่ไหม?
คำตอบ: ถ้าสมศรีกู้เงินกับนายโทนี่เป็นจำนวน 10,000 บาท
สมศรีต้องจ่ายเงินทั้งหมด = 1,200 บาท x 12 เดือน = 14,400 บาท
ดังนั้น ดอกเบี้ยที่สมศรีจ่ายให้กับนายโทนี่เท่ากับ = 14,400 - 10,000 = 4,400 บาท
ลองคำนวณว่าดอกเบี้ย 4,400 บาทนี้เป็นอัตรากี่เปอร์เซนต์ต่อปี
อัตราดอกเบี้ยต่อปี = 4,400 / 10,000 x 100 = 44%
ตามปกติแล้วอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค (Customer Loan) ของธนาคารส่วนใหญ่จะเฉลี่ยแล้วไม่เกิน 20% ต่อปี แต่ของนายโทนี่นั้นดอกเบี้ย 44% ต่อปี ดังนั้นสมศรีไม่ควรกู้คะ
ตัวอย่างที่ 2 : "หลีกเลี่ยงการให้กู้โดยตรง"
น.ส. สมศรี ต้องการกู้เงิน 10,000 บาท จึงโทรติดต่อนายแป๊ะและได้รับเงื่อนไขดังนี้
ถ้าจะกู้เงิน 10,000 บาท นายแป๊ะพาน.ส. สมศรีไปสมัครบัตรเงินผ่อน และให้ไปซื้อสินค้าเช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ด้วยบัตรเงินผ่อน เช่น ซื้อทีวีด้วยบัตรเงินผ่อนมา 12,000 บาท แต่ต้องมาขายให้กับนายแป๊ะในราคาถูกมากๆ เช่น 10,000 บาท นายแป๊ะก็นำเครื่องใช้ไฟฟ้านั่นไปขายต่อด้วยราคา 11,500 บาท
แสดงว่านายแป๊ะได้กำไรเท่ากับ 11,500 - 10,000 = 1,500 บาท
ส่วน น.ส. สมศรีได้รับเงินจากนายแป๊ะมา 10,000 บาท แต่ต้องผ่อนบัตรเงินผ่อน 12,000 บาทนั้นที่อัตราดอกเบี้ย 25% ต่อปี ซึ่งเท่ากับ 12,000 x 25% = 3,000 บาท น.ส. สมศรีจึงต้องผ่อนทั้งหมดเท่ากับ เงินต้น 12,000 + ดอกเบี้ย 3,000 = 15,000 บาท
ดอกเบี้ยบัตรเงินผ่อน 3,000 บาท และส่วนต่างถูกหักให้กับนายแป๊ะเท่ากับ 2,000 บาท ซึ่งรวมเท่ากับ 5,000 บาท ถ้าคำนวณเงิน 5,000 บาทนี้กับเงินที่ได้รับมา 10,000 จะพบว่า
อัตราดอกเบี้ยต่อปี = 5,000 / 10,000 x 100 = 50% ดังนั้นสมศรีไม่ควรกู้คะ
จากทั้ง 2 ตัวอย่างทำให้เห็นว่า การจะกู้ยืมเงินนอกระบบนั้นระมัดระวังให้ดี ต้องมีสติ พิจารณาถึงข้อเสนอที่เค้าให้มาว่ามีการเอารัดเอาเปรียบจนเกินไปไหม และเรารับข้อเสนอนั้นได้ไหม มีความสามารถในการผ่อนหรือเปล่า การกู้เงินนอกระบบไม่ใช่ว่าจะไม่ดีเสมอไป ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับตัวเราว่าเรามีวินัยทางการเงินขนาดไหน คนที่มีวินัยทางการเงินดี ย่อมรู้จักใช้จ่าย จัดสรรเงิน ใช้หนี้ตรงเวลา รับผิดชอบต่อตัวเอง ถ้าทำได้เช่นนี้ภาระหนี้ก็จะหมดโดยไว
เล่ห์เหลี่ยมหรือหลุมพลางที่เจ้าหนี้นอกระบบจูงใจให้เรากู้
- ใส่ตัวเลขต่างๆ น้อยๆ เพื่อจูงใจให้กู้ เช่น ดอกเบี้ย 2% แต่จริงๆ แล้ว ดอกเบี้ย 2% ต่อเดือนไม่ใช่ต่อปี
- คิดดอกเบี้ยแบบคงที่ตลอดอายุสัญญา
- บีบให้ทำสัญญาเงินกู้เกินจริง เขียนสัญญากำกวม
- หลีกเลี่ยงให้กู้โดยตรง โดยให้คนอื่นปล่อยกู้อีกหลายทอด
- หลังทำสัญญาแล้ว ทวงหนี้มหาโหด บีบบังคับ ข่มขู่
"เงินด่วนทันใจ ดอกเบี้ยถูก บริการเงินสดพร้อมใช้ รับเงินไว"
"สนใจติดต่อ คุณโทนี่ xxx-xxx-xxxx"
น.ส. สมศรี ต้องการกู้เงิน 10,000 บาท จึงโทรติดต่อนายโทนี่และได้รับเงื่อนไขดังนี้
กู้เงิน 10,000 บาท ต้องจ่ายคืนเดือนละ 1,200 บาท เป็นระยะเวลา 1 ปี
น.ส. สมศรีควรกู้กับนายโทนี่ไหม?
คำตอบ: ถ้าสมศรีกู้เงินกับนายโทนี่เป็นจำนวน 10,000 บาท
สมศรีต้องจ่ายเงินทั้งหมด = 1,200 บาท x 12 เดือน = 14,400 บาท
ดังนั้น ดอกเบี้ยที่สมศรีจ่ายให้กับนายโทนี่เท่ากับ = 14,400 - 10,000 = 4,400 บาท
ลองคำนวณว่าดอกเบี้ย 4,400 บาทนี้เป็นอัตรากี่เปอร์เซนต์ต่อปี
อัตราดอกเบี้ยต่อปี = 4,400 / 10,000 x 100 = 44%
ตามปกติแล้วอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค (Customer Loan) ของธนาคารส่วนใหญ่จะเฉลี่ยแล้วไม่เกิน 20% ต่อปี แต่ของนายโทนี่นั้นดอกเบี้ย 44% ต่อปี ดังนั้นสมศรีไม่ควรกู้คะ
ตัวอย่างที่ 2 : "หลีกเลี่ยงการให้กู้โดยตรง"
น.ส. สมศรี ต้องการกู้เงิน 10,000 บาท จึงโทรติดต่อนายแป๊ะและได้รับเงื่อนไขดังนี้
ถ้าจะกู้เงิน 10,000 บาท นายแป๊ะพาน.ส. สมศรีไปสมัครบัตรเงินผ่อน และให้ไปซื้อสินค้าเช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ด้วยบัตรเงินผ่อน เช่น ซื้อทีวีด้วยบัตรเงินผ่อนมา 12,000 บาท แต่ต้องมาขายให้กับนายแป๊ะในราคาถูกมากๆ เช่น 10,000 บาท นายแป๊ะก็นำเครื่องใช้ไฟฟ้านั่นไปขายต่อด้วยราคา 11,500 บาท
แสดงว่านายแป๊ะได้กำไรเท่ากับ 11,500 - 10,000 = 1,500 บาท
ส่วน น.ส. สมศรีได้รับเงินจากนายแป๊ะมา 10,000 บาท แต่ต้องผ่อนบัตรเงินผ่อน 12,000 บาทนั้นที่อัตราดอกเบี้ย 25% ต่อปี ซึ่งเท่ากับ 12,000 x 25% = 3,000 บาท น.ส. สมศรีจึงต้องผ่อนทั้งหมดเท่ากับ เงินต้น 12,000 + ดอกเบี้ย 3,000 = 15,000 บาท
ดอกเบี้ยบัตรเงินผ่อน 3,000 บาท และส่วนต่างถูกหักให้กับนายแป๊ะเท่ากับ 2,000 บาท ซึ่งรวมเท่ากับ 5,000 บาท ถ้าคำนวณเงิน 5,000 บาทนี้กับเงินที่ได้รับมา 10,000 จะพบว่า
อัตราดอกเบี้ยต่อปี = 5,000 / 10,000 x 100 = 50% ดังนั้นสมศรีไม่ควรกู้คะ
จากทั้ง 2 ตัวอย่างทำให้เห็นว่า การจะกู้ยืมเงินนอกระบบนั้นระมัดระวังให้ดี ต้องมีสติ พิจารณาถึงข้อเสนอที่เค้าให้มาว่ามีการเอารัดเอาเปรียบจนเกินไปไหม และเรารับข้อเสนอนั้นได้ไหม มีความสามารถในการผ่อนหรือเปล่า การกู้เงินนอกระบบไม่ใช่ว่าจะไม่ดีเสมอไป ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับตัวเราว่าเรามีวินัยทางการเงินขนาดไหน คนที่มีวินัยทางการเงินดี ย่อมรู้จักใช้จ่าย จัดสรรเงิน ใช้หนี้ตรงเวลา รับผิดชอบต่อตัวเอง ถ้าทำได้เช่นนี้ภาระหนี้ก็จะหมดโดยไว
Monday, April 28, 2014
การบริหารจัดการหนี้ ตอน 4
ก็รู้ทั้งรู้ว่า จะต้องมีการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ก่อนที่จะก่อหนี้ แต่ในบางทีมันก็มีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาติดขัด มีอุปสรรค ทำให้การชำระหนี้ไม่ทันเสียแล้ว หนี้เข้าสู่วิกฤตไปเสียแล้ว หนี้ที่มีอยู่เริ่มจะจ่ายช้ากว่ากำหนด จ่ายไม่ไหว และค้างชำระ จนต้องเสียประวัติไป แม้ว่าหนี้สินจะพันกันยุ่งเยิง ขออย่าได้ท้อ อย่าได้หนีหนี้ อย่าได้คิดสั้น ปัญหาต้องมีทางออก รูปแบบการแก้ปัญหาหนี้จะมีอยู่ 3 รูปแบบคือ
1. การรีไฟแนนซ์ (Refinance)
การรีไฟแนนซ์เหมาะกับหนี้ที่เกือบจะเสีย คือยังสามารถจ่ายได้อยู่ จ่ายได้ไหว แต่ไม่คล่องตัว ไม่ทันเวลา เงินที่จะจ่ายแต่ละเดือนมันตึงๆ จ่ายได้ได้กว่ายอดหนี้ที่กำหนดไว้ ก็ต้องใช้วิธีรีไฟแนนซ์
รีไฟแนนซ์ยังเหมาะกับคนที่คิดว่าตัวเองจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูง แล้วต้องการที่จะปรับอัตราดอกเบี้ย ให้ลดลง หรืออยากปรับเปลี่ยนแผนการชำระหนี้ให้ชำระได้หมดภาระเร็วขึ้น หรือเปลี่ยนสถาบันการเงินที่ให้กู้ แม้ว่าจะไม่มีปัญหาด้านการเงินที่นำไปผ่อนชำระ การรีไฟแนนซ์ก็ยังสามารถกระทำได้เพื่อการลดค่าใช้จ่ายด้านอัตราดอกเบี้ยและขยายเวลาการผ่อนชำระ
การจะพิจารณาในการรีไฟแนนซ์ว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ ต้องมีการเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงว่าจะช่วยให้เราประหยัดได้มากกว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการรีไฟแนนซ์หรือไม่ ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในการรีไฟแนนซ์จะประกอบด้วย
การปรับโครงสร้างหนี้นั้นสามารถกระทำได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอให้กลายเป็นหนี้เสียก่อน สามารถเดินเข้าไปเจรจาปรับโครงสร้างหนี้หรือเจรจาประนอมหนี้กับสถาบันการเงินได้ การเดินเข้าไปคุยกับสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อแสดงถึงความตั้งใจในการชำระหนี้ คุยกับทางสถาบันการเงินว่าทางสถานบันการเงินจะสามารถช่วยอะไรได้บ้าง ดีกว่าที่จะให้เกิดการค้างชำระ เพราะถ้าเกิดการค้างชำระแล้วประวัติเครดิตก็จะเสีย ทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประวัติได้ การประนอมหนี้ก็จะยากขึ้นอีก
รูปแบบการเจรจาประนอมหนี้มีหลายรูปแบบ ได้แก่
3. แฮร์คัต (Hair Cut)
เมื่อเราไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้จริงๆ ทางสถาบันการเงินจะฟ้องร้องเพื่อให้ลูกหนี้ชำระหนี้ แม้ว่าจะถูกสถาบันการเงินฟ้องร้อง ก็อย่าเพิ่งท้อถอย อย่าเพิ่งถอยหรือหนี ให้เดินตามกระบวนการต่อไป
ทางสถาบันการเงินอาจเข้ามาเจรจาเพื่อลดหนี้ที่ค้างชำระโดยแลกกับการจ่ายหนี้ส่วนที่เหลือ วิธีนี้จะเรียกว่าแฮร์คัต โดยทางสถาบันการเงินหรือเจ้าหนี้จะเป็นยื่นข้อเสนอเข้ามา วิธีแฮร์คัตนี้จะเกิดขึ้นในกรณีที่ค้างชำระหนี้มานาน ทางสถาบันการเงินหรือเจ้าหนี้อยากจะเจรจาเพื่อปิดยอดหนี้ จึงเสนอข้อเสนอนี้ขึ้นมา ถ้าเห็นว่าสามารถรับข้อเสนอนี้ได้ ก็ดำเนินการเจราปิดหนี้ได้เลย
1. การรีไฟแนนซ์ (Refinance)
การรีไฟแนนซ์เหมาะกับหนี้ที่เกือบจะเสีย คือยังสามารถจ่ายได้อยู่ จ่ายได้ไหว แต่ไม่คล่องตัว ไม่ทันเวลา เงินที่จะจ่ายแต่ละเดือนมันตึงๆ จ่ายได้ได้กว่ายอดหนี้ที่กำหนดไว้ ก็ต้องใช้วิธีรีไฟแนนซ์
รีไฟแนนซ์ยังเหมาะกับคนที่คิดว่าตัวเองจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูง แล้วต้องการที่จะปรับอัตราดอกเบี้ย ให้ลดลง หรืออยากปรับเปลี่ยนแผนการชำระหนี้ให้ชำระได้หมดภาระเร็วขึ้น หรือเปลี่ยนสถาบันการเงินที่ให้กู้ แม้ว่าจะไม่มีปัญหาด้านการเงินที่นำไปผ่อนชำระ การรีไฟแนนซ์ก็ยังสามารถกระทำได้เพื่อการลดค่าใช้จ่ายด้านอัตราดอกเบี้ยและขยายเวลาการผ่อนชำระ
การจะพิจารณาในการรีไฟแนนซ์ว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ ต้องมีการเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงว่าจะช่วยให้เราประหยัดได้มากกว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการรีไฟแนนซ์หรือไม่ ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในการรีไฟแนนซ์จะประกอบด้วย
- ค่าใช้จ่ายในการประเมินมูลค่าหลักประกัน บริษัทสินเชื่อแห่งใหม่ต้องมีการประเมินหลักประกันใหม่ ในบางครั้งอาจมีค่าใช้จ่าย เช่น การจ้างบริษัทมาคำนวณหลักประกัน
- ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำสัญญาเงินกู้กับผู้ให้สินเชื่อแห่งใหม่
- ค่าจดจำนองหลักประกัน
- ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการประกัน
- ค่าปรับให้แก่เจ้าหนี้เก่าในกรณีที่ยุติการกู้ก่อนระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา
การปรับโครงสร้างหนี้นั้นสามารถกระทำได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอให้กลายเป็นหนี้เสียก่อน สามารถเดินเข้าไปเจรจาปรับโครงสร้างหนี้หรือเจรจาประนอมหนี้กับสถาบันการเงินได้ การเดินเข้าไปคุยกับสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อแสดงถึงความตั้งใจในการชำระหนี้ คุยกับทางสถาบันการเงินว่าทางสถานบันการเงินจะสามารถช่วยอะไรได้บ้าง ดีกว่าที่จะให้เกิดการค้างชำระ เพราะถ้าเกิดการค้างชำระแล้วประวัติเครดิตก็จะเสีย ทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประวัติได้ การประนอมหนี้ก็จะยากขึ้นอีก
รูปแบบการเจรจาประนอมหนี้มีหลายรูปแบบ ได้แก่
- ขอลดยอดหนี้ลงบางส่วน
- ขอขยายเวลาการชำระหนี้
- ขอลดจำนวนเงินที่ต้องผ่อนในแต่ละงวด
- ขอให้คิดดอกเบี้ยในอัตราปกติที่ไม่ผิดนัด
- ขอหยุดดอกเบี้ยและไม่คิดดอกเบี้ยระหว่างที่ผ่อนชำระ
- ขอลดหย่อนค่าธรรมเนียมหรือค่าปรับกรณีผิดชำระ
- ขอโอนหลักประกันเพื่อชำระหนี้
- มีภาระหนี้ไม่มากหรือทำธุรกิจส่วนตัว ที่จำเป็นต้องรักษาประวัติเครดิตที่ดีเอาไว้สำหรับการขอสินเชื่อสำหรับธุรกิจ
- เป็นหนี้ที่ไม่ได้ถูกคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่โหดเกินไป
- เมื่อปรับโครงสร้างหนี้แล้ว เงินที่จะจ่ายคืนหนี้ไม่ควรเกิน 30% ของรายได้
- มั่นใจว่าจะสามารถจ่ายได้ตลอด ไม่หยุดจ่ายกลางคัน
3. แฮร์คัต (Hair Cut)
เมื่อเราไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้จริงๆ ทางสถาบันการเงินจะฟ้องร้องเพื่อให้ลูกหนี้ชำระหนี้ แม้ว่าจะถูกสถาบันการเงินฟ้องร้อง ก็อย่าเพิ่งท้อถอย อย่าเพิ่งถอยหรือหนี ให้เดินตามกระบวนการต่อไป
ทางสถาบันการเงินอาจเข้ามาเจรจาเพื่อลดหนี้ที่ค้างชำระโดยแลกกับการจ่ายหนี้ส่วนที่เหลือ วิธีนี้จะเรียกว่าแฮร์คัต โดยทางสถาบันการเงินหรือเจ้าหนี้จะเป็นยื่นข้อเสนอเข้ามา วิธีแฮร์คัตนี้จะเกิดขึ้นในกรณีที่ค้างชำระหนี้มานาน ทางสถาบันการเงินหรือเจ้าหนี้อยากจะเจรจาเพื่อปิดยอดหนี้ จึงเสนอข้อเสนอนี้ขึ้นมา ถ้าเห็นว่าสามารถรับข้อเสนอนี้ได้ ก็ดำเนินการเจราปิดหนี้ได้เลย
Subscribe to:
Posts (Atom)





