Thursday, September 5, 2013
การเสียภาษีของดารา,นักแสดง,นักร้อง,พิธีกรและนักกีฬาอาชีพอย่างถูกต้อง 4
ในบางครั้งนักแสดงไม่ได้แสดงเพียงคนเดียว บางคนแสดงเป็นหมู่คณะ เป็นกลุ่มคน หรือนักกีฬาเล่นเป็นทีม พอได้รับเงินค่าแสดงมา หรือได้รับเงินรางวัลมา จะบริหารภาษีอย่างไร
ถ้ามีการแสดงเป็นหมู่คณะ หรือเป็นทีม การยื่นแบบควรยื่นแบบในนามของคณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญ เพราะถือว่านักแสดงหรือนักกีฬาทุกคนร่วมรับรายได้นี้ร่วมกัน ทำให้แต่ละคนไม่ต้องนำเงินได้ที่ได้รับมาไปแยกยื่นส่วนตัว การยื่นเป็นคณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญนี้จะทำให้ทุกคนมีความรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง
แต่ถ้าการจัดตั้งคณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญนั้นยุ่งยาก หรือตั้งมาแล้วอาจใช้แค่ไม่กี่ครั้ง แล้วต้องรับงานแสดงเป็นหมู่คณะ แบบนี้ก็ให้บริษัทว่าจ้าง จ้างงานเป็นรายบุคคลเลย โดยจ้างมาแสดงร่วมกัน หรือจ้างมาเล่นเป็นทีมกัน โดยบริษัทว่าจ้างจะจ่ายเงินค่าแสดงเป็นรายบุคคลออกเป็น 50 ทวิ ตามจำนวนคนที่มาร่วมการแสดงเป็นทีม เท่านี้ก็จะเป็นการแยกรับภาระทางภาษีกันอย่างเท่าเทียมกันคะ
ถ้าท่านใดมีคำถามหรือกรณีให้ปรึกษาก็สอบถามมาได้คะ ยินดีให้คำปรึกษา เพราะเรื่องภาษีต้องมีการวางแผนแต่เนิ่นๆ และทำให้ถูกต้อง ถึงจะบริหารภาษีได้อย่างถูกต้อง
Thursday, August 29, 2013
การเสียภาษีของดารา,นักแสดง,นักร้อง,พิธีกรและนักกีฬาอาชีพอย่างถูกต้อง 3
ในตอนที่ 3 นี้จะกล่าวถึงการหักค่าใช้จ่ายของนักแสดงสาธารณะนะคะ
ถ้าเงินได้ที่ได้รับมามีการลงเป็น "ค่าแสดงสาธารณะ" ใน 50 ทวิ (ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย) เงินได้ตรงนี้ถือเป็นเงินได้ 40(8) โดยสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบคือ แบบเหมากับแบบจ่ายจริง
2. เงินได้ส่วนที่เกิน 300,000 บาท หักค่าใช้จ่ายได้ 40%
แต่ค่าใช้จ่ายทั้ง 1. และ 2. นี้ หักรวมกันได้ไม่เกิน 600,000 บาท
ตัวอย่าง: ดาราท่านนึงมีรายได้จ่ายการแสดง 2,000,000 บาท ดังนั้นการคำนวนการหักค่าใช้จ่ายของดาราท่านนี้จะถูกแบ่งเป็น
300,000 x 60% = 180,000
1,700,000 x 40% = 680,000
แต่เมื่อรวมกันแล้วเท่ากับ 860,000 (180,000 + 680,000) ซึ่งเกินเพดาน 600,000 ทำให้หักค่าใช้จ่ายได้แค่ 600,000 บาท
ถ้าเงินได้ที่ได้รับมามีการลงเป็น "ค่าจ้าง" "ค่าพิธีกร" "ค่าบริการ"ใน 50 ทวิ (ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย) เงินได้ตรงนี้จะถูกปรับให้เป็น 40(2) ทันที เพราะว่าเงินได้ตรงนี้ไม่ได้ลงเป็นค่าแสดงสาธารณะ ทำให้การหักค่าใช้จ่าย ก็เป็นตาม 40(2) นั่นคือ หักได้ 40% แต่ไม่เกิน 60,000 บาท
ซึ่งในที่นี้มีดารา นักแสดงบางท่าน ทำงานเป็นนักแสดงจริงๆ แสดงหนังหรือเล่นละครต่างๆ ที่เข้าลักษณะของเงินได้ที่เป็นค่าแสดงสาธารณะ แต่บริษัทที่ว่าจ้างลงว่าเงินได้นี้เป็น "ค่าจ้าง" ใน 50 ทวิ ก็จะทำให้เงินได้ตัวนี้เป็น 40(2) ทันที ซึ่งจะทำให้ดาราท่านนี้เสียประโยชน์ในการหักค่าใช้จ่ายด้านภาษีอย่างมาก
หลังจากได้ทราบถึงการเปรียบเทียบของการหักค่าใช้จ่ายของเงินได้ที่ได้รับ มาของดารา นักแสดงแล้ว คำถามที่ดารา นักแสดงสงสัยก็คือ "แล้วจะทำอย่างไร ถ้าบริษัทว่าจ้างลงเงินได้ใน 50 ทวิ เป็นค่าจ้าง ค่าพิธีกร หรือค่าบริการ" คำถามนี้ ได้นำไปปรึกษาสรรพากรแล้วว่า ถ้าการทำงานของดารา นักแสดงเป็นการแสดงจริงๆ (ไม่ใช่ทำงานเป็นพิธีกร แล้วอยากปรับเปลี่ยนให้ลงเป็นค่าแสดงสาธารณะ) ก็สามารถให้บริษัทว่าจ้างปรับเปลี่ยนการลงเงินได้ให้ถูกต้อง คุยกับบริษัทว่าจ้างให้มีการแก้ไขประเภทของเงินได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นบริษัทว่าจ้างไม่มีอะไรเสียหายอยู่แล้ว มีแต่ตัวดารา นักแสดงเองที่เสียหาย ดังนั้นดารา นักแสดงเองจึงต้องบอกให้บริษัทว่าจ้าง ลงเงินได้ให้ถูกต้องตามการจ้างงาน
ถ้าเงินได้ที่ได้รับมามีการลงเป็น "ค่าแสดงสาธารณะ" ใน 50 ทวิ (ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย) เงินได้ตรงนี้ถือเป็นเงินได้ 40(8) โดยสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบคือ แบบเหมากับแบบจ่ายจริง
- แบบเหมา
2. เงินได้ส่วนที่เกิน 300,000 บาท หักค่าใช้จ่ายได้ 40%
แต่ค่าใช้จ่ายทั้ง 1. และ 2. นี้ หักรวมกันได้ไม่เกิน 600,000 บาท
ตัวอย่าง: ดาราท่านนึงมีรายได้จ่ายการแสดง 2,000,000 บาท ดังนั้นการคำนวนการหักค่าใช้จ่ายของดาราท่านนี้จะถูกแบ่งเป็น
300,000 x 60% = 180,000
1,700,000 x 40% = 680,000
แต่เมื่อรวมกันแล้วเท่ากับ 860,000 (180,000 + 680,000) ซึ่งเกินเพดาน 600,000 ทำให้หักค่าใช้จ่ายได้แค่ 600,000 บาท
- แบบจ่ายจริง
ถ้าเงินได้ที่ได้รับมามีการลงเป็น "ค่าจ้าง" "ค่าพิธีกร" "ค่าบริการ"ใน 50 ทวิ (ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย) เงินได้ตรงนี้จะถูกปรับให้เป็น 40(2) ทันที เพราะว่าเงินได้ตรงนี้ไม่ได้ลงเป็นค่าแสดงสาธารณะ ทำให้การหักค่าใช้จ่าย ก็เป็นตาม 40(2) นั่นคือ หักได้ 40% แต่ไม่เกิน 60,000 บาท
ซึ่งในที่นี้มีดารา นักแสดงบางท่าน ทำงานเป็นนักแสดงจริงๆ แสดงหนังหรือเล่นละครต่างๆ ที่เข้าลักษณะของเงินได้ที่เป็นค่าแสดงสาธารณะ แต่บริษัทที่ว่าจ้างลงว่าเงินได้นี้เป็น "ค่าจ้าง" ใน 50 ทวิ ก็จะทำให้เงินได้ตัวนี้เป็น 40(2) ทันที ซึ่งจะทำให้ดาราท่านนี้เสียประโยชน์ในการหักค่าใช้จ่ายด้านภาษีอย่างมาก
หลังจากได้ทราบถึงการเปรียบเทียบของการหักค่าใช้จ่ายของเงินได้ที่ได้รับ มาของดารา นักแสดงแล้ว คำถามที่ดารา นักแสดงสงสัยก็คือ "แล้วจะทำอย่างไร ถ้าบริษัทว่าจ้างลงเงินได้ใน 50 ทวิ เป็นค่าจ้าง ค่าพิธีกร หรือค่าบริการ" คำถามนี้ ได้นำไปปรึกษาสรรพากรแล้วว่า ถ้าการทำงานของดารา นักแสดงเป็นการแสดงจริงๆ (ไม่ใช่ทำงานเป็นพิธีกร แล้วอยากปรับเปลี่ยนให้ลงเป็นค่าแสดงสาธารณะ) ก็สามารถให้บริษัทว่าจ้างปรับเปลี่ยนการลงเงินได้ให้ถูกต้อง คุยกับบริษัทว่าจ้างให้มีการแก้ไขประเภทของเงินได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นบริษัทว่าจ้างไม่มีอะไรเสียหายอยู่แล้ว มีแต่ตัวดารา นักแสดงเองที่เสียหาย ดังนั้นดารา นักแสดงเองจึงต้องบอกให้บริษัทว่าจ้าง ลงเงินได้ให้ถูกต้องตามการจ้างงาน
Monday, July 8, 2013
การเสียภาษีของดารา,นักแสดง,นักร้อง,พิธีกรและนักกีฬาอาชีพอย่างถูกต้อง 2
เมื่อตอนที่แล้วพูดถึงความหมายของนักแสดงสาธารณะว่าใครคือนักแสดงสาธารณะตามที่สรรพากรกำหนด ตอนนี้เราจะมากล่าวถึงเงินได้ของนักแสดงสาธารณะว่าเป็นอย่างไร
ตามคำสั่งของกรมสรรพากรที่ป. 102/2544 คำว่า "เงินได้ของนักแสดงสาธารณะ" หมายความว่า เงินได้พึงประเมินหรือค่าตอบแทนจากการประกอบอาชีพนักแสดงสาธารณะตามวรรคหนึ่ง รวมถึงรางวัลและประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการแสดงหรือการแข่งขัน เช่น ค่าพาหนะในการเดินทาง ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ไม่ว่าจะจ่ายตามจำนวนคราวที่แสดงหรือแข่งขัน จ่ายเป็นการเหมา หรือจ่ายในลักษณะอื่นทำนองเดียวกัน
จากคำสั่งของสรรพากรนี้ จึงสรุปว่าเงินได้ของนักแสดงสาธารณะก็คือเงินได้ที่บุคคลใดก็ตามประกอบอาชีพที่เป็นการแสดงสาธารณะแล้วได้รับค่าตอบแทนกลับมาไม่ว่าจะมาในรูปเงินหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการแสดงหรือแข่งขันในการแสดงนั้นๆ
แต่ถ้าบุคคลนั้นไม่ได้ประกอบอาชีพตามความหมายของนักแสดงสาธารณะ แล้วได้รับค่าจ้าง ค่าจ้างนี้จะยังไม่ถือเป็นเงินได้ของนักแสดงสาธารณะ ต้องมาดูเนื้องานก่อนว่า งานที่ได้รับนั้นเข้าข่ายการแสดงหรือไม่ เช่น บุคคลธรรมดาที่เป็นพิธีกรตามงานอีเว้นท์ต่างๆ ถ้าบุคคลนี้เป็นแค่พิธีกรอย่างเดียว รายได้จากงานพิธีกรนี้ก็จะไม่เป็นเงินได้ของนักแสดงสาธารณะ แต่ถ้าบุคคลนี้มีการแสดงในการเป็นพิธีกรด้วย รายได้จากการงานพิธีกรนี้ก็จะเป็นเงินได้ของนักสาธารณะ ซึ่งบริษัทที่จ้างงานบุคคลนี้ก็จะสามารถลงเงินได้ของบุคคลนี้ว่าเป็น "เงินได้ของนักแสดงสาธารณะ" ในใบหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ทันที แม้ว่าอาชีพของเขาไม่ใช่นักแสดงสาธารณะก็ตาม
คราวนี้ก็จะมีอีกประเด็นหนึ่งคือ เป็นนักแสดงสาธารณะตรงตามที่สรรพากรกำหนด แต่รับงานที่ไม่ใช่งานแสดงสาธารณะ เช่น เป็นนักแสดงมืออาชีพแต่รับงานเป็นพิธีกรกล่าวนำเปิดงานงานแสดงสินค้า โดยเป็นแค่พิธีกรอย่างเดียว ไม่มีการแสดงใดๆ ทั้งสิ้น แบบนี้ เงินได้จากการจ้างงานนี้จะไม่ถือเป็นเงินได้ของนักแสดงสาธารณะเพราะไม่มีการแสดงตามความหมายที่สรรพากรกำหนด บริษัทว่าจ้างจึงลงว่าเป็นแค่ ค่าจ้าง ค่าพิธีกร ค่าบริการ ในใบหักภาษี ณ ที่จ่าย
การที่บริษัทว่าจ้างลงใบหักภาษี ณ ที่จ่ายแตกต่างกัน จะทำให้การยื่นจ่ายภาษีแตกต่างกัน เพราะถือว่าเป็นรายได้ที่แต่ต่างกัน การหักค่าใช้จ่ายในการคำนวนภาษีก็จะต่างกัน ตอนหน้าเราจะมาดูว่าการหักค่าใช้จ่ายในการคำนวนภาษีของเงินได้ของนักแสดงสาธารณะกับค่าจ้างนั้นต่างกันอย่างไร
ตามคำสั่งของกรมสรรพากรที่ป. 102/2544 คำว่า "เงินได้ของนักแสดงสาธารณะ" หมายความว่า เงินได้พึงประเมินหรือค่าตอบแทนจากการประกอบอาชีพนักแสดงสาธารณะตามวรรคหนึ่ง รวมถึงรางวัลและประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการแสดงหรือการแข่งขัน เช่น ค่าพาหนะในการเดินทาง ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ไม่ว่าจะจ่ายตามจำนวนคราวที่แสดงหรือแข่งขัน จ่ายเป็นการเหมา หรือจ่ายในลักษณะอื่นทำนองเดียวกัน
จากคำสั่งของสรรพากรนี้ จึงสรุปว่าเงินได้ของนักแสดงสาธารณะก็คือเงินได้ที่บุคคลใดก็ตามประกอบอาชีพที่เป็นการแสดงสาธารณะแล้วได้รับค่าตอบแทนกลับมาไม่ว่าจะมาในรูปเงินหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการแสดงหรือแข่งขันในการแสดงนั้นๆ
แต่ถ้าบุคคลนั้นไม่ได้ประกอบอาชีพตามความหมายของนักแสดงสาธารณะ แล้วได้รับค่าจ้าง ค่าจ้างนี้จะยังไม่ถือเป็นเงินได้ของนักแสดงสาธารณะ ต้องมาดูเนื้องานก่อนว่า งานที่ได้รับนั้นเข้าข่ายการแสดงหรือไม่ เช่น บุคคลธรรมดาที่เป็นพิธีกรตามงานอีเว้นท์ต่างๆ ถ้าบุคคลนี้เป็นแค่พิธีกรอย่างเดียว รายได้จากงานพิธีกรนี้ก็จะไม่เป็นเงินได้ของนักแสดงสาธารณะ แต่ถ้าบุคคลนี้มีการแสดงในการเป็นพิธีกรด้วย รายได้จากการงานพิธีกรนี้ก็จะเป็นเงินได้ของนักสาธารณะ ซึ่งบริษัทที่จ้างงานบุคคลนี้ก็จะสามารถลงเงินได้ของบุคคลนี้ว่าเป็น "เงินได้ของนักแสดงสาธารณะ" ในใบหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ทันที แม้ว่าอาชีพของเขาไม่ใช่นักแสดงสาธารณะก็ตาม
คราวนี้ก็จะมีอีกประเด็นหนึ่งคือ เป็นนักแสดงสาธารณะตรงตามที่สรรพากรกำหนด แต่รับงานที่ไม่ใช่งานแสดงสาธารณะ เช่น เป็นนักแสดงมืออาชีพแต่รับงานเป็นพิธีกรกล่าวนำเปิดงานงานแสดงสินค้า โดยเป็นแค่พิธีกรอย่างเดียว ไม่มีการแสดงใดๆ ทั้งสิ้น แบบนี้ เงินได้จากการจ้างงานนี้จะไม่ถือเป็นเงินได้ของนักแสดงสาธารณะเพราะไม่มีการแสดงตามความหมายที่สรรพากรกำหนด บริษัทว่าจ้างจึงลงว่าเป็นแค่ ค่าจ้าง ค่าพิธีกร ค่าบริการ ในใบหักภาษี ณ ที่จ่าย
การที่บริษัทว่าจ้างลงใบหักภาษี ณ ที่จ่ายแตกต่างกัน จะทำให้การยื่นจ่ายภาษีแตกต่างกัน เพราะถือว่าเป็นรายได้ที่แต่ต่างกัน การหักค่าใช้จ่ายในการคำนวนภาษีก็จะต่างกัน ตอนหน้าเราจะมาดูว่าการหักค่าใช้จ่ายในการคำนวนภาษีของเงินได้ของนักแสดงสาธารณะกับค่าจ้างนั้นต่างกันอย่างไร
Saturday, June 29, 2013
การเสียภาษีของดารา,นักแสดง,นักร้อง,พิธีกรและนักกีฬาอาชีพอย่างถูกต้อง 1
เมื่อปีที่แล้วมีข่าวใหญ่เกี่ยวกับดาราท่านนึงในการเสียภาษีไม่ถูกต้อง มีการใช้ชื่อคนอื่นมารับรายได้แทน โดยที่ดาราท่านนั้นทำไปโดยที่รู้หรือไม่รู้ก็ตาม แต่ผลที่ตามมา ทำให้กลุ่มดารานักแสดงนักร้องนั้นถูกจับตาจากสรรพากรมากขึ้น จะทำอะไรก็ตามก็จะถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษแม้ว่าดาราบางท่านก็เสียภาษีอย่างถูกต้องอยู่แล้ว จึงมีคำถามต่อว่าแล้วจะทำอย่างไรจึงจะเสียภาษีอย่างถูกต้องที่สุด โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีการตรวจสอบหรือโดนภาษีย้อนหลัง ดังนั้นเราจะมาดูกันว่าการเสียภาษีที่ถูกต้องของกลุ่มดารานักแสดงควรทำอย่างไร
ก่อนที่เราจะรู้ว่าการเสียภาษีของดารานักแสดงเป็นอย่างไร เรามาดูความหมายของนักแสดงสาธารณะกันก่อนว่าทางสรรพากรกำหนดความหมายของนักแสดงสาธารณะว่าอย่างไร
ตามคำสั่งของกรมสรรพากรที่ ป. 102/2544 ข้อที่ 1 คำว่า "นักแสดงสาธารณะ" หมายความว่า นักแสดงละคร ภาพยนตร์ วิทยุโทรทัศน์ นักร้อง นักดนตรี นักกีฬาอาชีพ หรือนักแสดงเพื่อความบันเทิงใดๆ ไม่ว่าจะแสดงเดี่ยว เป็นหมู่หรือคณะ หรือแข่งขันเป็นทีม เช่น นักแสดงละครเวที นักแสดงภาพยนตร์ นักแสดงละครวิทยุ นักแสดงละครโทรทัศน์ ผู้ดำเนินรายการทางโทรทัศน์ นักแสดงตลก นายแบบ นางแบบ นักพูดรายการทอล์คโชว์ นักมวยอาชีพ นักฟุตบอลอาชีพเป็นต้น
ซึ่งนักแสดงสาธารณะตามวรรคหนึ่ง จะไม่รวมถึงผู้ประกาศข่าว โฆษก พิธีกร นักจัดรายการวิทยุ นักจัดรายการในสถานบันเทิงใดๆ ผู้บรรยายหรือนักพากย์ ผู้จัดการส่วนตัวของนักแสดงสาธารณะ ผู้กำกับการแสดง ผู้จัดการทีมกีฬา ผู้ฝึกสอนนักกีฬาหรือบุคคลผู้กระทำการในลักษณะทำนองเดียวกัน
เมื่อได้ทราบเช่นนี้ เราก็จะสามารถเข้าใจได้ว่าตัวเรานั้นเป็นนักแสดงสาธารณะหรือไม่ และใครคือนักแสดงสาธารณะที่สรรพากรกำหนด ในหัวข้อต่อไปจะมาดูว่าเงินได้แบบใดเป็นเงินได้ของนักแสดงสาธารณะ เพื่อจะได้ยื่นเสียภาษีได้อย่างถูกต้อง
ก่อนที่เราจะรู้ว่าการเสียภาษีของดารานักแสดงเป็นอย่างไร เรามาดูความหมายของนักแสดงสาธารณะกันก่อนว่าทางสรรพากรกำหนดความหมายของนักแสดงสาธารณะว่าอย่างไร
ตามคำสั่งของกรมสรรพากรที่ ป. 102/2544 ข้อที่ 1 คำว่า "นักแสดงสาธารณะ" หมายความว่า นักแสดงละคร ภาพยนตร์ วิทยุโทรทัศน์ นักร้อง นักดนตรี นักกีฬาอาชีพ หรือนักแสดงเพื่อความบันเทิงใดๆ ไม่ว่าจะแสดงเดี่ยว เป็นหมู่หรือคณะ หรือแข่งขันเป็นทีม เช่น นักแสดงละครเวที นักแสดงภาพยนตร์ นักแสดงละครวิทยุ นักแสดงละครโทรทัศน์ ผู้ดำเนินรายการทางโทรทัศน์ นักแสดงตลก นายแบบ นางแบบ นักพูดรายการทอล์คโชว์ นักมวยอาชีพ นักฟุตบอลอาชีพเป็นต้น
ซึ่งนักแสดงสาธารณะตามวรรคหนึ่ง จะไม่รวมถึงผู้ประกาศข่าว โฆษก พิธีกร นักจัดรายการวิทยุ นักจัดรายการในสถานบันเทิงใดๆ ผู้บรรยายหรือนักพากย์ ผู้จัดการส่วนตัวของนักแสดงสาธารณะ ผู้กำกับการแสดง ผู้จัดการทีมกีฬา ผู้ฝึกสอนนักกีฬาหรือบุคคลผู้กระทำการในลักษณะทำนองเดียวกัน
เมื่อได้ทราบเช่นนี้ เราก็จะสามารถเข้าใจได้ว่าตัวเรานั้นเป็นนักแสดงสาธารณะหรือไม่ และใครคือนักแสดงสาธารณะที่สรรพากรกำหนด ในหัวข้อต่อไปจะมาดูว่าเงินได้แบบใดเป็นเงินได้ของนักแสดงสาธารณะ เพื่อจะได้ยื่นเสียภาษีได้อย่างถูกต้อง
Sunday, May 19, 2013
ลดรายจ่าย เพิ่มสภาพคล่อง สำหรับธุรกิจ SME ตอนที่ 2
ต่อจากคราวที่แล้วนะะคะ วิธีลดรายจ่าย เพิ่มสภาพคล่อง
3. ให้เลี่ยงรายจ่ายที่ไม่จำเป็น
รายจ่ายของบริษัทมีทั้งรายจ่ายที่คงที่และรายจ่ายที่ผันแปร รายจ่ายที่คงที่คือรายจ่ายที่เราสามารถรับรู้อย่างแน่นอนว่าจะต้องจ่ายเป็นจำนวนเท่าไรและต้องจ่ายเมื่อใด เช่น ค่าอินเตอร์เนท ค่าจ้าง เป็นต้นส่วนรายจ่ายผันแปรเป็นรายจ่ายที่ไม่สามารถรับรู้ล่วงหน้าได้ว่าจะเป็นจำนวนเงินเท่าใดและต้องจ่ายเมื่อใด เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าขนส่งเป็นต้น
ในรายจ่ายทั้งสองประเภทนี้ก็จะมีรายจ่ายบางรายการที่เป็น "รายจ่ายที่ไม่จำเป็น" ถ้าเราสามารถลดรายจ่ายไม่จำเป็นนี้ออกไปได้ ก็จะทำให้ธุรกิจประหยัดเงินเพิ่มขึ้น แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่ารายการใดเป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็น คำตอบคือเราก็ต้องเก็บข้อมูล สังเกตุ และจดบันทึกรายรับรายจ่าย ว่าเราใช้จ่ายไปกับสิ่งใดบ้าง อะไรที่ไม่จำเป็นแล้วต้องจ่าย หรืออะไรที่ไม่จำเป็นแล้วไม่สมควรจะจ่ายเลย นั้นมีอะไรบ้าง
จากที่เคยให้คำปรึกษามาบรรดา "ค่าธรรมเนียมต่างๆ" นั้นจะเป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็นในอันดับต้นๆ เลยค่ะ เมื่อทราบแล้วว่า ค่าธรรมเนียมเป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็นอันดับต้นๆ ทำให้เจ้าของธุรกิจพยายามที่จะหาวิธีลดรายจ่ายที่เป็นค่าธรรมเนียมตัวนี้ ค่าธรรมเนียมที่เจ้าของกิจการอยากให้ลดมากที่สุดคือค่าธรรมเนียมการใช้บริการของธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมฝากเงินข้ามจังหวัด ค่าธรรมเนียมการโอนเงิน ค่าธรรมเนียมการฝากเช็ค
ค่าธรรมเนียมการฝากเงินข้ามจังหวัด ค่าธรรมเนียมการโอนเงิน ค่าธรรมเนียมการฝากเช็ค
หลายๆ ธุรกิจที่มีลูกค้าหรือกิจการอยู่ต่างจังหวัด คงเจอกับค่าธรรมเนียมตัวนี้อยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าลูกค้าจะโอนเงินเข้ามายังธุรกิจหรือธุรกิจจะโอนเงินออกมายังผู้ผลิต การโอนเงินไปมาล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดค่าธรรมเนียมการโอนเงินขึ้น เช่น ถ้านำเงินไปฝากเข้าธนาคารเดียวกัน แต่คนละสาขา คนละจังหวัด ก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียมการฝากในอัตรา 10,000 ละ 10 บาท โดยขั้นต่ำ 10 บาทบวกกับค่าคู่สายอีกรายการละ 10-20 บาท แต่ถ้านำเช็คเข้าไปฝากจะเสียค่าธรรมเนียม 0.1% ของจำนวนเงินหน้าเช็ค แต่ถ้าไปฝากเงินต่างธนาคารจะมีค่าธรรมเนียมการฝากเงินข้ามธนาคารตั้งแต่ 50 บาทไปจนถึง 120 บาทขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่ต้องการจะฝาก เช่น ฝากเงินไม่ถึง 1 หมื่นก็แค่รายการละ 50 บาท แต่ถ้ามากกว่าถึง 1 แสนก็รายการละ 120
จริงๆ แล้ว ตอนนี้ธนาคารหลายธนาคารก็พยายามออกบริการใหม่ๆ มาช่วยลดค่าธรรมเนียมตรงนี้ บางธนาคารให้บริการบัญชีธุรกิจที่สามารถฝากเงินและถอนเงินออกจากบัญชีนี้สาขาไหนก็ได้ หรือโอนเงินจากบัญชีนี้ไปยังบัญชีอื่นๆ ของธนาคารเดียวกันรวมทั้งฝากเคลียร์ลิ่งเช็คนี้ที่สาขาต่างเขตก็ได้ สิ่งทั้งหมดนี้ไม่มีค่าธรรมเนียม
ยกตัวอย่างของธนาคารแห่งหนึ่งที่เค้ามีบริการบัญชีแบบนี้ให้ ธนาคารจะให้เปิดบัญชี 2 ประเภทคือบัญชีออมทรัพย์และบัญชีกระแสรายวัน โดยธนาคารจะกำหนดให้มียอดเงินขั้นต่ำในบัญชี ถ้ารักษาระดับเงินฝาก ณ สิ้นวันได้ตามที่เค้ากำหนดก็จะได้สิทธิฟรีค่าธรรมเนียมสำหรับการโอนเงินและรับเงินฝาก การถอนเงินข้ามจังหวัดที่ต้องผ่านเคาท์เตอร์ต่างสาขา รวมทั้งฟรีค่าบริการเรียกเก็บเช็คข้ามเขตจากปกติจะคิดในอัตรา 0.1% ของจำนวนเงินหน้าเช็ค ถ้าสมมุติว่าเช็คมูลค่า 1,000,000 บาทเดือนละ 1 ฉบับ ซึ่งค่าธรรมเนียมปกติจะตกอยู่ที่ 1,000 บาท หากคิดทั้งปีก็จะเป็น 12,000 บาท ซึ่งถ้าเปิดบัญชีธุรกิจแบบใหม่นี้ ก็จะประหยัดธรรมเนียมนี้ได้ถึง 12,000 บาทเลย
ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับตัวเราแล้วว่าจะเลือกที่จะลดค่าธรรมเนียมโดยมาเปิดบัญชีแบบนี้ไหม บางคนติดกับเดิมๆ ไม่ยอมทำอะไรใหม่ๆเพียงเพราะไม่มีเวลา ดังนั้นถ้าสละเวลามาสนใจตรงนี้สักนิด เสียเวลาเปิดบัญชีใหม่สักหน่อย ต้นทุนก็จะลดลงนะคะ ทำธุรกิจบางที่มันยังซับซ้อนกว่าเปิดบัญชีใหม่เลยนะคะ สละเวลาสักนิดเพื่อลดต้นทุนเรา
3. ให้เลี่ยงรายจ่ายที่ไม่จำเป็น
รายจ่ายของบริษัทมีทั้งรายจ่ายที่คงที่และรายจ่ายที่ผันแปร รายจ่ายที่คงที่คือรายจ่ายที่เราสามารถรับรู้อย่างแน่นอนว่าจะต้องจ่ายเป็นจำนวนเท่าไรและต้องจ่ายเมื่อใด เช่น ค่าอินเตอร์เนท ค่าจ้าง เป็นต้นส่วนรายจ่ายผันแปรเป็นรายจ่ายที่ไม่สามารถรับรู้ล่วงหน้าได้ว่าจะเป็นจำนวนเงินเท่าใดและต้องจ่ายเมื่อใด เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าขนส่งเป็นต้น
ในรายจ่ายทั้งสองประเภทนี้ก็จะมีรายจ่ายบางรายการที่เป็น "รายจ่ายที่ไม่จำเป็น" ถ้าเราสามารถลดรายจ่ายไม่จำเป็นนี้ออกไปได้ ก็จะทำให้ธุรกิจประหยัดเงินเพิ่มขึ้น แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่ารายการใดเป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็น คำตอบคือเราก็ต้องเก็บข้อมูล สังเกตุ และจดบันทึกรายรับรายจ่าย ว่าเราใช้จ่ายไปกับสิ่งใดบ้าง อะไรที่ไม่จำเป็นแล้วต้องจ่าย หรืออะไรที่ไม่จำเป็นแล้วไม่สมควรจะจ่ายเลย นั้นมีอะไรบ้าง
จากที่เคยให้คำปรึกษามาบรรดา "ค่าธรรมเนียมต่างๆ" นั้นจะเป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็นในอันดับต้นๆ เลยค่ะ เมื่อทราบแล้วว่า ค่าธรรมเนียมเป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็นอันดับต้นๆ ทำให้เจ้าของธุรกิจพยายามที่จะหาวิธีลดรายจ่ายที่เป็นค่าธรรมเนียมตัวนี้ ค่าธรรมเนียมที่เจ้าของกิจการอยากให้ลดมากที่สุดคือค่าธรรมเนียมการใช้บริการของธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมฝากเงินข้ามจังหวัด ค่าธรรมเนียมการโอนเงิน ค่าธรรมเนียมการฝากเช็ค
ค่าธรรมเนียมการฝากเงินข้ามจังหวัด ค่าธรรมเนียมการโอนเงิน ค่าธรรมเนียมการฝากเช็ค
หลายๆ ธุรกิจที่มีลูกค้าหรือกิจการอยู่ต่างจังหวัด คงเจอกับค่าธรรมเนียมตัวนี้อยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าลูกค้าจะโอนเงินเข้ามายังธุรกิจหรือธุรกิจจะโอนเงินออกมายังผู้ผลิต การโอนเงินไปมาล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดค่าธรรมเนียมการโอนเงินขึ้น เช่น ถ้านำเงินไปฝากเข้าธนาคารเดียวกัน แต่คนละสาขา คนละจังหวัด ก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียมการฝากในอัตรา 10,000 ละ 10 บาท โดยขั้นต่ำ 10 บาทบวกกับค่าคู่สายอีกรายการละ 10-20 บาท แต่ถ้านำเช็คเข้าไปฝากจะเสียค่าธรรมเนียม 0.1% ของจำนวนเงินหน้าเช็ค แต่ถ้าไปฝากเงินต่างธนาคารจะมีค่าธรรมเนียมการฝากเงินข้ามธนาคารตั้งแต่ 50 บาทไปจนถึง 120 บาทขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่ต้องการจะฝาก เช่น ฝากเงินไม่ถึง 1 หมื่นก็แค่รายการละ 50 บาท แต่ถ้ามากกว่าถึง 1 แสนก็รายการละ 120
จริงๆ แล้ว ตอนนี้ธนาคารหลายธนาคารก็พยายามออกบริการใหม่ๆ มาช่วยลดค่าธรรมเนียมตรงนี้ บางธนาคารให้บริการบัญชีธุรกิจที่สามารถฝากเงินและถอนเงินออกจากบัญชีนี้สาขาไหนก็ได้ หรือโอนเงินจากบัญชีนี้ไปยังบัญชีอื่นๆ ของธนาคารเดียวกันรวมทั้งฝากเคลียร์ลิ่งเช็คนี้ที่สาขาต่างเขตก็ได้ สิ่งทั้งหมดนี้ไม่มีค่าธรรมเนียม
ยกตัวอย่างของธนาคารแห่งหนึ่งที่เค้ามีบริการบัญชีแบบนี้ให้ ธนาคารจะให้เปิดบัญชี 2 ประเภทคือบัญชีออมทรัพย์และบัญชีกระแสรายวัน โดยธนาคารจะกำหนดให้มียอดเงินขั้นต่ำในบัญชี ถ้ารักษาระดับเงินฝาก ณ สิ้นวันได้ตามที่เค้ากำหนดก็จะได้สิทธิฟรีค่าธรรมเนียมสำหรับการโอนเงินและรับเงินฝาก การถอนเงินข้ามจังหวัดที่ต้องผ่านเคาท์เตอร์ต่างสาขา รวมทั้งฟรีค่าบริการเรียกเก็บเช็คข้ามเขตจากปกติจะคิดในอัตรา 0.1% ของจำนวนเงินหน้าเช็ค ถ้าสมมุติว่าเช็คมูลค่า 1,000,000 บาทเดือนละ 1 ฉบับ ซึ่งค่าธรรมเนียมปกติจะตกอยู่ที่ 1,000 บาท หากคิดทั้งปีก็จะเป็น 12,000 บาท ซึ่งถ้าเปิดบัญชีธุรกิจแบบใหม่นี้ ก็จะประหยัดธรรมเนียมนี้ได้ถึง 12,000 บาทเลย
ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับตัวเราแล้วว่าจะเลือกที่จะลดค่าธรรมเนียมโดยมาเปิดบัญชีแบบนี้ไหม บางคนติดกับเดิมๆ ไม่ยอมทำอะไรใหม่ๆเพียงเพราะไม่มีเวลา ดังนั้นถ้าสละเวลามาสนใจตรงนี้สักนิด เสียเวลาเปิดบัญชีใหม่สักหน่อย ต้นทุนก็จะลดลงนะคะ ทำธุรกิจบางที่มันยังซับซ้อนกว่าเปิดบัญชีใหม่เลยนะคะ สละเวลาสักนิดเพื่อลดต้นทุนเรา
Tuesday, April 30, 2013
ลดรายจ่าย เพิ่มสภาพคล่อง สำหรับธุรกิจ SME ตอนที่ 1
ในช่วงที่ธุรกิจเฟื่องฟู กิจการมีรายได้ดีๆ เจ้าของกิจการก็มักจะลืมเรื่อง "ลดค่าใช้จ่ายของบริษัท" โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายบางรายการที่มักถูกมองข้ามไป และไม่ได้สนใจในการจัดการอย่างเต็มที่ ลำพังแค่การบริหารธุรกิจให้ไปต่อก็หนักหนาเหนื่อยยากแสนเข็ญแล้ว เรื่องการลดค่าใช้จ่ายของบริษัทจึงไม่ถูกนำมาพิจารณาและคิดในตอนนี้ แต่แท้จริงแล้ว ในเวลาแบบนี้ ช่วงที่ "ต้นทุนการผลิต" ปรับตัวสูงขึ้น เริ่มตั้งแต่ค่าแรง ค่าขนส่ง และราคาวัตถุดิบที่ปรับราคาเพิ่มขึ้นมาตลอด และไม่มีทีท่าว่าจะลงเลย ดังนั้นเจ้าของธุรกิจก็ควรกลับมาใส่ใจในเรื่องการลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มสภาพคล่อง เพื่อให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น
เพราะฉะนั้นต้องหาวิธีที่จะช่วยลดรายจ่าย และเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจแบบง่ายๆ เพื่อเป็นการลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นออก
1. รับเงินจากลูกค้าให้เร็วขึ้น
คนที่ทำธุรกิจนั้นการได้รับเงินจากการค่าขายสินค้าหรือบริการได้ยิ่งเร็วที่สุดยิ่งดี เพราะจะได้นำเงินจำนวนนี้ไปหมุนเวียนใช้จ่าย ป้องกันปัญหาสภาพคล่องที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากการต้องชำระค่าวัตถุดิบ แต่ถ้ามีปัญหาสภาพคล่องก็ต้องไปหยิบยืมจากแหล่งเงินทุนอื่นๆ ที่ต้องจ่ายดอกเบี้ย จึงทำให้กลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นจึงต้องปรับเปลี่ยนรับเงินให้เร็วขึ้น
วิธีการที่จะทำให้ได้รับเงินเร็วขึ้นก็ต้องอยู่กับเทคนิคและวิธีการของแต่ละธุรกิจนะคะ เช่น อาจจะให้ส่วนลดกับลูกค้าที่ชำระเงินเร็วกว่าระยะเวลาที่ให้เครดิต การจัดตารางการรับเงินให้สอดคล้องกับตารางการจ่ายเงิน การออก invoice ให้ลูกค้าเร็วขึ้นเพื่อให้รับเงินไวขึ้น รวมไปถึงการใส่ใจลูกหนี้การค้าที่ยังค้างชำระให้มาชำระให้ตรงเวลา
2. ชำระหนี้ให้ตรงเวลา
การชำระหนี้ให้ตรงเวลา นอกจากจะเป็นการสร้างเครดิตที่ดีให้กับตัวธุรกิจ (กรณีที่ในอนาคต อาจต้องมีการกู้เงินเพิ่มเติม) การชำระหนี้ให้ตรงตามกำหนดเวลายังช่วยลดต้นทุนให้กับธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจ SME ที่เจ้าของกิจการแทบจะทำเองทุกอย่างด้วยตัวเอง แล้วมักลืมจ่ายเงินให้ตรงเวลาทำให้ต้องเสียค่าปรับในการชำระเงินล่าช้า
การชำระหนี้ให้ตรงเวลาถือเป็นวินัยอย่างหนึ่งที่ควรมี วิธีการนั้นอาจมีระบบช่วยเตือนหรือตั้งระบบจ่ายเงินอัตโนมัติตัดจากบัญชี แต่ถ้ามีการจัดการวางแผนการเงินที่เป็นแบบแผนเช่น เมื่อมีเงินเข้ามาก็ตัดเงินไว้สำรองจ่ายหนี้ทันที การชำระหนี้ก็จะเป็นระบบและช่วยลดต้นทุนให้ธุรกิจได้คะ
เพราะฉะนั้นต้องหาวิธีที่จะช่วยลดรายจ่าย และเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจแบบง่ายๆ เพื่อเป็นการลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นออก
1. รับเงินจากลูกค้าให้เร็วขึ้น
คนที่ทำธุรกิจนั้นการได้รับเงินจากการค่าขายสินค้าหรือบริการได้ยิ่งเร็วที่สุดยิ่งดี เพราะจะได้นำเงินจำนวนนี้ไปหมุนเวียนใช้จ่าย ป้องกันปัญหาสภาพคล่องที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากการต้องชำระค่าวัตถุดิบ แต่ถ้ามีปัญหาสภาพคล่องก็ต้องไปหยิบยืมจากแหล่งเงินทุนอื่นๆ ที่ต้องจ่ายดอกเบี้ย จึงทำให้กลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นจึงต้องปรับเปลี่ยนรับเงินให้เร็วขึ้น
วิธีการที่จะทำให้ได้รับเงินเร็วขึ้นก็ต้องอยู่กับเทคนิคและวิธีการของแต่ละธุรกิจนะคะ เช่น อาจจะให้ส่วนลดกับลูกค้าที่ชำระเงินเร็วกว่าระยะเวลาที่ให้เครดิต การจัดตารางการรับเงินให้สอดคล้องกับตารางการจ่ายเงิน การออก invoice ให้ลูกค้าเร็วขึ้นเพื่อให้รับเงินไวขึ้น รวมไปถึงการใส่ใจลูกหนี้การค้าที่ยังค้างชำระให้มาชำระให้ตรงเวลา
2. ชำระหนี้ให้ตรงเวลา
การชำระหนี้ให้ตรงเวลา นอกจากจะเป็นการสร้างเครดิตที่ดีให้กับตัวธุรกิจ (กรณีที่ในอนาคต อาจต้องมีการกู้เงินเพิ่มเติม) การชำระหนี้ให้ตรงตามกำหนดเวลายังช่วยลดต้นทุนให้กับธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจ SME ที่เจ้าของกิจการแทบจะทำเองทุกอย่างด้วยตัวเอง แล้วมักลืมจ่ายเงินให้ตรงเวลาทำให้ต้องเสียค่าปรับในการชำระเงินล่าช้า
การชำระหนี้ให้ตรงเวลาถือเป็นวินัยอย่างหนึ่งที่ควรมี วิธีการนั้นอาจมีระบบช่วยเตือนหรือตั้งระบบจ่ายเงินอัตโนมัติตัดจากบัญชี แต่ถ้ามีการจัดการวางแผนการเงินที่เป็นแบบแผนเช่น เมื่อมีเงินเข้ามาก็ตัดเงินไว้สำรองจ่ายหนี้ทันที การชำระหนี้ก็จะเป็นระบบและช่วยลดต้นทุนให้ธุรกิจได้คะ
Sunday, March 31, 2013
ข้อคิดวางแผนภาษีกับโครงสร้างภาษีแบบใหม่ ตอนที่ 4
หลังจากที่สรรพกรเปิดโอกาสให้เราสามารถยื่นแบบภาษีได้หลายวิธี ทำให้เราต้องมีการคำนวนว่าจะยื่นวิธีใดที่จะช่วยประหยัดภาษีได้มากที่สุด
การคิดคำนวนนั้นก็ขึ้นกับกรณีเป็นกรณีไป บางกรณีนั้นต้องลงเป็นตัวเลข และคำนวนเพื่อเปรียบเทียบให้ชัดเจน แต่บางกรณีก็ไม่จำเป็นต้องคำนวนเพื่อเปรียบเทียบ เพราะเมื่อมองแค่ตัวเลขคร่าวๆ ก็รับรู้ได้ว่าวิธีใดประหยัดภาษีได้มากกว่า
แนวทางอย่างง่ายในคิดว่าจะยื่นภาษีวิธีใดนั้น ขอสรุปเป็นคร่าวๆ ได้ดังนี้นะคะ
1. ถ้าในกรณีที่ ตัวเรา และ คู่สมรส มีรายได้ทั้งคู่ แนะนำว่าแยกยื่นทั้งคู่ คือต่างคนต่างแยกยื่นเลย ไม่ควรนำมารวมกัน เพราะทั้งคู่นั้นได้สิทธิยกเว้นเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกทั้งคู่ การแยกยื่นนี้ทำให้ใครคนใดคนหนึ่งมีรายได้ที่เยอะก็จะไม่ทำให้อีกคนมีฐานภาษีที่สูงขึ้น เช่น ถ้าต่างฝ่ายต่างเสียภาษีอยู่ที่อัตรา 20% แต่พอเอามารวมกัน กลับกลายเป็นต้องเสียภาษีที่อัตรา 30% เป็นต้น หรือถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีรายได้เยอะมากๆ เสียภาษีในอัตราที่สูงมากๆ อยู่แล้ว การนำรายได้ของอีกคนมารวมกันอาจทำให้อัตราภาษีกลายเป็น 37% ถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่สมควรยื่นรวมเลย
2. ถ้าในกรณีที่ มีรายได้เป็นเงินเดือนและมีรายได้ในส่วนที่ไม่ใช่เงินเดือน การยื่นภาษีด้วยวิธี แบ่งรายได้ส่วนที่ไม่ใช่เงินเดือนไปให้กับอีกฝ่ายที่รายได้ไม่สูงนักและมีฐานอัตราภาษีที่ต่ำกว่า รายได้ที่ไม่ใช่เงินเดือนนั้นก็จะคิดภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีนำมารวมยื่นเป็นเงินได้ของตนเองทั้งหมดคะ เช่น ภรรยามีเงินเดือนสูง ตกฐานอัตราภาษีที่ 30% และภรรยาก็มีรายได้อื่นด้วย เช่นปล่อยคอนโดให้เช่า เงินปันผล ในขณะที่สามีเสียภาษีในอัตรา 20% การนำรายได้ของภรรยาที่เป็นคอนโดให้เช่าและเงินปันผลไปรวมกับรายได้ของสามี ก็จะทำให้เสียภาษีในอัตรา 20% ด้วย ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ควรเลือกยื่นโดย ให้ภรรยาแยกยื่นเฉพาะ เงินได้ที่เป็นเงินเดือนเท่านั้น ส่วนเงินได้ที่เป็นคอนโดให้เช่าและเงินปันผล ยื่นรวมกับรายได้ของสามี
ดังนั้น ในการยื่นแบบเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของสามีและภรรยาจึงต้องมีการวางแผนคะว่า ยื่นแบบไหนจะเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้แนะนำให้ลองคำนวนดูก่อน และรีบยื่นแต่เนิ่นๆ ถ้ามีส่วนยื่นไปแล้วผิดพลาดแล้วต้องแก้ไข ก็สามารถยื่นใหม่ซ้ำอีกทีก่อนที่จะถึงวันสุดท้ายของการยื่นค่ะ แต่ถ้ายื่นในวันสุดท้ายแล้วผิดพลาดการแก้ไขก็จะลำบากเพราะต้องรอให้สรรพกรพิจารณาและส่งหนังสือมาขอเอกสารเพิ่มเติม ทำให้ต้องเสียเวลามากขึ้น รีบๆ ยื่นก่อนจึงน่าจะดีที่สุดคะ
การคิดคำนวนนั้นก็ขึ้นกับกรณีเป็นกรณีไป บางกรณีนั้นต้องลงเป็นตัวเลข และคำนวนเพื่อเปรียบเทียบให้ชัดเจน แต่บางกรณีก็ไม่จำเป็นต้องคำนวนเพื่อเปรียบเทียบ เพราะเมื่อมองแค่ตัวเลขคร่าวๆ ก็รับรู้ได้ว่าวิธีใดประหยัดภาษีได้มากกว่า
แนวทางอย่างง่ายในคิดว่าจะยื่นภาษีวิธีใดนั้น ขอสรุปเป็นคร่าวๆ ได้ดังนี้นะคะ
1. ถ้าในกรณีที่ ตัวเรา และ คู่สมรส มีรายได้ทั้งคู่ แนะนำว่าแยกยื่นทั้งคู่ คือต่างคนต่างแยกยื่นเลย ไม่ควรนำมารวมกัน เพราะทั้งคู่นั้นได้สิทธิยกเว้นเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกทั้งคู่ การแยกยื่นนี้ทำให้ใครคนใดคนหนึ่งมีรายได้ที่เยอะก็จะไม่ทำให้อีกคนมีฐานภาษีที่สูงขึ้น เช่น ถ้าต่างฝ่ายต่างเสียภาษีอยู่ที่อัตรา 20% แต่พอเอามารวมกัน กลับกลายเป็นต้องเสียภาษีที่อัตรา 30% เป็นต้น หรือถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีรายได้เยอะมากๆ เสียภาษีในอัตราที่สูงมากๆ อยู่แล้ว การนำรายได้ของอีกคนมารวมกันอาจทำให้อัตราภาษีกลายเป็น 37% ถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่สมควรยื่นรวมเลย
2. ถ้าในกรณีที่ มีรายได้เป็นเงินเดือนและมีรายได้ในส่วนที่ไม่ใช่เงินเดือน การยื่นภาษีด้วยวิธี แบ่งรายได้ส่วนที่ไม่ใช่เงินเดือนไปให้กับอีกฝ่ายที่รายได้ไม่สูงนักและมีฐานอัตราภาษีที่ต่ำกว่า รายได้ที่ไม่ใช่เงินเดือนนั้นก็จะคิดภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีนำมารวมยื่นเป็นเงินได้ของตนเองทั้งหมดคะ เช่น ภรรยามีเงินเดือนสูง ตกฐานอัตราภาษีที่ 30% และภรรยาก็มีรายได้อื่นด้วย เช่นปล่อยคอนโดให้เช่า เงินปันผล ในขณะที่สามีเสียภาษีในอัตรา 20% การนำรายได้ของภรรยาที่เป็นคอนโดให้เช่าและเงินปันผลไปรวมกับรายได้ของสามี ก็จะทำให้เสียภาษีในอัตรา 20% ด้วย ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ควรเลือกยื่นโดย ให้ภรรยาแยกยื่นเฉพาะ เงินได้ที่เป็นเงินเดือนเท่านั้น ส่วนเงินได้ที่เป็นคอนโดให้เช่าและเงินปันผล ยื่นรวมกับรายได้ของสามี
ดังนั้น ในการยื่นแบบเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของสามีและภรรยาจึงต้องมีการวางแผนคะว่า ยื่นแบบไหนจะเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้แนะนำให้ลองคำนวนดูก่อน และรีบยื่นแต่เนิ่นๆ ถ้ามีส่วนยื่นไปแล้วผิดพลาดแล้วต้องแก้ไข ก็สามารถยื่นใหม่ซ้ำอีกทีก่อนที่จะถึงวันสุดท้ายของการยื่นค่ะ แต่ถ้ายื่นในวันสุดท้ายแล้วผิดพลาดการแก้ไขก็จะลำบากเพราะต้องรอให้สรรพกรพิจารณาและส่งหนังสือมาขอเอกสารเพิ่มเติม ทำให้ต้องเสียเวลามากขึ้น รีบๆ ยื่นก่อนจึงน่าจะดีที่สุดคะ
Subscribe to:
Posts (Atom)

.png)




