ในการคำนวนภาษีครึ่งปี ภ.ง.ด. 94 นั้นการหักค่าใช้จ่ายตามประเภทของเงินได้ที่ได้รับมานั้นเหมือนกับการคำนวนภาษีเต็มปี ภ.ง.ด. 90 นั้นคือ ภ.ง.ด. 90 หักใช้จ่ายอย่างไร ภ.ง.ด. 94 ก็จะหักแบบเดียวกันคะ
แบบแรก: การหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา
การหักค่าใช้จ่ายแบบเหมานี้คือ การเลือกหักค่าใช้จ่ายเป็นตัวเลขร้อยละของประเภทเงินได้ที่ตามสรรพากรกำหนด ซึ่งแต่ละเงินได้ที่ได้รับมาก็จะมีการหักแบบเหมาไม่เท่ากัน
40(5) ที่เป็นค่าเช่าต่างๆ จะหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ไม่เท่ากัน เช่น ค่าเช่าที่ดินที่ใช้การเกษตร หักได้ 20% ค่าเช่าที่ดินที่ไม่ใช้การเกษตร หักได้ 15% ค่าเช่าบ้าน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างและแพ หักได้ 30% ค่าเช่ารถ ยานพาหนะ หักได้ 30% ทรัพย์สินอื่นๆ หักได้ 10%
40(6) ที่เป็นประกอบวิชาชีพอิสระต่างๆ จะหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาไม่เท่ากัน เช่น วิชาชีพกฎหมาย บัญชี วิศวกรรม สถาปัตยกรรม ประณีตศิลปกรรม หักได้ 30% ประกอบโรคศิลป(แพทย์) หักได้ 60% ซึ่งทั้งหมดนี้หักค่าใช้จ่ายได้แบบไม่มีเพดาน
40(7) ที่เป็นรับเหมา จะหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ในอัตราเดียวคือ 70%
40(8) ที่เป็นเงินได้อื่นๆ จะหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ไม่เท่ากัน จะหักค่าใช้จ่ายได้ตามตารางนี้
จะเห็นได้ว่าการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมานั้นจะเป็นร้อยละที่แน่นอน ผู้มีเงินได้สามารถนำไปคิดคำนวนได้ทันที
แบบสอง: การหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร (หักค่าใช้จ่ายตามจริง)
การหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้
1. เป็นการหักค่าใช้จ่ายตามปกติ ที่มีความเกี่ยวข้องและจำเป็นต่อการประกอบธุรกิจแต่ละประเภทหรือต่อเงินได้แต่ละชนิด
2. เป็นจำนวนที่สมควรและเหมาะกับกิจการนั้นๆ
3. ต้องไม่เป็นรายจ่ายที่กฎหมายห้ามไม่ให้หักเป็นรายจ่าย
4. ผู้มีเงินได้นี้ต้องมีหลักฐานประกอบการหักรายจ่าย ที่จะให้พนักงานสามารถตรวจสอบได้ เช่น ใบเสร็จ บิลรับเงิน ทวิ 50 เป็นต้น
การเลือกขอหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรนี้ ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ผู้มีเงินได้มีสิทธิเลือกได้ว่า ปีใดจะหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา หรือปีใดจะหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นหรือสมควรได้
นอกจากนี้ในปีเดียวกัน ผู้มีเงินได้ยังอาจหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาสำหรับเงินได้ประเภทหนึ่ง แต่หักค่าใช้จ่ายแบบตามความจำเป็นและสมควรสำหรับเงินได้อีกประเภทหนึ่งได้อีกด้วย แต่เงินได้ประเภทและชนิดเดียวกัน หากเลือกหักค่าใช้จ่ายตามวิธีใดแล้ว จะต้องใช้วิธีเดียวกันไปตลอดปีภาษีสำหรับเงินได้นั้นทั้งประเภท
ตัวอย่าง คุณหมอมีเงินได้จากการเปิดคลีนิครักษาฟันในตอนเย็น มีเงินได้ครึ่งปี 1,000,000 บาท เงินได้ที่ได้รับนี้จะเป็น 40(6) คุณหมอสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาหรือแบบตามความจำเป็นและสมควรก็ได้ สมมุติว่าคุณเลือกแบบตามความจำเป็นและมีหลักฐานการจ่ายเงิน แล้วการเปิดคลีนิคนี้มีค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้
- ค่าจ้างพนักงาน 2 คน เดือนละ 40,000 = 40,000 x 6 เดือน = 240,000
- ค่าเช่าที่ เดือนละ 30,000 = 30,000 x 6 เดือน = 180,000
- ค่าอุปกรณ์ ยา เครื่องมือแพทย์ เดือนละ 50,000 x 6 = 300,000
- ค่าน้ำค่าไฟ โทรศัพท์ เดือนละ 5,000 x 6 = 30,000
ค่าใช้จ่ายรวมเท่ากับ 240,000 + 180,000 + 300,000 + 30,000 = 750,000
ดังนั้น คุณหมอสามารถนำ 750,000 นี้ไปเป็นค่าใช้จ่ายของเงินได้ 1,000,000 บาทนี้ ทำให้เหลือ 250,000 นำไปหักค่าลดหย่อนแล้วคำนวนภาษี
แต่ถ้าคุณหมอเลือกที่จะหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา ไม่อยากยุ่งยากในการเก็บหลักฐานค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายของ 40(6) ที่เป็นเงินได้จากการประกอบโรคศิลป์จะเท่ากับ 60% ของเงินได้นั้น ดังนั้นจะเท่ากับ 1,000,000 x 60% = 600,000 ทำให้ค่าใช้จ่ายแบบเหมานี้เท่ากับ 600,000 ซึ่งน้อยกว่าการหักค่าใช้จ่ายแบบตามความจำเป็นและสมควร
ดังนั้นผู้มีเงินได้จะต้องพิจารณาเลือกให้ดีว่าจะหักค่าใช้จ่ายแบบใด เพื่อการประหยัดภาษีมากที่สุด กฎหมายก็ให้ผู้มีเงินได้เลือกใช้วิธีใดก็ได้ ไม่มีกฎหมายบังคับว่าใช้อย่างไรแล้วต้องใช้อย่างนั้นตลอดไปในทุกๆ ปี
ในตอนหน้าจะมาพูดถึงค่าลดหย่อนของภ.ง.ด. 94 กันนะคะ ว่ามีอะไรบ้าง
Tuesday, September 10, 2013
Saturday, September 7, 2013
ภ.ง.ด. 94 ภาษีเงินได้ครึ่งปี ตอนที่ 1
ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายนจะเป็นช่วงการยื่นภาษีครึ่งปีหรือที่เรียกว่า ภ.ง.ด. 94 สำหรับผู้มีเงินได้พึงประเมินมาตรา 40(5) ถึง 40(8) ต้องนำเงินได้นี้ไปยื่นเสียภาษีครึ่งปี วันสุดท้ายสำหรับการยื่นแบบกระดาษหรือยื่นด้วยตนเองที่สรรพากรพื้นที่นั้นเป็นวันที่ 30 กันยายนนี้ แต่ถ้ายื่นแบบออนไลน์ผ่านเวบไซต์ www.rd.go.th ก็จะขยายกำหนดเวลาไปอีก 8 วัน วันสุดท้ายจะเป็นวันอังคารที่ 8 ตุลาคม ดังนั้นต้องจดวันให้ดีๆ นะคะ อย่าพลาด แต่ทางที่ดีเมื่อมีเวลาว่างก็รีบยื่นได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอให้เป็นวันสุดท้าย ถ้ายื่นก่อนแล้วมีอะไรที่ผิดพลาดก็ยังสามารถแก้ไขได้ก่อนเดตไลน์ แต่ถ้ายื่นเอาวันสุดท้ายแล้วต้องแก้ไข อาจจะยุ่งยากและบางครั้งอาจจะมีค่าปรับและเงินเพิ่มนะคะ
ผู้ที่มีหน้าที่ยื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบ่งออกเป็น 6 หน่วยภาษีคือ บุคคลธรรมดา ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี กองมรดกที่มิยังได้แบ่ง ห้างหุ้นส่วนสามัญ คณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล และวิสาหกิจชุมชน โดยหน่วยภาษีเหล่านี้ถ้ามีเงินได้ครึ่งปีเป็น 40(5) ถึง 40(8) ก็ต้องยื่นแบบเสียภาษี ไม่ว่าจะมีภาษีชำระหรือไม่ก็ตาม
ลองมาทวนกันหน่อยนะคะว่า เงินได้มาตรา 40(5) ถึง 40(8) มีอะไรกันบ้าง
40(5) จะเป็นเงินได้ที่เป็นค่าเช่าต่างๆ ค่าเช่าทรัพย์สินทั้งอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ เช่น เช่าที่ดิน เช่าบ้าน เช่ารถยนต์ เช่าเครื่องจักร เป็นต้น
40(6) จะเป็นเงินได้ที่ประกอบวิชาชีพอิสระ 6 อาชีพได้แก่ วิชาชีพกฎหมาย บัญชี วิศวกรรม สถาปัตยกรรม ประณีตศิลปกรรม และประกอบโรคศิลป(แพทย์)
40(7) จะเป็นเงินได้จากการรับเหมาเป็นจัดหาสัมภาระ เช่น รับเหมาก่อสร้างอาคาร รับเหมาจัดงานเลี้ยง เป็นต้น
40(8) จะเป็นเงินได้อื่นที่เกี่ยวกับการค้าขายสินค้า การแสดงของนักแสดง การเปิดคลีนิค การทำกิจการ การทำเกษตรกรรม การทำเหมืองแร่ การขนส่ง การพาณิชยกรรมที่ไม่เข้าตาม 40(1) ถึง 40(7)
เบื้องต้นคงทราบแล้วว่าใครจะต้องยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด 94 บ้าง ตอนหน้าจะมาว่ากันเกี่ยวกับการคิดคำนวนภาษีว่าคิดคำนวนอย่างไร มีค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนเป็นเช่นไร
ผู้ที่มีหน้าที่ยื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบ่งออกเป็น 6 หน่วยภาษีคือ บุคคลธรรมดา ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี กองมรดกที่มิยังได้แบ่ง ห้างหุ้นส่วนสามัญ คณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล และวิสาหกิจชุมชน โดยหน่วยภาษีเหล่านี้ถ้ามีเงินได้ครึ่งปีเป็น 40(5) ถึง 40(8) ก็ต้องยื่นแบบเสียภาษี ไม่ว่าจะมีภาษีชำระหรือไม่ก็ตาม
ลองมาทวนกันหน่อยนะคะว่า เงินได้มาตรา 40(5) ถึง 40(8) มีอะไรกันบ้าง
40(5) จะเป็นเงินได้ที่เป็นค่าเช่าต่างๆ ค่าเช่าทรัพย์สินทั้งอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ เช่น เช่าที่ดิน เช่าบ้าน เช่ารถยนต์ เช่าเครื่องจักร เป็นต้น
40(6) จะเป็นเงินได้ที่ประกอบวิชาชีพอิสระ 6 อาชีพได้แก่ วิชาชีพกฎหมาย บัญชี วิศวกรรม สถาปัตยกรรม ประณีตศิลปกรรม และประกอบโรคศิลป(แพทย์)
40(7) จะเป็นเงินได้จากการรับเหมาเป็นจัดหาสัมภาระ เช่น รับเหมาก่อสร้างอาคาร รับเหมาจัดงานเลี้ยง เป็นต้น
40(8) จะเป็นเงินได้อื่นที่เกี่ยวกับการค้าขายสินค้า การแสดงของนักแสดง การเปิดคลีนิค การทำกิจการ การทำเกษตรกรรม การทำเหมืองแร่ การขนส่ง การพาณิชยกรรมที่ไม่เข้าตาม 40(1) ถึง 40(7)
เบื้องต้นคงทราบแล้วว่าใครจะต้องยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด 94 บ้าง ตอนหน้าจะมาว่ากันเกี่ยวกับการคิดคำนวนภาษีว่าคิดคำนวนอย่างไร มีค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนเป็นเช่นไร
Thursday, September 5, 2013
การเสียภาษีของดารา,นักแสดง,นักร้อง,พิธีกรและนักกีฬาอาชีพอย่างถูกต้อง 4
ในบางครั้งนักแสดงไม่ได้แสดงเพียงคนเดียว บางคนแสดงเป็นหมู่คณะ เป็นกลุ่มคน หรือนักกีฬาเล่นเป็นทีม พอได้รับเงินค่าแสดงมา หรือได้รับเงินรางวัลมา จะบริหารภาษีอย่างไร
ถ้ามีการแสดงเป็นหมู่คณะ หรือเป็นทีม การยื่นแบบควรยื่นแบบในนามของคณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญ เพราะถือว่านักแสดงหรือนักกีฬาทุกคนร่วมรับรายได้นี้ร่วมกัน ทำให้แต่ละคนไม่ต้องนำเงินได้ที่ได้รับมาไปแยกยื่นส่วนตัว การยื่นเป็นคณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญนี้จะทำให้ทุกคนมีความรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง
แต่ถ้าการจัดตั้งคณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญนั้นยุ่งยาก หรือตั้งมาแล้วอาจใช้แค่ไม่กี่ครั้ง แล้วต้องรับงานแสดงเป็นหมู่คณะ แบบนี้ก็ให้บริษัทว่าจ้าง จ้างงานเป็นรายบุคคลเลย โดยจ้างมาแสดงร่วมกัน หรือจ้างมาเล่นเป็นทีมกัน โดยบริษัทว่าจ้างจะจ่ายเงินค่าแสดงเป็นรายบุคคลออกเป็น 50 ทวิ ตามจำนวนคนที่มาร่วมการแสดงเป็นทีม เท่านี้ก็จะเป็นการแยกรับภาระทางภาษีกันอย่างเท่าเทียมกันคะ
ถ้าท่านใดมีคำถามหรือกรณีให้ปรึกษาก็สอบถามมาได้คะ ยินดีให้คำปรึกษา เพราะเรื่องภาษีต้องมีการวางแผนแต่เนิ่นๆ และทำให้ถูกต้อง ถึงจะบริหารภาษีได้อย่างถูกต้อง
Thursday, August 29, 2013
การเสียภาษีของดารา,นักแสดง,นักร้อง,พิธีกรและนักกีฬาอาชีพอย่างถูกต้อง 3
ในตอนที่ 3 นี้จะกล่าวถึงการหักค่าใช้จ่ายของนักแสดงสาธารณะนะคะ
ถ้าเงินได้ที่ได้รับมามีการลงเป็น "ค่าแสดงสาธารณะ" ใน 50 ทวิ (ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย) เงินได้ตรงนี้ถือเป็นเงินได้ 40(8) โดยสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบคือ แบบเหมากับแบบจ่ายจริง
2. เงินได้ส่วนที่เกิน 300,000 บาท หักค่าใช้จ่ายได้ 40%
แต่ค่าใช้จ่ายทั้ง 1. และ 2. นี้ หักรวมกันได้ไม่เกิน 600,000 บาท
ตัวอย่าง: ดาราท่านนึงมีรายได้จ่ายการแสดง 2,000,000 บาท ดังนั้นการคำนวนการหักค่าใช้จ่ายของดาราท่านนี้จะถูกแบ่งเป็น
300,000 x 60% = 180,000
1,700,000 x 40% = 680,000
แต่เมื่อรวมกันแล้วเท่ากับ 860,000 (180,000 + 680,000) ซึ่งเกินเพดาน 600,000 ทำให้หักค่าใช้จ่ายได้แค่ 600,000 บาท
ถ้าเงินได้ที่ได้รับมามีการลงเป็น "ค่าจ้าง" "ค่าพิธีกร" "ค่าบริการ"ใน 50 ทวิ (ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย) เงินได้ตรงนี้จะถูกปรับให้เป็น 40(2) ทันที เพราะว่าเงินได้ตรงนี้ไม่ได้ลงเป็นค่าแสดงสาธารณะ ทำให้การหักค่าใช้จ่าย ก็เป็นตาม 40(2) นั่นคือ หักได้ 40% แต่ไม่เกิน 60,000 บาท
ซึ่งในที่นี้มีดารา นักแสดงบางท่าน ทำงานเป็นนักแสดงจริงๆ แสดงหนังหรือเล่นละครต่างๆ ที่เข้าลักษณะของเงินได้ที่เป็นค่าแสดงสาธารณะ แต่บริษัทที่ว่าจ้างลงว่าเงินได้นี้เป็น "ค่าจ้าง" ใน 50 ทวิ ก็จะทำให้เงินได้ตัวนี้เป็น 40(2) ทันที ซึ่งจะทำให้ดาราท่านนี้เสียประโยชน์ในการหักค่าใช้จ่ายด้านภาษีอย่างมาก
หลังจากได้ทราบถึงการเปรียบเทียบของการหักค่าใช้จ่ายของเงินได้ที่ได้รับ มาของดารา นักแสดงแล้ว คำถามที่ดารา นักแสดงสงสัยก็คือ "แล้วจะทำอย่างไร ถ้าบริษัทว่าจ้างลงเงินได้ใน 50 ทวิ เป็นค่าจ้าง ค่าพิธีกร หรือค่าบริการ" คำถามนี้ ได้นำไปปรึกษาสรรพากรแล้วว่า ถ้าการทำงานของดารา นักแสดงเป็นการแสดงจริงๆ (ไม่ใช่ทำงานเป็นพิธีกร แล้วอยากปรับเปลี่ยนให้ลงเป็นค่าแสดงสาธารณะ) ก็สามารถให้บริษัทว่าจ้างปรับเปลี่ยนการลงเงินได้ให้ถูกต้อง คุยกับบริษัทว่าจ้างให้มีการแก้ไขประเภทของเงินได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นบริษัทว่าจ้างไม่มีอะไรเสียหายอยู่แล้ว มีแต่ตัวดารา นักแสดงเองที่เสียหาย ดังนั้นดารา นักแสดงเองจึงต้องบอกให้บริษัทว่าจ้าง ลงเงินได้ให้ถูกต้องตามการจ้างงาน
ถ้าเงินได้ที่ได้รับมามีการลงเป็น "ค่าแสดงสาธารณะ" ใน 50 ทวิ (ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย) เงินได้ตรงนี้ถือเป็นเงินได้ 40(8) โดยสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบคือ แบบเหมากับแบบจ่ายจริง
- แบบเหมา
2. เงินได้ส่วนที่เกิน 300,000 บาท หักค่าใช้จ่ายได้ 40%
แต่ค่าใช้จ่ายทั้ง 1. และ 2. นี้ หักรวมกันได้ไม่เกิน 600,000 บาท
ตัวอย่าง: ดาราท่านนึงมีรายได้จ่ายการแสดง 2,000,000 บาท ดังนั้นการคำนวนการหักค่าใช้จ่ายของดาราท่านนี้จะถูกแบ่งเป็น
300,000 x 60% = 180,000
1,700,000 x 40% = 680,000
แต่เมื่อรวมกันแล้วเท่ากับ 860,000 (180,000 + 680,000) ซึ่งเกินเพดาน 600,000 ทำให้หักค่าใช้จ่ายได้แค่ 600,000 บาท
- แบบจ่ายจริง
ถ้าเงินได้ที่ได้รับมามีการลงเป็น "ค่าจ้าง" "ค่าพิธีกร" "ค่าบริการ"ใน 50 ทวิ (ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย) เงินได้ตรงนี้จะถูกปรับให้เป็น 40(2) ทันที เพราะว่าเงินได้ตรงนี้ไม่ได้ลงเป็นค่าแสดงสาธารณะ ทำให้การหักค่าใช้จ่าย ก็เป็นตาม 40(2) นั่นคือ หักได้ 40% แต่ไม่เกิน 60,000 บาท
ซึ่งในที่นี้มีดารา นักแสดงบางท่าน ทำงานเป็นนักแสดงจริงๆ แสดงหนังหรือเล่นละครต่างๆ ที่เข้าลักษณะของเงินได้ที่เป็นค่าแสดงสาธารณะ แต่บริษัทที่ว่าจ้างลงว่าเงินได้นี้เป็น "ค่าจ้าง" ใน 50 ทวิ ก็จะทำให้เงินได้ตัวนี้เป็น 40(2) ทันที ซึ่งจะทำให้ดาราท่านนี้เสียประโยชน์ในการหักค่าใช้จ่ายด้านภาษีอย่างมาก
หลังจากได้ทราบถึงการเปรียบเทียบของการหักค่าใช้จ่ายของเงินได้ที่ได้รับ มาของดารา นักแสดงแล้ว คำถามที่ดารา นักแสดงสงสัยก็คือ "แล้วจะทำอย่างไร ถ้าบริษัทว่าจ้างลงเงินได้ใน 50 ทวิ เป็นค่าจ้าง ค่าพิธีกร หรือค่าบริการ" คำถามนี้ ได้นำไปปรึกษาสรรพากรแล้วว่า ถ้าการทำงานของดารา นักแสดงเป็นการแสดงจริงๆ (ไม่ใช่ทำงานเป็นพิธีกร แล้วอยากปรับเปลี่ยนให้ลงเป็นค่าแสดงสาธารณะ) ก็สามารถให้บริษัทว่าจ้างปรับเปลี่ยนการลงเงินได้ให้ถูกต้อง คุยกับบริษัทว่าจ้างให้มีการแก้ไขประเภทของเงินได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นบริษัทว่าจ้างไม่มีอะไรเสียหายอยู่แล้ว มีแต่ตัวดารา นักแสดงเองที่เสียหาย ดังนั้นดารา นักแสดงเองจึงต้องบอกให้บริษัทว่าจ้าง ลงเงินได้ให้ถูกต้องตามการจ้างงาน
Monday, July 8, 2013
การเสียภาษีของดารา,นักแสดง,นักร้อง,พิธีกรและนักกีฬาอาชีพอย่างถูกต้อง 2
เมื่อตอนที่แล้วพูดถึงความหมายของนักแสดงสาธารณะว่าใครคือนักแสดงสาธารณะตามที่สรรพากรกำหนด ตอนนี้เราจะมากล่าวถึงเงินได้ของนักแสดงสาธารณะว่าเป็นอย่างไร
ตามคำสั่งของกรมสรรพากรที่ป. 102/2544 คำว่า "เงินได้ของนักแสดงสาธารณะ" หมายความว่า เงินได้พึงประเมินหรือค่าตอบแทนจากการประกอบอาชีพนักแสดงสาธารณะตามวรรคหนึ่ง รวมถึงรางวัลและประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการแสดงหรือการแข่งขัน เช่น ค่าพาหนะในการเดินทาง ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ไม่ว่าจะจ่ายตามจำนวนคราวที่แสดงหรือแข่งขัน จ่ายเป็นการเหมา หรือจ่ายในลักษณะอื่นทำนองเดียวกัน
จากคำสั่งของสรรพากรนี้ จึงสรุปว่าเงินได้ของนักแสดงสาธารณะก็คือเงินได้ที่บุคคลใดก็ตามประกอบอาชีพที่เป็นการแสดงสาธารณะแล้วได้รับค่าตอบแทนกลับมาไม่ว่าจะมาในรูปเงินหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการแสดงหรือแข่งขันในการแสดงนั้นๆ
แต่ถ้าบุคคลนั้นไม่ได้ประกอบอาชีพตามความหมายของนักแสดงสาธารณะ แล้วได้รับค่าจ้าง ค่าจ้างนี้จะยังไม่ถือเป็นเงินได้ของนักแสดงสาธารณะ ต้องมาดูเนื้องานก่อนว่า งานที่ได้รับนั้นเข้าข่ายการแสดงหรือไม่ เช่น บุคคลธรรมดาที่เป็นพิธีกรตามงานอีเว้นท์ต่างๆ ถ้าบุคคลนี้เป็นแค่พิธีกรอย่างเดียว รายได้จากงานพิธีกรนี้ก็จะไม่เป็นเงินได้ของนักแสดงสาธารณะ แต่ถ้าบุคคลนี้มีการแสดงในการเป็นพิธีกรด้วย รายได้จากการงานพิธีกรนี้ก็จะเป็นเงินได้ของนักสาธารณะ ซึ่งบริษัทที่จ้างงานบุคคลนี้ก็จะสามารถลงเงินได้ของบุคคลนี้ว่าเป็น "เงินได้ของนักแสดงสาธารณะ" ในใบหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ทันที แม้ว่าอาชีพของเขาไม่ใช่นักแสดงสาธารณะก็ตาม
คราวนี้ก็จะมีอีกประเด็นหนึ่งคือ เป็นนักแสดงสาธารณะตรงตามที่สรรพากรกำหนด แต่รับงานที่ไม่ใช่งานแสดงสาธารณะ เช่น เป็นนักแสดงมืออาชีพแต่รับงานเป็นพิธีกรกล่าวนำเปิดงานงานแสดงสินค้า โดยเป็นแค่พิธีกรอย่างเดียว ไม่มีการแสดงใดๆ ทั้งสิ้น แบบนี้ เงินได้จากการจ้างงานนี้จะไม่ถือเป็นเงินได้ของนักแสดงสาธารณะเพราะไม่มีการแสดงตามความหมายที่สรรพากรกำหนด บริษัทว่าจ้างจึงลงว่าเป็นแค่ ค่าจ้าง ค่าพิธีกร ค่าบริการ ในใบหักภาษี ณ ที่จ่าย
การที่บริษัทว่าจ้างลงใบหักภาษี ณ ที่จ่ายแตกต่างกัน จะทำให้การยื่นจ่ายภาษีแตกต่างกัน เพราะถือว่าเป็นรายได้ที่แต่ต่างกัน การหักค่าใช้จ่ายในการคำนวนภาษีก็จะต่างกัน ตอนหน้าเราจะมาดูว่าการหักค่าใช้จ่ายในการคำนวนภาษีของเงินได้ของนักแสดงสาธารณะกับค่าจ้างนั้นต่างกันอย่างไร
ตามคำสั่งของกรมสรรพากรที่ป. 102/2544 คำว่า "เงินได้ของนักแสดงสาธารณะ" หมายความว่า เงินได้พึงประเมินหรือค่าตอบแทนจากการประกอบอาชีพนักแสดงสาธารณะตามวรรคหนึ่ง รวมถึงรางวัลและประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการแสดงหรือการแข่งขัน เช่น ค่าพาหนะในการเดินทาง ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ไม่ว่าจะจ่ายตามจำนวนคราวที่แสดงหรือแข่งขัน จ่ายเป็นการเหมา หรือจ่ายในลักษณะอื่นทำนองเดียวกัน
จากคำสั่งของสรรพากรนี้ จึงสรุปว่าเงินได้ของนักแสดงสาธารณะก็คือเงินได้ที่บุคคลใดก็ตามประกอบอาชีพที่เป็นการแสดงสาธารณะแล้วได้รับค่าตอบแทนกลับมาไม่ว่าจะมาในรูปเงินหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการแสดงหรือแข่งขันในการแสดงนั้นๆ
แต่ถ้าบุคคลนั้นไม่ได้ประกอบอาชีพตามความหมายของนักแสดงสาธารณะ แล้วได้รับค่าจ้าง ค่าจ้างนี้จะยังไม่ถือเป็นเงินได้ของนักแสดงสาธารณะ ต้องมาดูเนื้องานก่อนว่า งานที่ได้รับนั้นเข้าข่ายการแสดงหรือไม่ เช่น บุคคลธรรมดาที่เป็นพิธีกรตามงานอีเว้นท์ต่างๆ ถ้าบุคคลนี้เป็นแค่พิธีกรอย่างเดียว รายได้จากงานพิธีกรนี้ก็จะไม่เป็นเงินได้ของนักแสดงสาธารณะ แต่ถ้าบุคคลนี้มีการแสดงในการเป็นพิธีกรด้วย รายได้จากการงานพิธีกรนี้ก็จะเป็นเงินได้ของนักสาธารณะ ซึ่งบริษัทที่จ้างงานบุคคลนี้ก็จะสามารถลงเงินได้ของบุคคลนี้ว่าเป็น "เงินได้ของนักแสดงสาธารณะ" ในใบหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ทันที แม้ว่าอาชีพของเขาไม่ใช่นักแสดงสาธารณะก็ตาม
คราวนี้ก็จะมีอีกประเด็นหนึ่งคือ เป็นนักแสดงสาธารณะตรงตามที่สรรพากรกำหนด แต่รับงานที่ไม่ใช่งานแสดงสาธารณะ เช่น เป็นนักแสดงมืออาชีพแต่รับงานเป็นพิธีกรกล่าวนำเปิดงานงานแสดงสินค้า โดยเป็นแค่พิธีกรอย่างเดียว ไม่มีการแสดงใดๆ ทั้งสิ้น แบบนี้ เงินได้จากการจ้างงานนี้จะไม่ถือเป็นเงินได้ของนักแสดงสาธารณะเพราะไม่มีการแสดงตามความหมายที่สรรพากรกำหนด บริษัทว่าจ้างจึงลงว่าเป็นแค่ ค่าจ้าง ค่าพิธีกร ค่าบริการ ในใบหักภาษี ณ ที่จ่าย
การที่บริษัทว่าจ้างลงใบหักภาษี ณ ที่จ่ายแตกต่างกัน จะทำให้การยื่นจ่ายภาษีแตกต่างกัน เพราะถือว่าเป็นรายได้ที่แต่ต่างกัน การหักค่าใช้จ่ายในการคำนวนภาษีก็จะต่างกัน ตอนหน้าเราจะมาดูว่าการหักค่าใช้จ่ายในการคำนวนภาษีของเงินได้ของนักแสดงสาธารณะกับค่าจ้างนั้นต่างกันอย่างไร
Saturday, June 29, 2013
การเสียภาษีของดารา,นักแสดง,นักร้อง,พิธีกรและนักกีฬาอาชีพอย่างถูกต้อง 1
เมื่อปีที่แล้วมีข่าวใหญ่เกี่ยวกับดาราท่านนึงในการเสียภาษีไม่ถูกต้อง มีการใช้ชื่อคนอื่นมารับรายได้แทน โดยที่ดาราท่านนั้นทำไปโดยที่รู้หรือไม่รู้ก็ตาม แต่ผลที่ตามมา ทำให้กลุ่มดารานักแสดงนักร้องนั้นถูกจับตาจากสรรพากรมากขึ้น จะทำอะไรก็ตามก็จะถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษแม้ว่าดาราบางท่านก็เสียภาษีอย่างถูกต้องอยู่แล้ว จึงมีคำถามต่อว่าแล้วจะทำอย่างไรจึงจะเสียภาษีอย่างถูกต้องที่สุด โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีการตรวจสอบหรือโดนภาษีย้อนหลัง ดังนั้นเราจะมาดูกันว่าการเสียภาษีที่ถูกต้องของกลุ่มดารานักแสดงควรทำอย่างไร
ก่อนที่เราจะรู้ว่าการเสียภาษีของดารานักแสดงเป็นอย่างไร เรามาดูความหมายของนักแสดงสาธารณะกันก่อนว่าทางสรรพากรกำหนดความหมายของนักแสดงสาธารณะว่าอย่างไร
ตามคำสั่งของกรมสรรพากรที่ ป. 102/2544 ข้อที่ 1 คำว่า "นักแสดงสาธารณะ" หมายความว่า นักแสดงละคร ภาพยนตร์ วิทยุโทรทัศน์ นักร้อง นักดนตรี นักกีฬาอาชีพ หรือนักแสดงเพื่อความบันเทิงใดๆ ไม่ว่าจะแสดงเดี่ยว เป็นหมู่หรือคณะ หรือแข่งขันเป็นทีม เช่น นักแสดงละครเวที นักแสดงภาพยนตร์ นักแสดงละครวิทยุ นักแสดงละครโทรทัศน์ ผู้ดำเนินรายการทางโทรทัศน์ นักแสดงตลก นายแบบ นางแบบ นักพูดรายการทอล์คโชว์ นักมวยอาชีพ นักฟุตบอลอาชีพเป็นต้น
ซึ่งนักแสดงสาธารณะตามวรรคหนึ่ง จะไม่รวมถึงผู้ประกาศข่าว โฆษก พิธีกร นักจัดรายการวิทยุ นักจัดรายการในสถานบันเทิงใดๆ ผู้บรรยายหรือนักพากย์ ผู้จัดการส่วนตัวของนักแสดงสาธารณะ ผู้กำกับการแสดง ผู้จัดการทีมกีฬา ผู้ฝึกสอนนักกีฬาหรือบุคคลผู้กระทำการในลักษณะทำนองเดียวกัน
เมื่อได้ทราบเช่นนี้ เราก็จะสามารถเข้าใจได้ว่าตัวเรานั้นเป็นนักแสดงสาธารณะหรือไม่ และใครคือนักแสดงสาธารณะที่สรรพากรกำหนด ในหัวข้อต่อไปจะมาดูว่าเงินได้แบบใดเป็นเงินได้ของนักแสดงสาธารณะ เพื่อจะได้ยื่นเสียภาษีได้อย่างถูกต้อง
ก่อนที่เราจะรู้ว่าการเสียภาษีของดารานักแสดงเป็นอย่างไร เรามาดูความหมายของนักแสดงสาธารณะกันก่อนว่าทางสรรพากรกำหนดความหมายของนักแสดงสาธารณะว่าอย่างไร
ตามคำสั่งของกรมสรรพากรที่ ป. 102/2544 ข้อที่ 1 คำว่า "นักแสดงสาธารณะ" หมายความว่า นักแสดงละคร ภาพยนตร์ วิทยุโทรทัศน์ นักร้อง นักดนตรี นักกีฬาอาชีพ หรือนักแสดงเพื่อความบันเทิงใดๆ ไม่ว่าจะแสดงเดี่ยว เป็นหมู่หรือคณะ หรือแข่งขันเป็นทีม เช่น นักแสดงละครเวที นักแสดงภาพยนตร์ นักแสดงละครวิทยุ นักแสดงละครโทรทัศน์ ผู้ดำเนินรายการทางโทรทัศน์ นักแสดงตลก นายแบบ นางแบบ นักพูดรายการทอล์คโชว์ นักมวยอาชีพ นักฟุตบอลอาชีพเป็นต้น
ซึ่งนักแสดงสาธารณะตามวรรคหนึ่ง จะไม่รวมถึงผู้ประกาศข่าว โฆษก พิธีกร นักจัดรายการวิทยุ นักจัดรายการในสถานบันเทิงใดๆ ผู้บรรยายหรือนักพากย์ ผู้จัดการส่วนตัวของนักแสดงสาธารณะ ผู้กำกับการแสดง ผู้จัดการทีมกีฬา ผู้ฝึกสอนนักกีฬาหรือบุคคลผู้กระทำการในลักษณะทำนองเดียวกัน
เมื่อได้ทราบเช่นนี้ เราก็จะสามารถเข้าใจได้ว่าตัวเรานั้นเป็นนักแสดงสาธารณะหรือไม่ และใครคือนักแสดงสาธารณะที่สรรพากรกำหนด ในหัวข้อต่อไปจะมาดูว่าเงินได้แบบใดเป็นเงินได้ของนักแสดงสาธารณะ เพื่อจะได้ยื่นเสียภาษีได้อย่างถูกต้อง
Sunday, May 19, 2013
ลดรายจ่าย เพิ่มสภาพคล่อง สำหรับธุรกิจ SME ตอนที่ 2
ต่อจากคราวที่แล้วนะะคะ วิธีลดรายจ่าย เพิ่มสภาพคล่อง
3. ให้เลี่ยงรายจ่ายที่ไม่จำเป็น
รายจ่ายของบริษัทมีทั้งรายจ่ายที่คงที่และรายจ่ายที่ผันแปร รายจ่ายที่คงที่คือรายจ่ายที่เราสามารถรับรู้อย่างแน่นอนว่าจะต้องจ่ายเป็นจำนวนเท่าไรและต้องจ่ายเมื่อใด เช่น ค่าอินเตอร์เนท ค่าจ้าง เป็นต้นส่วนรายจ่ายผันแปรเป็นรายจ่ายที่ไม่สามารถรับรู้ล่วงหน้าได้ว่าจะเป็นจำนวนเงินเท่าใดและต้องจ่ายเมื่อใด เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าขนส่งเป็นต้น
ในรายจ่ายทั้งสองประเภทนี้ก็จะมีรายจ่ายบางรายการที่เป็น "รายจ่ายที่ไม่จำเป็น" ถ้าเราสามารถลดรายจ่ายไม่จำเป็นนี้ออกไปได้ ก็จะทำให้ธุรกิจประหยัดเงินเพิ่มขึ้น แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่ารายการใดเป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็น คำตอบคือเราก็ต้องเก็บข้อมูล สังเกตุ และจดบันทึกรายรับรายจ่าย ว่าเราใช้จ่ายไปกับสิ่งใดบ้าง อะไรที่ไม่จำเป็นแล้วต้องจ่าย หรืออะไรที่ไม่จำเป็นแล้วไม่สมควรจะจ่ายเลย นั้นมีอะไรบ้าง
จากที่เคยให้คำปรึกษามาบรรดา "ค่าธรรมเนียมต่างๆ" นั้นจะเป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็นในอันดับต้นๆ เลยค่ะ เมื่อทราบแล้วว่า ค่าธรรมเนียมเป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็นอันดับต้นๆ ทำให้เจ้าของธุรกิจพยายามที่จะหาวิธีลดรายจ่ายที่เป็นค่าธรรมเนียมตัวนี้ ค่าธรรมเนียมที่เจ้าของกิจการอยากให้ลดมากที่สุดคือค่าธรรมเนียมการใช้บริการของธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมฝากเงินข้ามจังหวัด ค่าธรรมเนียมการโอนเงิน ค่าธรรมเนียมการฝากเช็ค
ค่าธรรมเนียมการฝากเงินข้ามจังหวัด ค่าธรรมเนียมการโอนเงิน ค่าธรรมเนียมการฝากเช็ค
หลายๆ ธุรกิจที่มีลูกค้าหรือกิจการอยู่ต่างจังหวัด คงเจอกับค่าธรรมเนียมตัวนี้อยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าลูกค้าจะโอนเงินเข้ามายังธุรกิจหรือธุรกิจจะโอนเงินออกมายังผู้ผลิต การโอนเงินไปมาล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดค่าธรรมเนียมการโอนเงินขึ้น เช่น ถ้านำเงินไปฝากเข้าธนาคารเดียวกัน แต่คนละสาขา คนละจังหวัด ก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียมการฝากในอัตรา 10,000 ละ 10 บาท โดยขั้นต่ำ 10 บาทบวกกับค่าคู่สายอีกรายการละ 10-20 บาท แต่ถ้านำเช็คเข้าไปฝากจะเสียค่าธรรมเนียม 0.1% ของจำนวนเงินหน้าเช็ค แต่ถ้าไปฝากเงินต่างธนาคารจะมีค่าธรรมเนียมการฝากเงินข้ามธนาคารตั้งแต่ 50 บาทไปจนถึง 120 บาทขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่ต้องการจะฝาก เช่น ฝากเงินไม่ถึง 1 หมื่นก็แค่รายการละ 50 บาท แต่ถ้ามากกว่าถึง 1 แสนก็รายการละ 120
จริงๆ แล้ว ตอนนี้ธนาคารหลายธนาคารก็พยายามออกบริการใหม่ๆ มาช่วยลดค่าธรรมเนียมตรงนี้ บางธนาคารให้บริการบัญชีธุรกิจที่สามารถฝากเงินและถอนเงินออกจากบัญชีนี้สาขาไหนก็ได้ หรือโอนเงินจากบัญชีนี้ไปยังบัญชีอื่นๆ ของธนาคารเดียวกันรวมทั้งฝากเคลียร์ลิ่งเช็คนี้ที่สาขาต่างเขตก็ได้ สิ่งทั้งหมดนี้ไม่มีค่าธรรมเนียม
ยกตัวอย่างของธนาคารแห่งหนึ่งที่เค้ามีบริการบัญชีแบบนี้ให้ ธนาคารจะให้เปิดบัญชี 2 ประเภทคือบัญชีออมทรัพย์และบัญชีกระแสรายวัน โดยธนาคารจะกำหนดให้มียอดเงินขั้นต่ำในบัญชี ถ้ารักษาระดับเงินฝาก ณ สิ้นวันได้ตามที่เค้ากำหนดก็จะได้สิทธิฟรีค่าธรรมเนียมสำหรับการโอนเงินและรับเงินฝาก การถอนเงินข้ามจังหวัดที่ต้องผ่านเคาท์เตอร์ต่างสาขา รวมทั้งฟรีค่าบริการเรียกเก็บเช็คข้ามเขตจากปกติจะคิดในอัตรา 0.1% ของจำนวนเงินหน้าเช็ค ถ้าสมมุติว่าเช็คมูลค่า 1,000,000 บาทเดือนละ 1 ฉบับ ซึ่งค่าธรรมเนียมปกติจะตกอยู่ที่ 1,000 บาท หากคิดทั้งปีก็จะเป็น 12,000 บาท ซึ่งถ้าเปิดบัญชีธุรกิจแบบใหม่นี้ ก็จะประหยัดธรรมเนียมนี้ได้ถึง 12,000 บาทเลย
ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับตัวเราแล้วว่าจะเลือกที่จะลดค่าธรรมเนียมโดยมาเปิดบัญชีแบบนี้ไหม บางคนติดกับเดิมๆ ไม่ยอมทำอะไรใหม่ๆเพียงเพราะไม่มีเวลา ดังนั้นถ้าสละเวลามาสนใจตรงนี้สักนิด เสียเวลาเปิดบัญชีใหม่สักหน่อย ต้นทุนก็จะลดลงนะคะ ทำธุรกิจบางที่มันยังซับซ้อนกว่าเปิดบัญชีใหม่เลยนะคะ สละเวลาสักนิดเพื่อลดต้นทุนเรา
3. ให้เลี่ยงรายจ่ายที่ไม่จำเป็น
รายจ่ายของบริษัทมีทั้งรายจ่ายที่คงที่และรายจ่ายที่ผันแปร รายจ่ายที่คงที่คือรายจ่ายที่เราสามารถรับรู้อย่างแน่นอนว่าจะต้องจ่ายเป็นจำนวนเท่าไรและต้องจ่ายเมื่อใด เช่น ค่าอินเตอร์เนท ค่าจ้าง เป็นต้นส่วนรายจ่ายผันแปรเป็นรายจ่ายที่ไม่สามารถรับรู้ล่วงหน้าได้ว่าจะเป็นจำนวนเงินเท่าใดและต้องจ่ายเมื่อใด เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าขนส่งเป็นต้น
ในรายจ่ายทั้งสองประเภทนี้ก็จะมีรายจ่ายบางรายการที่เป็น "รายจ่ายที่ไม่จำเป็น" ถ้าเราสามารถลดรายจ่ายไม่จำเป็นนี้ออกไปได้ ก็จะทำให้ธุรกิจประหยัดเงินเพิ่มขึ้น แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่ารายการใดเป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็น คำตอบคือเราก็ต้องเก็บข้อมูล สังเกตุ และจดบันทึกรายรับรายจ่าย ว่าเราใช้จ่ายไปกับสิ่งใดบ้าง อะไรที่ไม่จำเป็นแล้วต้องจ่าย หรืออะไรที่ไม่จำเป็นแล้วไม่สมควรจะจ่ายเลย นั้นมีอะไรบ้าง
จากที่เคยให้คำปรึกษามาบรรดา "ค่าธรรมเนียมต่างๆ" นั้นจะเป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็นในอันดับต้นๆ เลยค่ะ เมื่อทราบแล้วว่า ค่าธรรมเนียมเป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็นอันดับต้นๆ ทำให้เจ้าของธุรกิจพยายามที่จะหาวิธีลดรายจ่ายที่เป็นค่าธรรมเนียมตัวนี้ ค่าธรรมเนียมที่เจ้าของกิจการอยากให้ลดมากที่สุดคือค่าธรรมเนียมการใช้บริการของธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมฝากเงินข้ามจังหวัด ค่าธรรมเนียมการโอนเงิน ค่าธรรมเนียมการฝากเช็ค
ค่าธรรมเนียมการฝากเงินข้ามจังหวัด ค่าธรรมเนียมการโอนเงิน ค่าธรรมเนียมการฝากเช็ค
หลายๆ ธุรกิจที่มีลูกค้าหรือกิจการอยู่ต่างจังหวัด คงเจอกับค่าธรรมเนียมตัวนี้อยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าลูกค้าจะโอนเงินเข้ามายังธุรกิจหรือธุรกิจจะโอนเงินออกมายังผู้ผลิต การโอนเงินไปมาล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดค่าธรรมเนียมการโอนเงินขึ้น เช่น ถ้านำเงินไปฝากเข้าธนาคารเดียวกัน แต่คนละสาขา คนละจังหวัด ก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียมการฝากในอัตรา 10,000 ละ 10 บาท โดยขั้นต่ำ 10 บาทบวกกับค่าคู่สายอีกรายการละ 10-20 บาท แต่ถ้านำเช็คเข้าไปฝากจะเสียค่าธรรมเนียม 0.1% ของจำนวนเงินหน้าเช็ค แต่ถ้าไปฝากเงินต่างธนาคารจะมีค่าธรรมเนียมการฝากเงินข้ามธนาคารตั้งแต่ 50 บาทไปจนถึง 120 บาทขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่ต้องการจะฝาก เช่น ฝากเงินไม่ถึง 1 หมื่นก็แค่รายการละ 50 บาท แต่ถ้ามากกว่าถึง 1 แสนก็รายการละ 120
จริงๆ แล้ว ตอนนี้ธนาคารหลายธนาคารก็พยายามออกบริการใหม่ๆ มาช่วยลดค่าธรรมเนียมตรงนี้ บางธนาคารให้บริการบัญชีธุรกิจที่สามารถฝากเงินและถอนเงินออกจากบัญชีนี้สาขาไหนก็ได้ หรือโอนเงินจากบัญชีนี้ไปยังบัญชีอื่นๆ ของธนาคารเดียวกันรวมทั้งฝากเคลียร์ลิ่งเช็คนี้ที่สาขาต่างเขตก็ได้ สิ่งทั้งหมดนี้ไม่มีค่าธรรมเนียม
ยกตัวอย่างของธนาคารแห่งหนึ่งที่เค้ามีบริการบัญชีแบบนี้ให้ ธนาคารจะให้เปิดบัญชี 2 ประเภทคือบัญชีออมทรัพย์และบัญชีกระแสรายวัน โดยธนาคารจะกำหนดให้มียอดเงินขั้นต่ำในบัญชี ถ้ารักษาระดับเงินฝาก ณ สิ้นวันได้ตามที่เค้ากำหนดก็จะได้สิทธิฟรีค่าธรรมเนียมสำหรับการโอนเงินและรับเงินฝาก การถอนเงินข้ามจังหวัดที่ต้องผ่านเคาท์เตอร์ต่างสาขา รวมทั้งฟรีค่าบริการเรียกเก็บเช็คข้ามเขตจากปกติจะคิดในอัตรา 0.1% ของจำนวนเงินหน้าเช็ค ถ้าสมมุติว่าเช็คมูลค่า 1,000,000 บาทเดือนละ 1 ฉบับ ซึ่งค่าธรรมเนียมปกติจะตกอยู่ที่ 1,000 บาท หากคิดทั้งปีก็จะเป็น 12,000 บาท ซึ่งถ้าเปิดบัญชีธุรกิจแบบใหม่นี้ ก็จะประหยัดธรรมเนียมนี้ได้ถึง 12,000 บาทเลย
ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับตัวเราแล้วว่าจะเลือกที่จะลดค่าธรรมเนียมโดยมาเปิดบัญชีแบบนี้ไหม บางคนติดกับเดิมๆ ไม่ยอมทำอะไรใหม่ๆเพียงเพราะไม่มีเวลา ดังนั้นถ้าสละเวลามาสนใจตรงนี้สักนิด เสียเวลาเปิดบัญชีใหม่สักหน่อย ต้นทุนก็จะลดลงนะคะ ทำธุรกิจบางที่มันยังซับซ้อนกว่าเปิดบัญชีใหม่เลยนะคะ สละเวลาสักนิดเพื่อลดต้นทุนเรา
Subscribe to:
Posts (Atom)
.png)


.png)


