Friday, December 5, 2014

ท่องเที่ยวแล้วยังได้ลดหย่อนภาษี


ปีใหม่นี้มีของขวัญจากรัฐบาลมอบให้กับประชาชนนั่นก็คือเพิ่มค่าลดหย่อนภาษีที่เป็นค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวในประเทศ โดยทางภาครัฐต้องการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ จึงเสนอมาตรการให้ค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวในประเทศนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้



1. เฉพาะท่องเที่ยวภายในประเทศเท่านั้น ค่าใช้จ่ายที่นำมาลดหย่อนต้องเป็นค่าที่พักหรือค่าทัวร์เท่านั้น (ค่าที่พักต้องเป็นเฉพาะค่าที่พักเท่านั้น ค่าอาหาร ค่าสปา ไม่สามารถนำมาลดได้)

  • โดยที่พักต้องเป็นผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมตามกฎหมาย และทัวร์ต้องเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตนำเที่ยวตามกฎหมาย การจองผ่านตัวแทนที่เป็นเวบไซต์ เช่น Agoda จะไม่สามารถนำมาลดหย่อนได้
  • ในใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จต้องมีรายละเอียด ชื่อนามสกุลของผู้ที่จะใช้สิทธิลดหย่อน จำนวนเงิน และวันที่อย่างชัดเจน


2. ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท

  • สามีภรรยามีรายได้ทั้งคู่ ไม่ว่าจะแยกยื่นหรือยื่นรวม สามารถลดหย่อนได้คนละตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 15,000 บาท
  • สามีภรรยาที่มีรายได้เพียงคนเดียว สามารถลดหย่อนได้ของคนที่มีรายได้เท่านั้น ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 15,000 บาท
  • คณะบุคคลกับห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคล จะไม่สามารถลดหย่อนได้


3. ต้องเป็นใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จที่ออกในช่วงเวลาที่กำหนดตามนี้

  • ปี 57 ยื่นปี 58: ออกในช่วง 16 ธค. 57 ถึง 31 ธค. 57 เท่านั้น (ใบกำกับภาษีที่ลงวันที่ก่อนหน้านี้จะไม่สามารถลดหย่อนได้)
  • ปี 58 ยื่นปี 59: ออกในช่วง 1 มค. 58 ถึง 31 ธค. 58


เมื่อรู้แบบนี้แล้ว ท่องเที่ยวครั้งต่อไปก็อยากลืมขอใบกำกับภาษีมาด้วยนะคะ เราจะได้ใช้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีได้อย่างเต็มที่

Thursday, May 29, 2014

การบริหารจัดการหนี้ ตอนที่ 5

สำหรับคนที่เป็นหนี้เสีย แล้วหันไปพึ่งหนี้นอกระบบนั้น น่าจะเป็นการ "หนีเสือปะจระเข้" อย่างแท้จริง เพราะสิ่งที่เจอจากหนี้นอกระบบนั้นคือดอกเบี้ยแพงๆ และการทวงหนี้แบบโหดๆ นอกจากนี้ เจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบยังมี "สารพัดเล่ห์เหลี่ยม" ที่เอารัดเอาเปรียบลูกหนี้

เล่ห์เหลี่ยมหรือหลุมพลางที่เจ้าหนี้นอกระบบจูงใจให้เรากู้
  • ใส่ตัวเลขต่างๆ น้อยๆ เพื่อจูงใจให้กู้ เช่น ดอกเบี้ย 2% แต่จริงๆ แล้ว ดอกเบี้ย 2% ต่อเดือนไม่ใช่ต่อปี 
  • คิดดอกเบี้ยแบบคงที่ตลอดอายุสัญญา 
  • บีบให้ทำสัญญาเงินกู้เกินจริง เขียนสัญญากำกวม 
  • หลีกเลี่ยงให้กู้โดยตรง โดยให้คนอื่นปล่อยกู้อีกหลายทอด
  • หลังทำสัญญาแล้ว ทวงหนี้มหาโหด บีบบังคับ ข่มขู่
ตัวอย่างที่ 1 : "เจ้าหนี้ไม่บอกอัตราดอกเบี้ย"

"เงินด่วนทันใจ ดอกเบี้ยถูก บริการเงินสดพร้อมใช้ รับเงินไว"
"สนใจติดต่อ คุณโทนี่ xxx-xxx-xxxx"

น.ส. สมศรี ต้องการกู้เงิน 10,000 บาท จึงโทรติดต่อนายโทนี่และได้รับเงื่อนไขดังนี้
กู้เงิน 10,000 บาท ต้องจ่ายคืนเดือนละ 1,200 บาท เป็นระยะเวลา 1 ปี

น.ส. สมศรีควรกู้กับนายโทนี่ไหม?

คำตอบ: ถ้าสมศรีกู้เงินกับนายโทนี่เป็นจำนวน 10,000 บาท
สมศรีต้องจ่ายเงินทั้งหมด = 1,200 บาท x 12 เดือน = 14,400 บาท
ดังนั้น ดอกเบี้ยที่สมศรีจ่ายให้กับนายโทนี่เท่ากับ = 14,400 - 10,000 = 4,400 บาท
ลองคำนวณว่าดอกเบี้ย 4,400 บาทนี้เป็นอัตรากี่เปอร์เซนต์ต่อปี
อัตราดอกเบี้ยต่อปี = 4,400 / 10,000 x 100 = 44%
ตามปกติแล้วอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค (Customer Loan) ของธนาคารส่วนใหญ่จะเฉลี่ยแล้วไม่เกิน 20% ต่อปี แต่ของนายโทนี่นั้นดอกเบี้ย 44% ต่อปี ดังนั้นสมศรีไม่ควรกู้คะ

ตัวอย่างที่ 2 : "หลีกเลี่ยงการให้กู้โดยตรง"

น.ส. สมศรี ต้องการกู้เงิน 10,000 บาท จึงโทรติดต่อนายแป๊ะและได้รับเงื่อนไขดังนี้
ถ้าจะกู้เงิน 10,000 บาท นายแป๊ะพาน.ส. สมศรีไปสมัครบัตรเงินผ่อน และให้ไปซื้อสินค้าเช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ด้วยบัตรเงินผ่อน เช่น ซื้อทีวีด้วยบัตรเงินผ่อนมา 12,000 บาท แต่ต้องมาขายให้กับนายแป๊ะในราคาถูกมากๆ เช่น 10,000 บาท นายแป๊ะก็นำเครื่องใช้ไฟฟ้านั่นไปขายต่อด้วยราคา 11,500 บาท

แสดงว่านายแป๊ะได้กำไรเท่ากับ 11,500 - 10,000 = 1,500 บาท
ส่วน น.ส. สมศรีได้รับเงินจากนายแป๊ะมา 10,000 บาท แต่ต้องผ่อนบัตรเงินผ่อน 12,000 บาทนั้นที่อัตราดอกเบี้ย 25% ต่อปี ซึ่งเท่ากับ 12,000 x 25% = 3,000 บาท น.ส. สมศรีจึงต้องผ่อนทั้งหมดเท่ากับ เงินต้น 12,000 + ดอกเบี้ย 3,000 = 15,000 บาท

ดอกเบี้ยบัตรเงินผ่อน 3,000 บาท และส่วนต่างถูกหักให้กับนายแป๊ะเท่ากับ 2,000 บาท ซึ่งรวมเท่ากับ 5,000 บาท ถ้าคำนวณเงิน 5,000 บาทนี้กับเงินที่ได้รับมา 10,000 จะพบว่า
อัตราดอกเบี้ยต่อปี = 5,000 / 10,000 x 100 = 50% ดังนั้นสมศรีไม่ควรกู้คะ

จากทั้ง 2 ตัวอย่างทำให้เห็นว่า การจะกู้ยืมเงินนอกระบบนั้นระมัดระวังให้ดี ต้องมีสติ พิจารณาถึงข้อเสนอที่เค้าให้มาว่ามีการเอารัดเอาเปรียบจนเกินไปไหม และเรารับข้อเสนอนั้นได้ไหม มีความสามารถในการผ่อนหรือเปล่า การกู้เงินนอกระบบไม่ใช่ว่าจะไม่ดีเสมอไป ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับตัวเราว่าเรามีวินัยทางการเงินขนาดไหน คนที่มีวินัยทางการเงินดี ย่อมรู้จักใช้จ่าย จัดสรรเงิน ใช้หนี้ตรงเวลา รับผิดชอบต่อตัวเอง ถ้าทำได้เช่นนี้ภาระหนี้ก็จะหมดโดยไว

Monday, April 28, 2014

การบริหารจัดการหนี้ ตอน 4

ก็รู้ทั้งรู้ว่า จะต้องมีการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ก่อนที่จะก่อหนี้ แต่ในบางทีมันก็มีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาติดขัด มีอุปสรรค ทำให้การชำระหนี้ไม่ทันเสียแล้ว หนี้เข้าสู่วิกฤตไปเสียแล้ว หนี้ที่มีอยู่เริ่มจะจ่ายช้ากว่ากำหนด จ่ายไม่ไหว และค้างชำระ จนต้องเสียประวัติไป แม้ว่าหนี้สินจะพันกันยุ่งเยิง ขออย่าได้ท้อ อย่าได้หนีหนี้ อย่าได้คิดสั้น ปัญหาต้องมีทางออก รูปแบบการแก้ปัญหาหนี้จะมีอยู่ 3 รูปแบบคือ

1. การรีไฟแนนซ์ (Refinance)

การรีไฟแนนซ์เหมาะกับหนี้ที่เกือบจะเสีย คือยังสามารถจ่ายได้อยู่ จ่ายได้ไหว แต่ไม่คล่องตัว ไม่ทันเวลา เงินที่จะจ่ายแต่ละเดือนมันตึงๆ จ่ายได้ได้กว่ายอดหนี้ที่กำหนดไว้ ก็ต้องใช้วิธีรีไฟแนนซ์

รีไฟแนนซ์ยังเหมาะกับคนที่คิดว่าตัวเองจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูง แล้วต้องการที่จะปรับอัตราดอกเบี้ย ให้ลดลง หรืออยากปรับเปลี่ยนแผนการชำระหนี้ให้ชำระได้หมดภาระเร็วขึ้น หรือเปลี่ยนสถาบันการเงินที่ให้กู้ แม้ว่าจะไม่มีปัญหาด้านการเงินที่นำไปผ่อนชำระ การรีไฟแนนซ์ก็ยังสามารถกระทำได้เพื่อการลดค่าใช้จ่ายด้านอัตราดอกเบี้ยและขยายเวลาการผ่อนชำระ

การจะพิจารณาในการรีไฟแนนซ์ว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ ต้องมีการเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงว่าจะช่วยให้เราประหยัดได้มากกว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการรีไฟแนนซ์หรือไม่ ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในการรีไฟแนนซ์จะประกอบด้วย
  • ค่าใช้จ่ายในการประเมินมูลค่าหลักประกัน บริษัทสินเชื่อแห่งใหม่ต้องมีการประเมินหลักประกันใหม่ ในบางครั้งอาจมีค่าใช้จ่าย เช่น การจ้างบริษัทมาคำนวณหลักประกัน
  • ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำสัญญาเงินกู้กับผู้ให้สินเชื่อแห่งใหม่
  • ค่าจดจำนองหลักประกัน
  • ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการประกัน
  • ค่าปรับให้แก่เจ้าหนี้เก่าในกรณีที่ยุติการกู้ก่อนระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา
ด้วยค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจึงต้องพิจารณาให้ดีก่อนที่จะรีไฟแนนซ์ ลองเปรียบเทียบหลายๆ สถานบันการเงินที่ให้รีไฟแนนซ์ว่าข้อเสนอที่ใดให้ประโยชน์กับตัวเรามากที่สุด 
2. ปรับโครงสร้างหนี้หรือการประนอมหนี้

การปรับโครงสร้างหนี้นั้นสามารถกระทำได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอให้กลายเป็นหนี้เสียก่อน สามารถเดินเข้าไปเจรจาปรับโครงสร้างหนี้หรือเจรจาประนอมหนี้กับสถาบันการเงินได้ การเดินเข้าไปคุยกับสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อแสดงถึงความตั้งใจในการชำระหนี้ คุยกับทางสถาบันการเงินว่าทางสถานบันการเงินจะสามารถช่วยอะไรได้บ้าง ดีกว่าที่จะให้เกิดการค้างชำระ เพราะถ้าเกิดการค้างชำระแล้วประวัติเครดิตก็จะเสีย ทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประวัติได้ การประนอมหนี้ก็จะยากขึ้นอีก

รูปแบบการเจรจาประนอมหนี้มีหลายรูปแบบ ได้แก่
  • ขอลดยอดหนี้ลงบางส่วน
  • ขอขยายเวลาการชำระหนี้ 
  • ขอลดจำนวนเงินที่ต้องผ่อนในแต่ละงวด
  • ขอให้คิดดอกเบี้ยในอัตราปกติที่ไม่ผิดนัด
  • ขอหยุดดอกเบี้ยและไม่คิดดอกเบี้ยระหว่างที่ผ่อนชำระ
  • ขอลดหย่อนค่าธรรมเนียมหรือค่าปรับกรณีผิดชำระ
  • ขอโอนหลักประกันเพื่อชำระหนี้
แต่ก่อนที่จะเดินไปขอปรับโครงสร้างหนี้ ควรจะสังเกตุว่า ลูกหนี้ที่เหมาะสมกับวิธีนี้ควรที่จะมีคุณสมบัติดังนี้

  1. มีภาระหนี้ไม่มากหรือทำธุรกิจส่วนตัว ที่จำเป็นต้องรักษาประวัติเครดิตที่ดีเอาไว้สำหรับการขอสินเชื่อสำหรับธุรกิจ
  2. เป็นหนี้ที่ไม่ได้ถูกคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่โหดเกินไป
  3. เมื่อปรับโครงสร้างหนี้แล้ว เงินที่จะจ่ายคืนหนี้ไม่ควรเกิน 30% ของรายได้
  4. มั่นใจว่าจะสามารถจ่ายได้ตลอด ไม่หยุดจ่ายกลางคัน
ดังนั้นการปรับโครงสร้างหนี้อาจมีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยข้อดีคือช่วยลดแรงกดดันในการชำระหนี้ ลดการถูกทวงหนี้ ในบางกรณีอาจได้ดอกเบี้ยที่ถูกลงด้วย แต่ข้อเสีย คือ มูลค่าหนี้หลังการปรับโครงสร้างหนี้อาจจะเพิ่มขึ้น เพราะสถาบันการเงินอาจจะนำยอดหนี้เดิม ดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าทวงถาม มารวมเป็นยอดหนี้ใหม่ การปรับโครงสร้างหนี้อาจจะทำให้ลูกหนี้เสียเปรียบหากไม่สามารถชำระหนี้ตามสัญญาใหม่จนนำไปสู่กระบวนการฟ้องร้อง เพราะในสัญญาใหม่จะปรับดอกเบี้ยลดลง ซึ่งมีความเป็นธรรมต่อลูกหนี้แล้ว

3. แฮร์คัต (Hair Cut)

เมื่อเราไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้จริงๆ ทางสถาบันการเงินจะฟ้องร้องเพื่อให้ลูกหนี้ชำระหนี้ แม้ว่าจะถูกสถาบันการเงินฟ้องร้อง ก็อย่าเพิ่งท้อถอย อย่าเพิ่งถอยหรือหนี ให้เดินตามกระบวนการต่อไป

ทางสถาบันการเงินอาจเข้ามาเจรจาเพื่อลดหนี้ที่ค้างชำระโดยแลกกับการจ่ายหนี้ส่วนที่เหลือ วิธีนี้จะเรียกว่าแฮร์คัต โดยทางสถาบันการเงินหรือเจ้าหนี้จะเป็นยื่นข้อเสนอเข้ามา วิธีแฮร์คัตนี้จะเกิดขึ้นในกรณีที่ค้างชำระหนี้มานาน ทางสถาบันการเงินหรือเจ้าหนี้อยากจะเจรจาเพื่อปิดยอดหนี้ จึงเสนอข้อเสนอนี้ขึ้นมา ถ้าเห็นว่าสามารถรับข้อเสนอนี้ได้ ก็ดำเนินการเจราปิดหนี้ได้เลย


ในตอนหน้าจะมาทำความรู้จัก หนี้นอกระบบ เพื่อให้เรารู้ทันเงินนอกระบบ ไม่ให้โดนหลอกได้อย่างง่ายนะคะ

Monday, March 31, 2014

การบริหารจัดการหนี้ ตอนที่ 3

จากสองตอนที่แล้วที่กล่าวถึงสาเหตุของการมีหนี้และสถานะของการเป็นหนี้ ทำให้หลายๆ คนสามารถรู้ได้ว่า ในปัจจุบันตอนนี้เรากำลังอยู่ในส่วนใดของการเป็นหนี้ คนที่มีหนี้แล้วก็ต้องระมัดระวังการใช้เงินเป็นพิเศษ จะใช้เงินแบบเดิมไม่ได้แล้ว และหมั่นทบทวนการเงินของตัวเองอยู่เสมอ โดยการสร้างนิสัยการมีวินัยทางการเงินขึ้นมา นิสัยของคนมีวินัยทางการเงินจะแบ่งเป็น 3 ข้อ

1. การจะรู้ว่าตัวเองจะเดินไปทางใด ก็ต้องมีการวางแผนการเดินไว้ก่อน การใช้เงินก็เช่นเดียวกัน เราก็ต้องมีการวางแผนการเงินเอาไว้ เพื่อให้เราใช้เงินได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับตัวเรา เราสามารถวางแผนการเงินของตัวเราเองได้ดังนี้
  • คำนวณหาเงินที่เหลือในแต่ละเดือนหรือแต่ละปี โดยคำนวณได้จาก รายได้ที่ได้รับทั้งหมดลบกับเงินออมที่เราต้องออมเป็นประจำ ลบค่าใช้จ่ายจำเป็น ลบหนี้สิน ก็จะเหลือเป็นเงินที่เหลือใช้ในแต่ละเดือน 
  • ทำรายรับ รายจ่ายอย่างละเอียด ว่าเรามีค่าใช้จ่ายในส่วนใดบ้าง เช่น ค่าโทรศัพท์อินเตอร์เนต ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าช้อปปิ้ง เป็นต้น ทำเป็นรายวันและรวมเป็นรายเดือนเพื่อให้เห็นภาพการไหลของเงินว่าเงินที่เราได้รับมานั้นมันไหลไปทางใด
  • วางแผนเก็บเงินกับค่าใช้จ่ายที่เป็นจำนวนเงินก้อนที่ใหญ่ เช่น ค่าเล่าเรียนบุตร เงินที่ไว้ใช้ยามเกษียณ
  • ตรวจสอบหนี้สินว่ามีจำนวนเท่าใด เปรียบเทียบระหว่างหนี้สินกับสินทรัพย์ที่เรามี ความสามารถในการผ่อนชำระ 
 

2. เมื่อรู้แผนการเงินของเราแล้ว ก็จะดูในสิ่งที่สามารถปรับได้ ปรับเพื่อให้เรามีเงินมากขึ้น และป้องกันเงินไม่ให้เสียไปกับค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นไปมากกว่านี้
  • เมื่อเห็นว่าค่าใช้จ่ายมีมากกว่ารายได้ ก็อาจจะหางานทำเพิ่ม ทำงานเพิ่มเพื่อเพิ่มรายได้ให้เพียงพอกับค่าใช้จ่าย
  • ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น งดซื้อกาแฟ ชงกินเองแทน งดซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ งดทานข้าวนอกบ้าน ทำกับข้าวกินเอง
  • ลดการใช้บัตรเครดิต ใช้แต่เงินสดเท่าที่นั้น ไม่มีเงินก็ไม่ซื้อ ไม่ก่อหนี้เพิ่ม
  • ถ้ามีเงินเหลือก็เก็บออมไว้ นำไปใส่เป็นเงินออม หรือ เก็บไว้ในยามฉุกเฉิน
  • ทำประกันสุขภาพ หรือ ประกันชีวิตเพื่อป้องกันการเสียเงินเป็นจำนวนมาก คุ้มครองหัวหน้าครอบครัวที่มีภาระหนี้สิน ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับหัวหน้าครอบครัว คนข้างหลังก็จะสามารถนำเงินไปปลดหนี้ได้ ไม่ทึ้งภาระไว้ให้กับคนข้างหลัง
3. สำหรับคนที่มีหนี้ ก็ต้องมาจัดทำแผนปลดหนี้ เพื่อให้เราสามารถใช้หนี้ได้หมดเร็วที่สุด
  • สำรวจหนี้ที่มีว่า หนี้ของเรานี้เป็นหนี้แบบใด เช่น หนี้ผ่อนบ้าน หนี้ผ่อนรถ หนี้นอกระบบ หนี้บัตรเครดิต เป็นต้น
  • เมื่อสำรวจหนี้แล้วว่าเป็นหนี้อะไรก็ต้องแจกแจงหนี้นั้นว่ามียอด ณ ปัจจุบันอยู่เท่าใด อัตราดอกเบี้ยที่จ่าย จำนวนเงินที่จ่ายในแต่ละเดือน วันที่จ่าย และความถี่ในการจ่าย
  • จัดลำดับของหนี้ที่ต้องการปลดหนี้ หนี้ที่ดอกเบี้ยสูง หนี้บัตรเครดิต หนี้นอกระบบ จะถูกนำมาปลดหนี้ก่อน 
  • สำรวจทรัพย์สินที่เรามี ว่าถ้าจะขายหรือแปลงเป็นเงินเพื่อปลดหนี้จะได้มูลค่าเท่าใด จดรายละเอียด และประเมินมูลค่า
  • ขายสินทรัพย์เพื่อนำมาปลดหนี้ โดยเลือกปลดหนี้ตามที่เราได้จัดลำดับไว้
  • ถ้าในกรณีที่ขายสินทรัพย์ก็แล้ว ทำทุกอย่างก็แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถปลดหนี้ได้หมด และเลือกวิธีเจรจา ต่อรองกับเจ้าหนี้
  • อย่าหนีหนี้เป็นอันขาด 
ในตอนหน้าจะกล่าวถึง รูปแบบการแก้ปัญหาหนี้คะ 

Tuesday, February 25, 2014

การบริหารจัดการหนี้ ตอน 2

จากตอนที่แล้วได้พูดถึงสาเหตุของการเป็นหนี้แล้ว ในตอนนี้จะมาดูกันต่อว่าสถานะของการเป็นหนี้นั้นมีอะไรบ้าง

สถานะของการเป็นหนี้นั้นจะถูกแบ่งออกเป็น 4 สถานะได้แก่

1. สถานะ "ยังไม่มีหนี้"

"ช่วงเวลาที่ยังไม่มีหนี้ หรือช่วงเวลาปลอดหนี้" น่าจะเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขและสบายใจที่สุด ซึ่งในช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ต้องมีการจัดระเบียบชีวิตและวางแผนการเงิน ศึกษาข้อมูลสินเชื่อต่างๆ ก่อนที่จะกู้ เพื่อทำการเปรียบเทียบสินเชื่อแต่ที่ต่างๆ ว่ามีการคิดและคำนวณอย่างไร

2. สถานะ "คิดจะกู้"

สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อคิดจะเป็นหนี้ คือวิเคราะห์ความจำเป็นของการเป็นหนี้ เพราะสาเหตุของการเป็นหนี้นั้นมีหลายรูปแบบ เราต้องรู้ก่อนว่าหนี้ที่จะเกิดขี้นนี้มาจากสาเหตุใด เมื่อวิเคราะห์ความจำเป็นในการก่อหนี้แล้ว ขั้นตอนต่อไปที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การคำนวณภาระหนี้ที่จะเกิดขี้นว่า พอจะมีความสามารถในการผ่อนชำระหรือไม่ เปรียบเทียบข้อมูลให้รอบคอบไม่ว่าจะเป็น อัตราดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายที่เกี่้ยวข้อง ค่าปรับกรณีล่าช้า ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงหนี้ เปรียบเทียบกับความสามารถของเราว่าเราสามารถผ่อนชำระหนี้ได้ในระดับไหน และถ้าในกรณีที่เราไม่สามารถผ่อนชำระได้ เราจะทำอย่างไร หาทางหนีทีไล่ก่อนที่จะกู้จริงๆ เผื่อว่าเมื่อกู้แล้วถ้าเกิดปัญหา เราจะได้ดำเนินตามแผนที่วางไว้



3. สถานะ "ก่อหนี้และจัดการได้"

เมื่อขั้นนี้แล้ว ก็เดินไปสถาบันการเงินเพื่อขอสินเชื่อกู้ได้เลย เพราะเราได้มีการวางแผนการเงินไว้แล้ว สถาบันการเงินเค้าจะอนุมัติสินเชื่อหรือไม่นั้น เค้าจะดูจาก ประวัติการขอสินเชื่อและพฤติกรรมการชำระเงินที่ผ่านมา และความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ ดังนั้นจึงควรเตรียมเอกสารในส่วนนี้ให้พร้อม

ในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินนั้น ผู้กู้จะต้องตรวจเช็คสัญญาเงินกู้ให้ดี เพราะบางคนเซนต์ชื่อโดยที่ไม่ได้อ่านเงื่อนไขอะไรเลย ซึ่งคนส่วนนี้ก็จะพบกับปัญหาที่อาจจะตามมาในภายหลัง ซึ่งเมื่อเราลงชื่อไปแล้ว คงจะปฏิเสธความรับผิดชอบตามสัญญานั้นได้ลำบาก

สิ่งที่ต้องตรวจสอบสัญญาเงินกู้
- จำนวนเงินที่ขอกู้ถูกต้องตามที่ตกลงกันไหม ตัวเลขกับตัวหนังสือต้องตรงกัน
- ระยะเวลาและความถี่ในการผ่อนชำระ
- อัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บ และวิธีคิดดอกเบี้ย เป็นแบบคงที่หรือลอยตัว
- หลักประกัน เช่น ค่าประเมิน ค่าจดจำนองหลักประกัน เงื่อนไขการไถ่ถอน
- เงื่อนไขที่อาจก่อให้เกิดเบี้ยปรับ เช่น ดอกเบี้ยผิดนัด ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถาม การชำระคืนเงินกู้ก่อนกำหนด เป็นต้น
- ตารางแสดงจำนวนเงินผ่อนต่องวด ซึ่งควรจะมีทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยต่องวด
- เงื่อนไขอื่นๆ เช่น การทำประกันสินเชื่อที่ทางสถาบันมักจะบังคับให้ทำ ซึ่งเราต้องพิจารณาให้ดีว่าสมควรทำหรือไม่ ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วทางสถาบันการเงินไม่สามารถบังคับเราให้ทำประกันสินเชื่อ

4. สถานะ "หนี้สินพอกพูน"

ถ้าเราทำได้ดีในสถานะที่ 2 และที่ 3 แล้ว การมีหนี้นี้ก็จะดำเนินอย่างปกติ มีเงินจ่ายคืนตามปกติ แต่บางคนอาจไม่เป็นเช่นนั้น ในปีแรกๆ อาจจะดำเนินอย่างปกติ แต่เมื่อปีหลังต่อมา อาจจะมีปัจจัยอื่นมากระทบ เช่น รายได้ลดลง เศรษฐกิจแย่ เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันแก่คนใกล้ตัว เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง หรือเป็นโรคร้ายแรง หรือเหตุการณ์ที่ไม่ได้เตรียมมาก่อนแล้วต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากในทันที เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นจะเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงว่ากำลังเข้าสู่ "วิกฤตทางการเงิน" เข้าแล้ว

สัญญาณบ่งชี้ว่าเริ่มมีปัญหาทางการเงินจะมีอาการต่อไปนี้
- ไม่มีเงินเก็บ
- อยู่อย่างรอคอย (เงินเดือน โบนัส เงินปันผล)
- เงินออกปุ๊ป หายไปกับหนี้ปั๊ป
- จ่ายค่าน้ำไฟ โทรศัพท์ ค่าเช่า ไม่ตรงเวลา
- จ่ายบัตรเครดิตแค่ขั้นต่ำ จ่ายบัตรไม่เต็มยอด
- เริ่มซื้อของใช้จำเป็นเข้าบ้านด้วยเงินเชื่อ เงินผ่อน

เมื่อปัญหาเริ่มรุนแรงมากขึ้น อาการก็จะขยับความรุนแรงมาเป็นแบบนี้
- ยืมโน้น โปะนี่ ยืมไปทั่ว ยืมจากคนใกล้ตัว ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง โดยที่ไม่รู้ว่ายอดหนี้ที่แท้จริงเป็นเท่าไร
- ใช้บัตรเครดิตรูดซื้อของไม่ได้เพราะเต็มวงเงิน
- ขอสินเชื่อใหม่ หรือขอวงเงินเพิ่มไม่ได้
- หมดหนทาง หันไปพึ่งสินเชื่อนอกระบบ
- ได้รับโทรศัพท์ทวงหนี้บ่อยๆ
- เครียดคิดแต่เรื่องหนี้สินตลอดเวลา

เมื่อเห็นสัญญาณเช่นนี้แล้ว ก็ต้องรีบจัดการกับหนี้เกินตัวให้เร็วที่สุด  วิธีการจัดการนั้น จะมาลงในรายละเอียดในตอนหน้านะคะ

Wednesday, January 29, 2014

การบริหารจัดการหนี้ ตอนที่ 1

ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาทางการเมืองที่รุมเร้าประเทศไทยในช่วงนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อทุกภาคทุกส่วนทั่วประเทศ ไม่เพียงแต่บริษัทห้างร้านที่ขายของไม่ดี ยังส่งผลถึงคนหลายหลากอาชีพที่ต้องพึ่งพาภาคส่วนต่างๆ ในการดำเนินชีวิตประจำวัน เมื่อประสบกับปัญหาแบบไม่คาดคิดแบบนี้ คนที่มีรายจ่ายประจำก็ยังคงต้องจ่ายอยู่ แต่สภาพคล่องอาจจะไม่มีเหลือ อาจจะต้องมีการกู้ยืมเงินมาใช้ ส่วนคนที่มีหนี้อยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ก็คงต้องเหนื่อยกันมากขึ้นกับสภาพแบบนี้ สภาพเศรษฐกิจและการเมืองแบบนี้ทำให้คนต้องหันมาสนใจในการวางแผนการเงินกันมากขึ้น ใส่ใจในเรื่องการบริหารหนี้ เพื่อให้เราสามารถผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ 

หลายๆ คนโทรมาปรึกษากับเทิร์ดว่ามีหนี้สินแล้วไม่สามารถชำระได้ทันจะทำอย่างไร หรือมีหนี้สินหลายอย่างต้องชำระตัวใดก่อน หรือจะต้องกู้หนี้เพื่อซื้อบ้านรถจะกู้ที่ไหนดี แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเราจะมีปัญญาจ่ายเจ้าหนี้ครบไหม เทิร์ดเจอคำถามเหล่านี้ค่อนข้างบ่อย จึงมาเขียนบล็อกนี้เพื่อให้เป็นความรู้แก่คนที่คิดจะกู้ คนที่กู้แล้วและเป็นหนี้อยู่ คนที่กู้แล้วและเป็นหนี้อยู่แต่ไม่สามารถชำระได้ และคนที่ไม่เคยคิดที่จะกู้เลย ได้เข้าใจถึงหนี้ว่าแท้จริงแล้วหนี้นั้นเป็นอย่างไรและเราสามารถจัดการหนี้ได้อย่างไร


แต่ก่อนอื่นเรามาดูก่อนว่าปัญหาหนี้ที่เจออยู่นั้นมาจากสาเหตุอะไร

1 การขาดการวางแผนทางการเงิน: บางคนไม่เคยทำรายรับรายจ่ายเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมีสินทรัพย์อะไรบ้างและเก็บไว้อยู่ที่ใด พอเมื่อเกิดการใช้เงินเกินตัว หรือหาเงินเข้ามาไม่ทัน ก็จะประสบกับปัญหาการเงินเข้าทันที ต้องมีการกู้หนี้ยืมสิน ถ้ามีหนี้อยู่แล้วก็อาจจะขาดส่งหรือส่งได้แค่ยอดขั้นต่ำ ทำให้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันทันที

2 การขาดวินัยทางการเงิน: บางคนสิ้นเดือนเงินเดือนออกก็จัดเต็มทุกครั้ง จ่ายก่อนที่จะเก็บออม ไม่มีเงินออมในแต่ละเดือน หรือบางคนก็ใช้บัตรเครดิตเพื่อใช้ซื้อของราคแพงๆ ทานข้าวที่หรูๆ ใช้บัตรเต็มวงเงินทุกเดือน แต่ไม่มีปัญหาจ่ายให้หมด พอถึงเวลาจ่ายก็จะหมุนเอาเงินจากอีกบัตรมาจ่ายก่อน กลายเป็นหนี้บัตรเครดิตพอกพูนขึ้นไปอีก สิ่งเหล่านี้ถ้ามีวินัยรู้จักใช้รู้จักเก็บ ปัญหาทางการเงินก็จะไม่เกิดขึ้น

3 ขาดความรู้ความเข้าใจในกฎเกณฑ์ต่างๆ: บางคนไม่ทราบถึงกฎเกณฑ์ของสัญญาสินเชื่อ การกู้เงิน การคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิต การคำนวณดอกเบี้ยบ้าน ดอกเบี้ยรถต่างๆ เมื่อไม่ทราบถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ นี้ ก็จะทำให้การบริหารการเงินไม่เป็นระบบ เพราะไม่รู้ว่าสิ่งใดต้องควรทำก่อนหลัง ปัญหาทางการเงินก็จะเกิดขึ้นตามมา เมื่อถึงเวลานั้นแล้วการแก้ไขอาจจะทำได้ยาก


ในตอนหน้าจะมาดูกันว่าสถานะของการเป็นหนี้นั้นเป็นอย่างไร พบกันตอนหน้านะคะ

Monday, December 30, 2013

ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่คะ

ปีเก่ากำลังจะผ่านพ้นไป ปีใหม่กำลังเข้ามา เมื่อเรามองย้อนกลับไปในปีที่ผ่านมา ลองทบทวนแผนการเงินของตัวเองดูว่าในปีที่ผ่านมานั้น เราได้ทำอะไรลุล่วงและสำเร็จตามแผนการเงินที่เราได้วางไว้บ้างไหม มีการออมเงินตามที่ตั้งใจไว้ไหม มีการบริหารภาษีได้ตรงตามเป้าหมายที่วางไว้ไหม มีการลงทุนได้ผลตอบแทนตามที่คาดหวังบ้างไหม ถ้าใครที่บอกว่า ยังไม่ได้ตามเป้าที่วางแผนไว้เลย ก็คงต้องมาทบทวนหาข้อผิดพลาดที่เกิดว่ามันเกิดจากอะไร และทำไมถึงไม่บรรลุเป้าหมายทางการเงิน ต้องปรับและวางแผนการเงินใหม่เพื่อให้ปีหน้านี้จะได้บรรลุเป้าหมายตามที่เราวางไว้ แต่สำหรับคนที่ได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ ก็ขอแสดงความยินดีด้วยคะ ปีหน้าขอให้รักษาแผนการเงินแบบนี้ไว้ต่อไป มีวินัยในการออมและการลงทุนเสมอเพื่อเป้าหมายทางการเงินนะคะ

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ เทิร์ดก็ขอให้ทุกท่านมีแต่ความสุขความเจริญ มีสุขภาพแข็งแรง มีสินทรัพย์มั่งคั่ง ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานตลอดปี 2557 และตลอดไปนะคะ