Friday, September 13, 2013

ภ.ง.ด. 94 ภาษีเงินได้ครึ่งปี ตอนที่ 3

ในตอนที่ 3 นี้จะกล่าวถึงค่าลดหย่อนของ ภ.ง.ด. 94 ภาษีเงินได้ครึ่งปีว่ามีค่าลดหย่อนอะไรบ้าง

1. ค่าลดหย่อนผู้มีเงินได้ หักลดหย่อนได้ 15,000 บาท แต่ถ้าค่าลดหย่อนของคณะบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคล จะหักได้ 2 กรณีคือ
  • กรณีเป็นหุ้นส่วนในคณะบุคคลอยู่ในไทยเพียงคนเดียว ให้หักลดหย่อนผู้มีเงินได้เพียงคนเดียว เป็นจำนวนเงิน 15,000 บาท
  • กรณีผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลอยู่ในไทยตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ให้หักลดหย่อนผู้มีเงินได้ ทั้งสิ้นเป็นจำนวนเงิน 30,000 บาท     
2. ค่าลดหย่อนคู่สมรส จะแบ่งเป็น 4 กรณี
  • ถ้าคู่สมรสไม่มีเงินได้สามารถลดหย่อนได้ 15,000 บาท
  • แต่ถ้าคู่สมรสมีเงินได้ จะลดหย่อนได้ดังต่อไปนี้
        - คู่สมรสมีเงินได้มาตรา 40(1) - 40(4)
          ผู้มีเงินได้สามารถหักลดหย่อนได้ 15,000 บาท (ซึ่งเพิ่งจะเพิ่มขึ้นมานะคะ บางคนอาจจะไม่ทราบในข้อนี้ เพราะเมื่อคิดดูแล้วจะสับสนว่าถ้าคู่สมรสมีเงินได้แล้วจะนำคู่สมรสมาลดหย่อนได้อย่างไร แต่สรรพากรให้ลดหย่อนได้จริงๆ คะ)
        - คู่สมรสมีเงินได้มาตรา 40(5) - 40(8)
          ถ้าผู้มีเงินได้และคู่สมรสยื่นร่วมกัน ผู้มีเงินได้หักได้ 15,000 บาท และคุ่สมรสหักได้ 15,000 บาท
          แต่ถ้าแยกยื่น ก็ไม่สามารถหักลดหย่อนคู่สมรสได้
  • กรณีผู้มีเงินได้อยู่ในไทย (ถึง 180 วันในปีภาษี) ให้หักลดหย่อนคู่สมรสได้ โดยไม่ว่าคู่สมรสจะอยู่ในไทยหรือไม่
  • กรณีผู้มีเงินได้ไม่ได้อยู่ในไทย (ไม่ถึง 180 วันในปีภาษี) ให้หักลดหย่อนได้เฉพาะคุ่สมรสที่เป็นผู้อยู่ในไทยเท่านั้น
3. ค่าลดหย่อนบุตรและการศึกษาของบุตร ผู้มีเงินได้จะหักลดหย่อนขึ้นกับ 4 กรณีคือ
  • บุตรที่ไม่ได้ศึกษาหรือศึกษาในต่างประเทศ สามารถหักลดหย่อนได้คนละ 7,500 บาท
  • บุตรที่ศึกษาอยู่ในประเทศ สามารถหักลดหย่อนได้คนละ 8,500 บาท
  • กรณีผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในไทย (ถึง 180 วันในปีภาษี) ให้หักลดหย่อนบุตรทั้งที่อยู่ในไทยและอยู่ต่างประเทศ
  • กรณีผู้มีเงินได้ไม่ได้เป็นผู้อยู่ในไทย (ไม่ถึง 180 วันในปีภาษี) ให้หักลดหย่อนเฉพาะบุตรที่อยู่ในไทยเท่านั้น โดยให้หักลดหย่อนได้ตลอดปีภาษี ไม่ว่ากรณีที่จะหักได้นั้นจะมีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่  
4. ค่าลดหย่อนบิดามารดาของผู้มีเงินได้และบิดามารดาของคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ สามารถลดหย่อนได้คนละ 15,000 บาท

5. ค่าลดหย่อนเลี้ยงดูผู้มีอุปการะคนทุพพลภาพหรือคนพิการ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ สามารถลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท

6. ค่าลดหย่อนที่เป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคม สามารถลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงตามกฏหมายว่าด้วยการประกันสังคม

7. ค่าลดหย่อนที่เป็นเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน สามารถลดหย่อนได้ตามจริงแต่เมื่อรวมกับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพและประกันชีวิตแบบบำนาญแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท

8. ค่าลดหย่อนที่เป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพและประกันบำนาญ สามารถลดหย่อนได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ และไม่เกิน 500,000 บาท

9. ค่าลดหย่อนที่เป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) สามารถลดหย่อนได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้และไม่เกิน 500,000 บาท

10. ค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตของผู้มีเงินได้ จะสามารถลดหย่อนได้ไม่เกิน 95,000 บาท

11. ค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตของคู่สมรสผู้มีเงินได้ จะผู้มีเงินได้จะยื่นแยกหรือยื่นรวมก็เหมือนกัน แต่จะแบ่งเป็น 2 กรณีคือ
  • กรณีคู่สมรสไม่มีเงินได้ ผู้มีเงินได้จะสามารถลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตของคู่สมรสผู้ไม่มีเงินได้นี้ 5,000 บาท
  • กรณีคู่สมรสมีเงินได้ ผู้มีเงินได้จะไม่สามารถลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตของคู่สมรสนี้
12. ค่าลดหย่อนเบี้ยประกันบำนาญ สามารถลดหย่อนได้ไม่เกิน 200,000 บาทและเมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพและค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพและไม่เกิน 500,000 บาท

13. ค่าลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา สามารถลดหย่อนได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท

14. ค่าลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย สามารถลดหย่อนตามที่จ่ายจริงในเดือนมกราคมถึงมิถุนายนแต่ไม่เกิน 95,000 บาท

จะเห็นได้ว่าค่าลดหย่อนของภ.ง.ด. 94 นี้ บางส่วนคล้ายกับภ.ง.ด. 90 จะแตกต่างที่จำนวนเงินที่จะนำมาลดหย่อนที่มีจำนวนน้อยกว่า

ในตอนหน้าจะมาดูเงินบริจาคที่สามารถนำมาลดหย่อนได้ และการคำนวนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปีคะ


Tuesday, September 10, 2013

ภ.ง.ด. 94 ภาษีเงินได้ครึ่งปี ตอนที่ 2

ในการคำนวนภาษีครึ่งปี ภ.ง.ด. 94 นั้นการหักค่าใช้จ่ายตามประเภทของเงินได้ที่ได้รับมานั้นเหมือนกับการคำนวนภาษีเต็มปี ภ.ง.ด. 90 นั้นคือ ภ.ง.ด. 90 หักใช้จ่ายอย่างไร ภ.ง.ด. 94 ก็จะหักแบบเดียวกันคะ

แบบแรก: การหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา

การหักค่าใช้จ่ายแบบเหมานี้คือ การเลือกหักค่าใช้จ่ายเป็นตัวเลขร้อยละของประเภทเงินได้ที่ตามสรรพากรกำหนด ซึ่งแต่ละเงินได้ที่ได้รับมาก็จะมีการหักแบบเหมาไม่เท่ากัน
40(5) ที่เป็นค่าเช่าต่างๆ จะหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ไม่เท่ากัน เช่น ค่าเช่าที่ดินที่ใช้การเกษตร หักได้ 20% ค่าเช่าที่ดินที่ไม่ใช้การเกษตร หักได้ 15% ค่าเช่าบ้าน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างและแพ หักได้ 30% ค่าเช่ารถ ยานพาหนะ หักได้ 30% ทรัพย์สินอื่นๆ หักได้ 10%
40(6) ที่เป็นประกอบวิชาชีพอิสระต่างๆ จะหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาไม่เท่ากัน เช่น วิชาชีพกฎหมาย บัญชี วิศวกรรม สถาปัตยกรรม ประณีตศิลปกรรม หักได้ 30% ประกอบโรคศิลป(แพทย์) หักได้ 60% ซึ่งทั้งหมดนี้หักค่าใช้จ่ายได้แบบไม่มีเพดาน
40(7) ที่เป็นรับเหมา จะหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ในอัตราเดียวคือ 70%
40(8) ที่เป็นเงินได้อื่นๆ จะหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ไม่เท่ากัน จะหักค่าใช้จ่ายได้ตามตารางนี้



จะเห็นได้ว่าการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมานั้นจะเป็นร้อยละที่แน่นอน ผู้มีเงินได้สามารถนำไปคิดคำนวนได้ทันที

แบบสอง: การหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร (หักค่าใช้จ่ายตามจริง)

การหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้
1. เป็นการหักค่าใช้จ่ายตามปกติ ที่มีความเกี่ยวข้องและจำเป็นต่อการประกอบธุรกิจแต่ละประเภทหรือต่อเงินได้แต่ละชนิด
2. เป็นจำนวนที่สมควรและเหมาะกับกิจการนั้นๆ
3. ต้องไม่เป็นรายจ่ายที่กฎหมายห้ามไม่ให้หักเป็นรายจ่าย
4. ผู้มีเงินได้นี้ต้องมีหลักฐานประกอบการหักรายจ่าย ที่จะให้พนักงานสามารถตรวจสอบได้ เช่น ใบเสร็จ บิลรับเงิน ทวิ 50 เป็นต้น

การเลือกขอหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรนี้ ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ผู้มีเงินได้มีสิทธิเลือกได้ว่า ปีใดจะหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา หรือปีใดจะหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นหรือสมควรได้

นอกจากนี้ในปีเดียวกัน ผู้มีเงินได้ยังอาจหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาสำหรับเงินได้ประเภทหนึ่ง แต่หักค่าใช้จ่ายแบบตามความจำเป็นและสมควรสำหรับเงินได้อีกประเภทหนึ่งได้อีกด้วย แต่เงินได้ประเภทและชนิดเดียวกัน หากเลือกหักค่าใช้จ่ายตามวิธีใดแล้ว จะต้องใช้วิธีเดียวกันไปตลอดปีภาษีสำหรับเงินได้นั้นทั้งประเภท
            
ตัวอย่าง คุณหมอมีเงินได้จากการเปิดคลีนิครักษาฟันในตอนเย็น มีเงินได้ครึ่งปี 1,000,000 บาท เงินได้ที่ได้รับนี้จะเป็น 40(6) คุณหมอสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาหรือแบบตามความจำเป็นและสมควรก็ได้ สมมุติว่าคุณเลือกแบบตามความจำเป็นและมีหลักฐานการจ่ายเงิน แล้วการเปิดคลีนิคนี้มีค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้
- ค่าจ้างพนักงาน 2 คน เดือนละ 40,000 = 40,000 x 6 เดือน = 240,000
- ค่าเช่าที่ เดือนละ 30,000 = 30,000 x 6 เดือน = 180,000
- ค่าอุปกรณ์ ยา เครื่องมือแพทย์ เดือนละ 50,000 x 6 = 300,000
- ค่าน้ำค่าไฟ โทรศัพท์ เดือนละ 5,000 x 6 = 30,000
ค่าใช้จ่ายรวมเท่ากับ 240,000 + 180,000 + 300,000 + 30,000 = 750,000
ดังนั้น คุณหมอสามารถนำ 750,000 นี้ไปเป็นค่าใช้จ่ายของเงินได้ 1,000,000 บาทนี้ ทำให้เหลือ 250,000 นำไปหักค่าลดหย่อนแล้วคำนวนภาษี
แต่ถ้าคุณหมอเลือกที่จะหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา ไม่อยากยุ่งยากในการเก็บหลักฐานค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายของ 40(6) ที่เป็นเงินได้จากการประกอบโรคศิลป์จะเท่ากับ 60% ของเงินได้นั้น ดังนั้นจะเท่ากับ 1,000,000 x 60% = 600,000 ทำให้ค่าใช้จ่ายแบบเหมานี้เท่ากับ 600,000 ซึ่งน้อยกว่าการหักค่าใช้จ่ายแบบตามความจำเป็นและสมควร

ดังนั้นผู้มีเงินได้จะต้องพิจารณาเลือกให้ดีว่าจะหักค่าใช้จ่ายแบบใด เพื่อการประหยัดภาษีมากที่สุด กฎหมายก็ให้ผู้มีเงินได้เลือกใช้วิธีใดก็ได้ ไม่มีกฎหมายบังคับว่าใช้อย่างไรแล้วต้องใช้อย่างนั้นตลอดไปในทุกๆ ปี


ในตอนหน้าจะมาพูดถึงค่าลดหย่อนของภ.ง.ด. 94 กันนะคะ ว่ามีอะไรบ้าง

Saturday, September 7, 2013

ภ.ง.ด. 94 ภาษีเงินได้ครึ่งปี ตอนที่ 1

ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายนจะเป็นช่วงการยื่นภาษีครึ่งปีหรือที่เรียกว่า ภ.ง.ด. 94 สำหรับผู้มีเงินได้พึงประเมินมาตรา 40(5) ถึง 40(8) ต้องนำเงินได้นี้ไปยื่นเสียภาษีครึ่งปี วันสุดท้ายสำหรับการยื่นแบบกระดาษหรือยื่นด้วยตนเองที่สรรพากรพื้นที่นั้นเป็นวันที่ 30 กันยายนนี้ แต่ถ้ายื่นแบบออนไลน์ผ่านเวบไซต์ www.rd.go.th ก็จะขยายกำหนดเวลาไปอีก 8 วัน วันสุดท้ายจะเป็นวันอังคารที่ 8 ตุลาคม ดังนั้นต้องจดวันให้ดีๆ นะคะ อย่าพลาด แต่ทางที่ดีเมื่อมีเวลาว่างก็รีบยื่นได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอให้เป็นวันสุดท้าย ถ้ายื่นก่อนแล้วมีอะไรที่ผิดพลาดก็ยังสามารถแก้ไขได้ก่อนเดตไลน์ แต่ถ้ายื่นเอาวันสุดท้ายแล้วต้องแก้ไข อาจจะยุ่งยากและบางครั้งอาจจะมีค่าปรับและเงินเพิ่มนะคะ

ผู้ที่มีหน้าที่ยื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบ่งออกเป็น 6 หน่วยภาษีคือ บุคคลธรรมดา ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี กองมรดกที่มิยังได้แบ่ง ห้างหุ้นส่วนสามัญ คณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล และวิสาหกิจชุมชน โดยหน่วยภาษีเหล่านี้ถ้ามีเงินได้ครึ่งปีเป็น 40(5) ถึง 40(8) ก็ต้องยื่นแบบเสียภาษี ไม่ว่าจะมีภาษีชำระหรือไม่ก็ตาม

ลองมาทวนกันหน่อยนะคะว่า เงินได้มาตรา 40(5) ถึง 40(8) มีอะไรกันบ้าง

40(5) จะเป็นเงินได้ที่เป็นค่าเช่าต่างๆ ค่าเช่าทรัพย์สินทั้งอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ เช่น เช่าที่ดิน เช่าบ้าน เช่ารถยนต์ เช่าเครื่องจักร เป็นต้น

40(6) จะเป็นเงินได้ที่ประกอบวิชาชีพอิสระ 6 อาชีพได้แก่ วิชาชีพกฎหมาย บัญชี วิศวกรรม สถาปัตยกรรม ประณีตศิลปกรรม และประกอบโรคศิลป(แพทย์)

40(7) จะเป็นเงินได้จากการรับเหมาเป็นจัดหาสัมภาระ เช่น รับเหมาก่อสร้างอาคาร รับเหมาจัดงานเลี้ยง เป็นต้น

40(8) จะเป็นเงินได้อื่นที่เกี่ยวกับการค้าขายสินค้า การแสดงของนักแสดง การเปิดคลีนิค การทำกิจการ การทำเกษตรกรรม การทำเหมืองแร่ การขนส่ง การพาณิชยกรรมที่ไม่เข้าตาม 40(1) ถึง 40(7)

เบื้องต้นคงทราบแล้วว่าใครจะต้องยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด 94 บ้าง ตอนหน้าจะมาว่ากันเกี่ยวกับการคิดคำนวนภาษีว่าคิดคำนวนอย่างไร มีค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนเป็นเช่นไร


Thursday, September 5, 2013

การเสียภาษีของดารา,นักแสดง,นักร้อง,พิธีกรและนักกีฬาอาชีพอย่างถูกต้อง 4


ในบางครั้งนักแสดงไม่ได้แสดงเพียงคนเดียว บางคนแสดงเป็นหมู่คณะ เป็นกลุ่มคน หรือนักกีฬาเล่นเป็นทีม พอได้รับเงินค่าแสดงมา หรือได้รับเงินรางวัลมา จะบริหารภาษีอย่างไร

ถ้ามีการแสดงเป็นหมู่คณะ หรือเป็นทีม การยื่นแบบควรยื่นแบบในนามของคณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญ เพราะถือว่านักแสดงหรือนักกีฬาทุกคนร่วมรับรายได้นี้ร่วมกัน ทำให้แต่ละคนไม่ต้องนำเงินได้ที่ได้รับมาไปแยกยื่นส่วนตัว การยื่นเป็นคณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญนี้จะทำให้ทุกคนมีความรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง

แต่ถ้าการจัดตั้งคณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญนั้นยุ่งยาก หรือตั้งมาแล้วอาจใช้แค่ไม่กี่ครั้ง แล้วต้องรับงานแสดงเป็นหมู่คณะ แบบนี้ก็ให้บริษัทว่าจ้าง จ้างงานเป็นรายบุคคลเลย โดยจ้างมาแสดงร่วมกัน หรือจ้างมาเล่นเป็นทีมกัน โดยบริษัทว่าจ้างจะจ่ายเงินค่าแสดงเป็นรายบุคคลออกเป็น 50 ทวิ ตามจำนวนคนที่มาร่วมการแสดงเป็นทีม เท่านี้ก็จะเป็นการแยกรับภาระทางภาษีกันอย่างเท่าเทียมกันคะ

ถ้าท่านใดมีคำถามหรือกรณีให้ปรึกษาก็สอบถามมาได้คะ ยินดีให้คำปรึกษา เพราะเรื่องภาษีต้องมีการวางแผนแต่เนิ่นๆ และทำให้ถูกต้อง ถึงจะบริหารภาษีได้อย่างถูกต้อง


Thursday, August 29, 2013

การเสียภาษีของดารา,นักแสดง,นักร้อง,พิธีกรและนักกีฬาอาชีพอย่างถูกต้อง 3

ในตอนที่ 3 นี้จะกล่าวถึงการหักค่าใช้จ่ายของนักแสดงสาธารณะนะคะ

ถ้าเงินได้ที่ได้รับมามีการลงเป็น "ค่าแสดงสาธารณะ" ใน 50 ทวิ (ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย) เงินได้ตรงนี้ถือเป็นเงินได้ 40(8) โดยสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบคือ แบบเหมากับแบบจ่ายจริง

  • แบบเหมา
        1. เงินได้ส่วนไม่เกิน 300,000 บาท หักค่าใช้จ่ายได้ 60%
        2. เงินได้ส่วนที่เกิน 300,000 บาท หักค่าใช้จ่ายได้ 40%
        แต่ค่าใช้จ่ายทั้ง 1. และ 2. นี้ หักรวมกันได้ไม่เกิน 600,000 บาท

       ตัวอย่าง: ดาราท่านนึงมีรายได้จ่ายการแสดง 2,000,000 บาท ดังนั้นการคำนวนการหักค่าใช้จ่ายของดาราท่านนี้จะถูกแบ่งเป็น
          300,000 x 60% = 180,000
          1,700,000 x 40% = 680,000
          แต่เมื่อรวมกันแล้วเท่ากับ 860,000 (180,000 + 680,000) ซึ่งเกินเพดาน 600,000 ทำให้หักค่าใช้จ่ายได้แค่ 600,000 บาท

  • แบบจ่ายจริง
        ก็หักค่าใช้จ่ายตามจริง แต่ต้องมีใบเสร็จเก็บไว้เผื่อการถูกเรียกถามจากสรรพากร ถ้าสามารถหาค่าใช้จ่ายตามจริงได้มากกว่าแบบเหมา ก็สามารถเลือกแบบจ่ายจริงในการหักค่าใช้จ่ายได้ แต่ดาราส่วนใหญ่ไม่ค่อยใช้การหักแบบจ่ายจริงเพราะค่อนข้างยุ่งยาก เพราะต้องเก็บใบเสร็จและต้องทำบัญชีเก็บไว้ ดาราหลายท่านไม่ค่อยมีเวลาจึงเลือกแบบเหมากันเสียส่วนใหญ่


ถ้าเงินได้ที่ได้รับมามีการลงเป็น "ค่าจ้าง" "ค่าพิธีกร" "ค่าบริการ"ใน 50 ทวิ (ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย) เงินได้ตรงนี้จะถูกปรับให้เป็น 40(2) ทันที เพราะว่าเงินได้ตรงนี้ไม่ได้ลงเป็นค่าแสดงสาธารณะ ทำให้การหักค่าใช้จ่าย ก็เป็นตาม 40(2) นั่นคือ หักได้ 40% แต่ไม่เกิน 60,000 บาท

ซึ่งในที่นี้มีดารา นักแสดงบางท่าน ทำงานเป็นนักแสดงจริงๆ แสดงหนังหรือเล่นละครต่างๆ ที่เข้าลักษณะของเงินได้ที่เป็นค่าแสดงสาธารณะ แต่บริษัทที่ว่าจ้างลงว่าเงินได้นี้เป็น "ค่าจ้าง" ใน 50 ทวิ ก็จะทำให้เงินได้ตัวนี้เป็น 40(2) ทันที ซึ่งจะทำให้ดาราท่านนี้เสียประโยชน์ในการหักค่าใช้จ่ายด้านภาษีอย่างมาก




หลังจากได้ทราบถึงการเปรียบเทียบของการหักค่าใช้จ่ายของเงินได้ที่ได้รับ มาของดารา นักแสดงแล้ว คำถามที่ดารา นักแสดงสงสัยก็คือ "แล้วจะทำอย่างไร ถ้าบริษัทว่าจ้างลงเงินได้ใน 50 ทวิ เป็นค่าจ้าง ค่าพิธีกร หรือค่าบริการ" คำถามนี้ ได้นำไปปรึกษาสรรพากรแล้วว่า ถ้าการทำงานของดารา นักแสดงเป็นการแสดงจริงๆ (ไม่ใช่ทำงานเป็นพิธีกร แล้วอยากปรับเปลี่ยนให้ลงเป็นค่าแสดงสาธารณะ) ก็สามารถให้บริษัทว่าจ้างปรับเปลี่ยนการลงเงินได้ให้ถูกต้อง คุยกับบริษัทว่าจ้างให้มีการแก้ไขประเภทของเงินได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นบริษัทว่าจ้างไม่มีอะไรเสียหายอยู่แล้ว มีแต่ตัวดารา นักแสดงเองที่เสียหาย ดังนั้นดารา นักแสดงเองจึงต้องบอกให้บริษัทว่าจ้าง ลงเงินได้ให้ถูกต้องตามการจ้างงาน

Monday, July 8, 2013

การเสียภาษีของดารา,นักแสดง,นักร้อง,พิธีกรและนักกีฬาอาชีพอย่างถูกต้อง 2

เมื่อตอนที่แล้วพูดถึงความหมายของนักแสดงสาธารณะว่าใครคือนักแสดงสาธารณะตามที่สรรพากรกำหนด ตอนนี้เราจะมากล่าวถึงเงินได้ของนักแสดงสาธารณะว่าเป็นอย่างไร

ตามคำสั่งของกรมสรรพากรที่ป. 102/2544 คำว่า "เงินได้ของนักแสดงสาธารณะ" หมายความว่า เงินได้พึงประเมินหรือค่าตอบแทนจากการประกอบอาชีพนักแสดงสาธารณะตามวรรคหนึ่ง รวมถึงรางวัลและประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการแสดงหรือการแข่งขัน เช่น ค่าพาหนะในการเดินทาง ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ไม่ว่าจะจ่ายตามจำนวนคราวที่แสดงหรือแข่งขัน จ่ายเป็นการเหมา หรือจ่ายในลักษณะอื่นทำนองเดียวกัน

จากคำสั่งของสรรพากรนี้ จึงสรุปว่าเงินได้ของนักแสดงสาธารณะก็คือเงินได้ที่บุคคลใดก็ตามประกอบอาชีพที่เป็นการแสดงสาธารณะแล้วได้รับค่าตอบแทนกลับมาไม่ว่าจะมาในรูปเงินหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการแสดงหรือแข่งขันในการแสดงนั้นๆ

แต่ถ้าบุคคลนั้นไม่ได้ประกอบอาชีพตามความหมายของนักแสดงสาธารณะ แล้วได้รับค่าจ้าง ค่าจ้างนี้จะยังไม่ถือเป็นเงินได้ของนักแสดงสาธารณะ ต้องมาดูเนื้องานก่อนว่า งานที่ได้รับนั้นเข้าข่ายการแสดงหรือไม่ เช่น บุคคลธรรมดาที่เป็นพิธีกรตามงานอีเว้นท์ต่างๆ ถ้าบุคคลนี้เป็นแค่พิธีกรอย่างเดียว รายได้จากงานพิธีกรนี้ก็จะไม่เป็นเงินได้ของนักแสดงสาธารณะ แต่ถ้าบุคคลนี้มีการแสดงในการเป็นพิธีกรด้วย รายได้จากการงานพิธีกรนี้ก็จะเป็นเงินได้ของนักสาธารณะ ซึ่งบริษัทที่จ้างงานบุคคลนี้ก็จะสามารถลงเงินได้ของบุคคลนี้ว่าเป็น "เงินได้ของนักแสดงสาธารณะ" ในใบหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ทันที แม้ว่าอาชีพของเขาไม่ใช่นักแสดงสาธารณะก็ตาม

คราวนี้ก็จะมีอีกประเด็นหนึ่งคือ เป็นนักแสดงสาธารณะตรงตามที่สรรพากรกำหนด แต่รับงานที่ไม่ใช่งานแสดงสาธารณะ เช่น เป็นนักแสดงมืออาชีพแต่รับงานเป็นพิธีกรกล่าวนำเปิดงานงานแสดงสินค้า โดยเป็นแค่พิธีกรอย่างเดียว ไม่มีการแสดงใดๆ ทั้งสิ้น แบบนี้ เงินได้จากการจ้างงานนี้จะไม่ถือเป็นเงินได้ของนักแสดงสาธารณะเพราะไม่มีการแสดงตามความหมายที่สรรพากรกำหนด บริษัทว่าจ้างจึงลงว่าเป็นแค่ ค่าจ้าง ค่าพิธีกร ค่าบริการ ในใบหักภาษี ณ ที่จ่าย

การที่บริษัทว่าจ้างลงใบหักภาษี ณ ที่จ่ายแตกต่างกัน จะทำให้การยื่นจ่ายภาษีแตกต่างกัน เพราะถือว่าเป็นรายได้ที่แต่ต่างกัน การหักค่าใช้จ่ายในการคำนวนภาษีก็จะต่างกัน ตอนหน้าเราจะมาดูว่าการหักค่าใช้จ่ายในการคำนวนภาษีของเงินได้ของนักแสดงสาธารณะกับค่าจ้างนั้นต่างกันอย่างไร


Saturday, June 29, 2013

การเสียภาษีของดารา,นักแสดง,นักร้อง,พิธีกรและนักกีฬาอาชีพอย่างถูกต้อง 1

เมื่อปีที่แล้วมีข่าวใหญ่เกี่ยวกับดาราท่านนึงในการเสียภาษีไม่ถูกต้อง มีการใช้ชื่อคนอื่นมารับรายได้แทน โดยที่ดาราท่านนั้นทำไปโดยที่รู้หรือไม่รู้ก็ตาม แต่ผลที่ตามมา ทำให้กลุ่มดารานักแสดงนักร้องนั้นถูกจับตาจากสรรพากรมากขึ้น จะทำอะไรก็ตามก็จะถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษแม้ว่าดาราบางท่านก็เสียภาษีอย่างถูกต้องอยู่แล้ว จึงมีคำถามต่อว่าแล้วจะทำอย่างไรจึงจะเสียภาษีอย่างถูกต้องที่สุด โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีการตรวจสอบหรือโดนภาษีย้อนหลัง ดังนั้นเราจะมาดูกันว่าการเสียภาษีที่ถูกต้องของกลุ่มดารานักแสดงควรทำอย่างไร

ก่อนที่เราจะรู้ว่าการเสียภาษีของดารานักแสดงเป็นอย่างไร เรามาดูความหมายของนักแสดงสาธารณะกันก่อนว่าทางสรรพากรกำหนดความหมายของนักแสดงสาธารณะว่าอย่างไร

ตามคำสั่งของกรมสรรพากรที่ ป. 102/2544 ข้อที่ 1 คำว่า "นักแสดงสาธารณะ" หมายความว่า นักแสดงละคร ภาพยนตร์ วิทยุโทรทัศน์ นักร้อง นักดนตรี นักกีฬาอาชีพ หรือนักแสดงเพื่อความบันเทิงใดๆ ไม่ว่าจะแสดงเดี่ยว เป็นหมู่หรือคณะ หรือแข่งขันเป็นทีม เช่น นักแสดงละครเวที นักแสดงภาพยนตร์ นักแสดงละครวิทยุ นักแสดงละครโทรทัศน์ ผู้ดำเนินรายการทางโทรทัศน์ นักแสดงตลก นายแบบ นางแบบ นักพูดรายการทอล์คโชว์ นักมวยอาชีพ นักฟุตบอลอาชีพเป็นต้น

ซึ่งนักแสดงสาธารณะตามวรรคหนึ่ง จะไม่รวมถึงผู้ประกาศข่าว โฆษก พิธีกร นักจัดรายการวิทยุ นักจัดรายการในสถานบันเทิงใดๆ ผู้บรรยายหรือนักพากย์ ผู้จัดการส่วนตัวของนักแสดงสาธารณะ ผู้กำกับการแสดง ผู้จัดการทีมกีฬา ผู้ฝึกสอนนักกีฬาหรือบุคคลผู้กระทำการในลักษณะทำนองเดียวกัน

เมื่อได้ทราบเช่นนี้ เราก็จะสามารถเข้าใจได้ว่าตัวเรานั้นเป็นนักแสดงสาธารณะหรือไม่ และใครคือนักแสดงสาธารณะที่สรรพากรกำหนด ในหัวข้อต่อไปจะมาดูว่าเงินได้แบบใดเป็นเงินได้ของนักแสดงสาธารณะ เพื่อจะได้ยื่นเสียภาษีได้อย่างถูกต้อง