Monday, February 11, 2013

ข้อคิดวางแผนภาษีกับโครงสร้างภาษีแบบใหม่ ตอนที่ 3

การยื่นภาษีเงินได้สำหรับปีภาษี 2555 กรณีที่สามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรสกัน ค่าลดหย่อนที่เราคุ้นเคย ที่ลดหย่อนได้เหมือนในปีก่อนๆ นั้นได้มีการเปลี่ยนแปลง โดยรายการค่าลดหย่อนที่มีการเปลี่ยนแปลงนั้นได้แก่ ค่าลดหย่อนบุตร ค่าลดหย่อนการศึกษาบุตร และดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย เท่านั้น ส่วนค่าลดหย่อนรายการอื่นยังเหมือนเดิม ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือปรับให้ลดหย่อนได้เพิ่มขึ้น

สำหรับค่าลดหย่อน 3 รายการที่มีการเปลี่ยนแปลงนั้น มีการเปลี่ยนแปลงดังนี้

1. ค่าลดหย่อนบุตร ไม่ว่าสามีและภรรยาจะเลือกยื่นภาษีแบบก็ตามใน 5 แบบนั้น ทั้งสามีและภรรยาสามารถหักค่าลดหย่อนบุตรได้ฝ่ายละ 15,000 บาท ถ้ารวมทั้งคู่ก็จะเท่ากับ 30,000 บาท

2. ค่าลดหย่อนการศึกษาบุตร ก็เปลี่ยนแปลงเหมือนกับค่าลดหย่อนบุตร นั่นคือ ไม่ว่าสามีและภรรยาจะเลือกยื่นภาษีแบบใดก็ตามใน 5 แบบนั้น ทั้งสามีและภรรยาสามารถหักค่าลดหย่อนการศึกษาบุตรได้ฝ่ายละ 2,000 บาท ถ้ารวมทั้งคู่ก็จะเท่ากับ 4,000 บาท

3. ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย การหักลดหย่อนดอกเบี้ยกู้ยืมนี้จะค่อนข้างมีรายละเอียดมากขึ้น กล่าวคือ ต้องดูว่าใครเป็นผู้กู้ ชื่อผู้กู้คือใคร ชื่อใครกู้คนนั้นก็จะเป็นผู้สามารถนำดอกเบี้ยเงินกู้นี้ไปหักลดหย่อน แต่ในบางครั้งมีการกู้ยืมกันหลายคน ก็จะสามารถอธิบายได้ตามตามนี้

3.1 ผู้มีเงินได้กู้ยืมคนเดียว หักลดหย่อนได้เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท

3.2 ผู้มีเงินได้หลายคนร่วมกันกู้ยืม หักค่าลดหย่อนโดย เฉลี่ยดอกเบี้ยกู้ยืมตามจำนวนผู้กู้ แต่เมื่อรวมกันหมดทุกคนแล้ว จะต้องไม่เกิน 100,000 บาท

3.3 ผู้มีเงินได้มีหลายที่อยู่อาศัย และกู้ยืมเงินสำหรับหลายที่อยู่อาศัย หักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ได้จากทุกแห่งที่อยุ่อาศัย  แต่เมื่อรวมกันแล้วทุกที่ต้องไม่เกิน 100,000 บาท

3.4 สามีและภรรยา ร่วมกันกู้ยืม บ้านหลังเดียวกัน และมีเงินได้ทั้งสองฝ่าย หักค่าลดหย่อนโดย แบ่งครึ่งของดอกเบี้ยที่จ่ายจริง แต่เมื่อรวมกันทั้งคู่แล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท

3.5 สามีและภรรยา ร่วมกันกู้ยืม แต่สามีหรือภรรยามีเงินได้เพียงฝ่ายเดียว หักค่าลดหย่อนได้เท่ากับที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท

3.6 สามีและภรรยา สามีหรือภรรยามีเงินได้เพียงฝ่ายเดียว ผู้กู้เป็นฝ่ายที่ไม่มีเงินได้ ลักษณะนี้จะไม่สามารถหักค่าลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ได้

3.7 สามีและภรรยา ต่างฝ่ายต่างไปกู้ยืมเงินเพื่อที่อยู่อาศัย ต่างฝ่ายก็ต่างหักค่าลดหย่อนได้เท่ากับที่จ่ายจริง โดยแต่ละคนหักได้ไม่เกิน 100,000 บาท

จะเห็นได้ว่าการหักค่าลดหย่อนดอกเบี้ยกู้ยืมเงินเพื่อที่อยู่อาศัย จะให้ประโยชน์แก่สามีและภรรยาที่จดทะเบียนกันสูงสุด คือกรณีที่ต่างฝ่ายต่างไปกู้ยืมเงินเพื่อที่อยู่อาศัย ทั้งคู่จะสามารถหักค่าลดหย่อนดอกเบี้ยกู้ยืมเงินเพื่อที่อยู่อาศัยได้รวมกัน 200,000 บาทเลยทีเดียว  

ตอนหน้า จะมาดูกันว่าการยื่นแบบใดจะช่วยประหยัดภาษีมากที่สุด แล้วการยื่นแยกนั้น จะมีการคิดคำนวนเหมือนอย่างปีก่อนๆ หรือไม่ พบกันใหม่ตอนหน้าคะ


Wednesday, February 6, 2013

ข้อคิดวางแผนภาษีกับโครงสร้างภาษีแบบใหม่ ตอนที่ 2

เมื่อปีที่แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญได้ตีความว่า การที่คู่สมรสต้องรวมเงินได้เข้าด้วยกัน แล้วนำไปยื่นภาษีด้วยกันนั้นขัดต่อความเสมอภาค ทางสรรพกรก็เลยมีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงการยื่นภาษีใหม่ ให้ถูกต้องตามหลักความเสมอภาค สรรพกรจึงประกาศออกมาใหม่โดยมีทางเลือกให้แก่สามีและภรรยาที่จดทะเบียนสมรสกันมีโอกาสเลือกได้ว่าจะยื่นภาษีแบบใด

แบบที่ 1 คือ ยื่นรวมโดยสามีเป็นผู้ยื่น โดยเงินได้ของภรรยาทั้งหมดทุกวงเล็บ นำเข้ามารวมกับเงินได้ของสามี หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนของทั้งคู่รวมกัน แล้วนำมาคำนวนภาษี โดยแบบนี้ สามีเป็นผู้รับผิดชอบในการยื่นภาษีทั้งหมด

แบบที่ 2 คือ ยื่นรวมโดยภรรยาเป็นผู้ยื่น โดยเงินได้ของสามีทั้งหมดทุกวงเล็บ นำเข้ามารวมกับเงินได้ของภรรยา หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนของทั้งคู่รวมกัน แล้วนำมาคำนวนภาษี โดยแบบนี้ ภรรยาเป็นผู้รับผิดชอบในการยื่นภาษีทั้งหมด

แบบที่ 3 คือ ยื่นแยกแต่ เงินได้ของภรรยาเฉพาะวงเล็บ (2) ถึง (8) มารวมกับเงินได้ของสามี โดยภรรยายื่นเฉพาะวงเล็บ (1) เท่านั้น ส่วนสามียื่นเงินได้ของตัวเองและรวมกับเงินได้ของภรรยาที่เป็นวงเล็บ (2) ถึง (8) โดยสามีและภรรยาต่างแยกหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนของตัวเอง แล้วนำมาคำนวนภาษี โดยแบบนี้ สามีและภรรยาต่างมีหน้าที่รับผิดชอบในการยื่นภาษี

แบบที่ 4 คือ ยื่นแยกแต่ เงินได้ของสามีเฉพาะวงเล็บ (2) ถึง (8) มารวมกับเงินได้ของภรรยา โดยสามียื่นเฉพาะวงเล็บ (1) เท่านั้น ส่วนภรรยายื่นเงินได้ของตัวเองและรวมกับเงินได้ของสามีที่เป็นวงเล็บ (2) ถึง (8) โดยสามีและภรรยาต่างแยกหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนของตัวเอง แล้วนำมาคำนวนภาษี โดยแบบนี้ สามีและภรรยาต่างมีหน้าที่รับผิดชอบในการยื่นภาษี

แบบที่ 5 คือ ต่างคนต่างแยก เงินได้ของสามีทุกวงเล็บ สามีก็เป็นคนยื่นเอง และเงินได้ของภรรยาทุกวงเล็บ ภรรยาก็เป็นคนยื่นเอง โดยสามีและภรรยาต่างแยกหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนของตัวเอง แล้วนำมาคำนวนภาษี โดยแบบนี้ สามีและภรรยาต่างมีหน้าที่รับผิดชอบในการยื่นภาษี

จะเห็นได้ว่าทั้ง 5 แบบนั้น สามีและภรรยาที่จดทะเบียนสมรสกันต้องเลือกแบบใดแบบหนึ่ง เมื่อเลือกยื่นไปแล้ว จะเปลี่ยนภายในปีนั้นไม่ได้ จนถึงยื่นแบบปีหน้าค่อยมาเลือกแบบใหม่ ยกเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพกรเท่านั้น

พอถึงตรงนี้ จะเลือกแบบใด จึงต้องมีการวางแผนนะคะว่า ยื่นแบบไหนจะเกิดประโยชน์สูงสุดนะคะ ทั้งนี้ แนะนำให้ลองคำนวนดูก่อน และรีบยื่นตั้งแต่เนิ่นๆ เผื่อต้องส่งข้อมูลเพิ่มเติมหรือมีส่วนที่ต้องแก้ไขจะได้ทำได้อย่างรวดเร็วและทันเวลาคะ

ตอนหน้าจะมาดูกันว่า ค่าลดหย่อนของการยื่นแยกและยื่นรวมของสามีและภรรยานั้นมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงบ้าง พบกันตอนหน้าคะ


Thursday, January 24, 2013

ข้อคิดวางแผนภาษีกับโครงสร้างภาษีแบบใหม่ ตอนที่ 1



ในโอกาสที่ปีใหม่ 2556 ทางรัฐบาลได้มอบของขวัญให้กับคนที่เสียภาษีบุคคลธรรมดา โดยมีมาตรการออกมาใหม่ มีการแก้ไขโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใน 3 เรื่องคือ


  1. การให้สามีและภรรยาสามารถแยกยื่นภาษีได้
  2. ปรับปรุงอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้มีขนาดลดลง
  3. ปรับปรุงเรื่องภาษีเงินได้ของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคล

เรื่องแรกนั้นมีผลบังคับใช้ทันทีเลย นั่นคือนับจากนี้เป็นต้นไป สามีและภรรยาที่จดทะเบียนสมรสกันสามารถแยกยื่นภาษี โดยไม่จำเป็นต้องนำรายได้ของภรรยามาเข้าเป็นรายได้ของสามีเหมือนแต่ก่อน ซึ่งทำให้โครงสร้างการเสียภาษีของบุคคลธรรมดามีการเปลี่ยนแปลง 

ส่วนอีกสองเรื่องคือการปรับปรุงอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและปรับปรุงภาษีเงินได้ของคณะบุคคุลและห้างหุ้นส่วนสามัญนั้น ยังเป็นเพียงแค่มติคณะรัฐมนตรี ยังไม่ได้ออกเป็นพระราชบัญญัติ ดังนั้นจึงยังไม่มีการบังคับใช้ในตอนนี้ ต้องรอให้สภาอนุมัติก่อน แล้วออกเป็นกฏหมายเสียก่อนจึงจะมีผลต่อการบังคับใช้ 

ในสองเรื่องที่ยังรอสู่การพิจารณาของสภานั้น เรื่องแรกจะเป็นการปรับอัตราภาษีให้มีขนาดลดลง กล่าวคือจากเดิม เป็นขั้นบันได 10, 20, 30, และ 37 เปลี่ยนเป็น 5, 10, 15, 20, 25, 30, และ 35 ซึ่งจะเห็นได้ว่าขั้นบันไดจะถี่ขึ้นและขั้นสูงสุดมีอัตราลดลง ทำให้ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเสียภาษีให้จำนวนที่ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราภาษีเดิม 

ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง การปรับปรุงภาษีเงินได้ของคณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคล ตามมติคณะรัฐมนตรีนั้นจะเรียกเก็บภาษี 20% ของคณะบุคคลจากเงินได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย หมายความว่า ถ้าคณะบุคคลมีเงินได้ 1,000,000 บาท ภาษีที่จะต้องเสียคือ 200,000 บาท (คำนวนได้จาก 1,000,000 x 20%) ดังนั้นการเสียภาษีของคณะบุคคลจึงแตกต่างจากเดิมเป็นอย่างมาก ทำให้หลายคนต้องพิจารณาอย่างหนักแล้วว่าจะเอารายได้ใส่ในคณะบุคคลต่อไปไหม เพราะไม่มีการหักค่าใช้จ่ายตามวงเล็บเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว

ในส่วนของห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคลนั้น ตามมติคณะรัฐมนตรีนั้นจะเรียกเรียกภาษีแบบเดิม อัตราเดิม แต่การหักค่าใช้จ่ายจะไม่ใช่แบบเหมาตามวงเล็บของเงินได้อีกต่อไปแล้ว กล่าวคือ การหักค่าใช้จ่ายต้องหักแบบจ่ายจริง มีใบเสร็จ ซึ่งการหักค่าใช้จ่ายของห้างหุ้นสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคลนี้จะทำให้เหมือนกับการหักค่าใช้จ่ายของบริษัทนิติบุคคลที่ต้องมีหลักฐานของค่าใช้จ่าย ดังนั้นการเสียภาษีของห้างหุ้นสามัญจะยุ่งยากกว่าเดิม เพราะจะต้องเก็บหลักฐาน ใบเสร็จ ใบรับรองต่างๆ ทำให้หลายคนที่มีเงินได้เข้าห้างหุ้นส่วนสามัญนี้ ต้องมีความละเอียดรอบคอบ เก็บหลักฐานไว้ทั้งหมด เพื่อนำไปหักค่าใช้จ่าย 

ถึงอย่างไรก็ดีการปรับการปรับปรุงอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและปรับปรุงภาษีเงินได้ของคณะบุคคลและห้างหุ้นส่วนสามัญนั้น อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ก็คือรอการอนุมัติจากสภาและคำประกาศจากกรมสรรพกร ซึ่งเมื่อมีการประกาศที่แน่นอนแล้ว การวางแผนภาษีก็จะสามารถทำได้

ในตอนต่อไปจะมาพูดถึงเรื่องการยื่นแยกของสามีภรรยา ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง และยื่นอย่างไรจึงประหยัดภาษีมากที่สุด พบกันใหม่ตอนหน้านะคะ  


Saturday, December 22, 2012

วางแผนการเงิน... เรื่องง่าย... ถ้าให้ "มืออาชีพดูแล" ตอน 7

คราวนี้ทุกคนก็เริ่มจะอยากวางแผนทางการเงินกันแล้วใช่ไหมค่ะ แต่บางคนก็ยังมีคำถามที่ค้างคาใจ หรือข้อสงสัยบางอย่างต่อนักวางแผนทางการเงินเหล่านี้ คำถามที่เจอบ่อยๆ และคำถามที่สงสัยก็หนีไม่พ้นว่า นักวางแผนทางการเงินจะเก็บความลับได้ไหม เราจะเชื่อนักวางแผนทางการเงินเหล่านี้ได้อย่างไร นักวางแผนทางการเงินเหล่านี้จะจริงใจให้คำปรึกษาที่เป็นกลางกับเราไหม หรือ นักวางแผนทางการเงินเหลานี้จะได้รับอะไรตอบแทนเมื่อมีการวางแผนทางการเงิน



- "นักวางแผนทางการเงินจะเก็บความลับได้ไหม"

สิ่งที่คนส่วนใหญ่เป็นห่วงกันและกังวลกันมาก ถ้าต้องไปใช้บริการนักวางแผนทางการเงิน คือกลัวว่าข้อมูลจะรั่วไหล เพราะต้องหยิบทุกอย่างขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ บอกข้อมูลทุกอย่างอย่างหมดเปลือก ซึ่งโดยมากแล้วข้อมูลทางการเงินจะเป็น "ข้อมูลลับสุดยอด" ไม่อยากจะเปิดเผยให้คนอื่นรับรู้ และในบางครั้งคนในครอบครัวเดียวกันเองก็ยังไม่รู้เลยว่า คนที่นอนข้างๆ ด้วยกันทุกวัน มีสินทรัพย์อยู่เท่าไร

เพราะฉะนั้น ความไว้วางใจในตัวนักวางแผนทางการเงินจึงเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด

ในประเด็นนี้เอง น่าที่จะพอวางใจได้ เพราะหากเป็นนักวางแผนทางการเงินที่ได้รับคุณวุฒิจาก CFP (Certificated Financial Planner) คุณวุฒิจาก FcHFP (Follow Chartered Financial Practitioner) และ RFC (Registered Financial Consultant) ก็จะมีการกำหนด "จรรยาบรรณ" ที่ต้องปฏิบัติตามไว้อย่างชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก จรรยาบรรณของนักวางแผนทางการเงินกำหนดให้ "รักษาข้อมูลของลูกค้าไว้เป็นความลับ" และจะไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าให้กับคนอื่นรู้ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกค้า และไม่ได้เป็นเพียงแค่จรรยาบรรณที่กำหนดขึ้นมาลอยๆ ให้ดูน่าเชื่อถือเท่านั้น แต่มีวิธีปฏิบัติอย่างละเอียดยิบเช่น

"แฟ้มเอกสารลูกค้าทั้งหมดต้องถูกเก็บใส่กุญแจไว้ในเวลากลางคืนและห้ามนำออกจากที่ทำการ เว้นแต่จะคืนให้กับลูกค้า"
"ในกรณีที่จัดเก็บเอกสารเป็นอิเล็กทรอนิกส์ไฟล์ ต้องกำหนดวิธีจำกัดเข้าถึงข้อมูล เช่น มีการใส่รหัสลับ (Password) เพื่อรักษาความลับของข้อมูลที่เก็บไว้ และการจัดทำ Backup File"
"ละเว้นการกล่าวถึงชื่อและเรื่องราวของลูกค้าในที่สาธารณะ ทั้งนี้รวมถึงในห้องรับรองแขกของที่ทำงานด้วย"

และยังมีข้อปฏิบัติในรายละเอียดอีกหลายข้อที่ทำให้สบายใจได้ว่า นักวางแผนทางการเงินจะสามารถรักษาความลับทางการเงินของเราได้เป็นอย่างดี

- "เราจะเชื่อนักวางแผนทางการเงินเหล่านี้ได้อย่างไร"

หลายๆ คนคิดว่าเราจะสามารถเชื่อคำแนะนำหรือคำปรึกษาของนักวางแผนทางการเงินเหล่านี้ได้อย่างไร อะไรคือสิ่งที่ทำให้เราเชื่อว่าสิ่งที่เค้าแนะนำนั้นถูกต้อง หรือแนะนำในสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ไม่ได้มั่วหรือยัดเยียดมาให้ ข้อสงสัยเหล่านี้ มักจะเกิดขึ้นหลังจากที่ได้ให้ข้อมูลทางการเงินแก่นักวางแผนทางการเงินไปหมดแล้ว แต่ข้อสงสัยนี้ก็จะค่อยๆ หมดหายไปเมื่อได้เห็น "รายงานทางการเงินส่วนตัว"

รายงานทางการเงินส่วนตัวจะบอกทุกอย่างเกี่ยวกับผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงิน ดังนั้น เมื่อได้เห็นแผนทางการเงินแล้ว ก็จะรู้ได้เลยว่า นักวางแผนทางการเงินได้จัดเตรียมทำการบ้านมาดีแค่ไหน นักวางแผนทางการเงินได้จัดทำรายงานสอดคล้องกับเป้าหมายและมีเหตุมีผลเพียงพอไหม ซึ่งสามารถตัดสินได้จากรายงานทางการเงินส่วนตัว

นักวางแผนทางการเงินจะได้รับการอบรมในการจัดการทำรายงานทางเงินส่วนตัว ผ่านทางการอบรมจากคุณวุฒิ CFP  FcHFP หรือ RFC ตามที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ ในการอบรมจะสอนให้นักวางแผนทางการเงินคิดและคำนวนหาการค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในอนาคตตามหลักเกณฑ์สากลที่วางไว้ ในการอบรมยังสอนถึงการวิเคราะห์ การประยุกต์ รวมถึงการเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับแต่ละแผนงาน มีการทำ Workshop การแชร์เคสหรือการยกเคสเพื่อประกอบการศึกษา เพื่อให้นักวางแผนทางการเงินได้มีความเข้าใจและรู้แจ้งในการวางแผนการเงินอย่างแท้จริง

นักวางแผนทางการเงินที่ดีต้องหมั่นทบทวนความรู้ และศึกษาถึงกฏระเบียบ ข้อบังคับที่ออกมาใหม่ อยู่เสมอ การติดตามข่าวสาร การอบรมเพิ่มเติม เป็นสิ่งที่นักวางแผนทางการเงินต้องปฏิบัติอยู่เสมอ เพื่อเป็นการเพิ่มความรู้ให้แก่ตนเองและยังสามารถถ่ายทอดไปให้กับผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงินอีกด้วย

- "นักวางแผนทางการเงินเหล่านี้จะจริงใจให้คำปรึกษาที่เป็นกลางกับเราไหม"

 หลายๆ คนมักจะสงสัยว่า นักวางแผนทางการเงินให้คำปรึกษากับเราอย่างเป็นกลางไหม จะรู้ได้อย่างไรว่าผลิตภัณฑ์การเงินที่นักวางแผนทางการเงินแนะนำนั้นมันดีต่อเราจริงๆ หรือมันเหมาะสมกับเราจริงๆ

การจริงใจให้คำปรึกษาถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกคนอยากได้รับ

ข้อสงสัยนี้จะเกิดขึ้นเมื่อผู้ต้องการวางแผนทางการเงิน ได้รับรายงานจากนักวางแผนทางการเงินแล้ว หรือเกิดขึ้นเมื่อนักวางแผนทางการเงินให้คำปรึกษาเสร็จแล้ว ผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงินก็ต้องชั่งใจว่าจะดำเนินแผนทางการเงินตามที่นักวางแผนทางการเงินเสนอมาไหม ข้อสงสัยนี้ก็หมดไปถ้านักวางแผนทางการเงินให้เหตุผลที่เหมาะสมอย่างเพียงพอต่อแผนทางการเงินที่เสนอ และให้คำปรึกษาที่เป็นชัดเจน มีหลักการตามทฤษฎีที่รองรับ มีเหตุมีผลตามหลักการวางแผนทางการเงินสากล

นักวางแผนทางการเงินที่ดีจะต้องเป็นกลาง ไม่โอนเอียงไปยังผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตัวเองชอบ จะต้องพูดถึงเหตุผลที่สมควรที่แนะนำให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินนั้นๆ มากกว่าจะเน้นที่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินตัวใดตัวหนึ่ง โดยไม่มีเหตุผลที่เหมาะสมมา support

ด้วยจรรยาบรรณของนักวางแผนทางการเงิน เชื่อว่าไม่มีนักวางแผนทางการเงินคนไหนจะไม่แนะนำสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงิน และที่สำคัญที่สุด ผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงิน จะเป็นคนที่ตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อผลิตภัณฑ์การเงินที่นักวางแผนทางการเงินนำเสนอ

- "นักวางแผนทางการเงินเหลานี้คิดค่าวางแผนเท่าใด และนักวางแผนทางการเงินจะได้รับอะไรตอบแทนเมื่อมีการวางแผนทางการเงิน"

หลายๆ คนมักจะลังเลและกังวลก่อนว่า การวางแผนทางการเงินนั้น ค่าธรรมเนียมคิดอย่างไร และค่าบริการคิดเป็นครั้งหรือคิดเป็นปี ข้อสงสัยนี้ทำให้ผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงินไม่กล้าที่จะถาม หรือถามแล้วกลัวว่าจะคิดในอัตราที่สูงจนรับไม่ได้ จนเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้การวางแผนทางการเงินไม่สามารถเกิดขึ้นสักที เพราะยังไม่ชัดเจนเรื่องเรื่องค่าบริการ

ในความเป็นจริง มีนักวางแผนทางการเงินที่คิดค่าบริการและไม่คิดค่าบริการ ค่าบริการนี้อาจรวมถึงการปรึกษาในครั้งแรก การปรึกษาในครั้งต่อๆ ไป รายงานทางการเงินส่วนบุคคล การบริการยื่นจดทะเบียน การบริการยื่นเรื่องแก่หน่วยงานราชการ การร่างสัญญา รวมถึงการซื้อผลิตภัณฑ์การเงินให้กับผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงิน

นักวางแผนทางการเงินที่ไม่คิดค่าบริการ
มีนักวางแผนทางการเงินจำนวนมากที่ไม่คิดค่าบริการ เพราะเหตุผลที่ว่า อาชีพวางแผนทางการเงินในประเทศนี้ยังไม่แพร่หลาย ยังไม่ค่อยมีคนรู้จัก ถ้านักวางแผนทางการเงินคิดค่าบริการแล้ว ก็คงไม่มีใครที่จะมาใช้บริการหรือมีก็อาจจะน้อย ซึ่งจะผิดความตั้งใจของนักวางแผนทางการเงินที่อยากจะให้ทุกคนมีการวางแผนทางการเงินที่ดี ดังนั้น นักวางแผนทางการเงินส่วนใหญ่ก็จะไม่คิดค่าบริการ

แล้วนักวางแผนทางการเงินจะได้รายได้มาจากไหน ในเมื่อไม่คิดค่าบริการ นักวางแผนทางการเงินจะได้รายได้จากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินแก่ผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงิน อาจจะอยู่ในรูปของค่าเปอร์เซนต์ ค่าคอมมิชชั่น หรือส่วนแบ่งแล้วแต่ที่ตกลงไว้กับทางโบกเกอร์ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันวินาศภัยต่างๆในแต่ละผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ซึ่งในส่วนนี้ก็จะเป็นรายได้ให้แก่นักวางแผนทางการเงิน ดังนั้น ผู้ที่ต้องการวางแผนทางการเงินก็จะได้สบายใจว่าสามารถปรึกษาได้ตลอดเวลา ไม่ต้องกังวลถึงค่าบริการอีก

นักวางแผนทางการเงินที่คิดค่าบริการ
นักวางแผนทางการเงินบางคน ได้มีการคิดค่าบริการแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มนักวางแผนการเงินจากต่างประเทศ เพราะอย่างที่กล่าวมาในข้างต้น งานที่ปรึกษาการเงินเป็นงานที่มีมานาน ได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับมากในต่างประเทศ จึงเป็นเรื่องสากลที่นักวางแผนการเงิน จะคิดค่าบริการ ค่าที่ปรึกษา ค่าธรรมเนียม อาจจะเป็นแบบเหมาจ่ายตามจำนวนครั้ง หรือคิดตามชั่วโมงที่ปรึกษา หรือคิดเป็นค่าทำรายงานวางแผนการเงินส่วนตัว นักวางแผนทางการเงินกลุ่มนี้ จะให้คำปรึกษาและจัดทำรายงานวางแผนทางการเงินส่วนตัว เมื่อมีการใช้บริการตรงนี้เกิดขึ้น ก็จะเก็บค่าบริการตามที่ตกลงกันไว้

แต่ถึงกระนั้น ค่าบริการที่เกิดขึ้นนี้ เมื่อรวมๆ แล้วอาจจะไม่มากกับกลุ่มคนที่ไม่มีเวลาที่จะวางแผนเงินตัวเอง เพราะกลุ่มคนเหล่านี้เชื่อว่าค่าบริการที่จ่ายให้แก่นักวางแผนทางการเงินนั้น มันเป็นรายจ่ายจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับสิ่งที่เค้าจะได้รับกลับมา สิ่งที่ได้รับกลับมา อาจให้ผลตอบแทนที่มากมาย และส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น คนกลุ่มนี้จึงเลือกที่จะจ่ายค่าบริการ

Sunday, December 2, 2012

วางแผนการเงิน... เรื่องง่าย... ถ้าให้ "มืออาชีพดูแล" ตอนที่ 6

ขั้นตอนที่ 6

ทบทวนและปรับปรุงแผน



หลังจากที่ได้ปฏิบัติไปตามแผนทางการเงินที่วางไว้ได้ระยะหนึ่งแล้ว ต้องมีการทบทวนและปรับปรุงแผนทางการเงินที่วางไว้ให้สอดคล้องกับสถานกราณ์ในปัจจุบัน เพราะเมื่อวงจรชีวิตเปลี่ยนไป เช่น อายุมากขึ้น แต่งงาน มีลูก เกษียณ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยที่นอกเหนือการควบคุม เช่น ภาวะเศรษฐกิจและการลงทุน ผลกระทบจากการเมือง ภัยธรรมชาติต่อทรัพย์สิน หรืออุบัติเหตุโรคภัยไข้เจ็บ เป็นต้น แผนการเงินก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย การทบทวนแผนการเงินอาจทำปีละหนึ่งครั้งหรือปีละสองครั้งขึ้นกับชีวิตของแต่ละคน การหมั่นทบทวนแผนการเงินก็จะทำให้แผนการเงินรัดกุมยิ่งขึ้น สิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนอาจทำได้ทันท่วงที ลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้


6 ขั้นตอนสำหรับการวางแผนการเงิน ดูเหมือนว่า 6 ขั้นตอนนี้จะง่ายๆ แต่บางทีมันกลับไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับใครหลายๆ คน เพราะฉะนั้นอาจจะต้องพึ่ง นักวางแผนการเงินมืออาชีพ ให้เข้ามาจัดการให้ตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วจะรู้ว่าการวางแผนการเงินเป็นเรื่องที่ง่าย แค่ใช้มืออาชีพเข้าช่วย


Coming together is a beginning,staying together is progress,and working together is success.
(การมาด้วยกันคือการเริ่มต้น การอยู่ด้วยกันคือการก้าวไปข้างหน้า และการทำงานร่วมกันคือความสำเร็จ)
 - Henry Ford -

วางแผนการเงิน... เรื่องง่าย... ถ้าให้ "มืออาชีพดูแล" ตอนที่ 5

ขั้นตอนที่ 5

ลงมือปฏิบัติ


ผ่านมาแล้ว 4 ขั้นตอน เมื่อมีการเตรียมทุกอย่างแล้ว ก็เหลืออย่างเดียว คือ ลงมือปฏิบัติ หลายคนบอกว่านี่เป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด และมีแนวโน้มที่จะล้มเหลวมากที่สุด คือการนำแผนการเงินที่ทำไว้แล้วนำไปปฏิบัติ โดยต้องทำตามแผนที่ได้วางไว้ว่าต้องปฏิบัติอะไรบ้าง กรอบเวลาใด เมื่อได้มีการเริ่มต้นแล้ว ทุกอย่างก็จะเดินตามแผนที่วางไว้ เป้าหมายการเงินที่วางไว้อย่างดี อย่างสวยงาม แผนการเงินที่กำหนดไว้อย่างรอบคอบ จะสำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับขั้นตอนนี้ ซึ่งไม่มีใครช่วยเราได้ นอกจากตัวเราเอง



                       Well done is better than well said.
                         (การลงมือทำดีกว่าคำพูดที่สวยหรู)

- Benjamin Franklin -

Monday, November 26, 2012

วางแผนการเงิน... เรื่องง่าย... ถ้าให้ "มืออาชีพดูแล" ตอนที่ 4

ขั้นตอนที่ 4

การจัดทำแผนทางการเงิน

ผ่านไป 3 ขั้นตอนแล้ว ทวนกันอีกทีนึง ขั้นตอนแรก "กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์" ขั้นตอนที่สอง "รวบรวมข้อมูลทางการเงิน" ขั้นตอนที่สาม "วิเคราะห์และประเมินสถานะทางการเงิน" เมื่อดำเนินมาถึงสามขั้นตอนนี้แล้ว เราก็จะทราบว่า เป้าหมายที่ต้องการกับสินทรัพย์ที่มีอยู่มันสอดคล้องตรงกันแค่ไหน และเมื่อวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ทางการเงินแล้ว ก็จะทำให้รู้ว่าเงินจะเข้ามาเมื่อไรและจะออกเมื่อไร ก็จะสามารถวางแผนและจัดทำแผนการเงินได้ ดังนั้นขั้นตอนที่ 4 คือ "การจัดทำแผนทางการเงิน" การวางแผนการเงินในด้านต่างๆ ซึ่งมีทั้งหมด 6 ด้าน ได้แก่

1. การวางแผนรายรับรายจ่าย
ในด้านนี้จะเป็นการวางแผนค่าใช้จ่าย การออมเงิน บริหารรายได้และรายจ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการบริหารจัดการหนี้ การรีไฟแนนส์ การปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ เพื่อให้ลดต้นทุนทางด้านดอกเบี้ยและบรรลุเป้าหมายได้เร็วยิ่งขึ้น หย่นระยะเวลาการจ่ายหนี้ลง การวางแผนรายรับรายจ่ายจะทำให้ทราบถึงสภาพคล่องของเงินที่มีอยู่ว่าควรจะเก็บออมเท่าไรและในรูปแบบใด การวางแผนรายรับรายจ่ายจึงเป็นแผนที่ทุกคนควรมีการวางไว้ ไม่ว่าจะรวยหรือจนก็ต้องมีการวางแผนรายรับรายจ่าย จะได้ทราบถึงการเงินของตัวเอง

2. การบริหารความเสี่ยงและการวางแผนประกันภัย
การบริหารความเสี่ยงโดยการโอนย้ายความเสี่ยงไปยังบุคคลที่สาม เป็นการป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับตัวเราแทนที่เราจะรับความเสี่ยงไว้ที่เราเอง การวางแผนบริหารความเสี่ยงและความเสียหายที่จะเกิดขึ้น โดยหลักการในการทำประกัน คือ ประกันบุคคลที่เป็นแรงสำคัญในการทำงานหาเงินเข้าครอบครัว และสินทรัพย์ที่อยู่อาศัย ร้านค้า ที่มีผลต่อการทำงาน ถ้าเกิดกรณีที่ไม่คาดคิด กิจการหรือครอบครัวก้จะยังสามารถดำเนินต่อไปได้ เปรียบเสมือนว่าไม่มีผลกระทบต่อกิจการนั้นๆ

3. การวางแผนภาษี
การวางแผนทางภาษี ไม่ใช่วางแผนเพื่อจะหลบเลี่ยงภาษี เพียงแต่วางแผนเพื่อที่จะลดภาระทางภาษีตามสิทธิประโยชน์ที่กำหนดตามกฎหมาย เป็นการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ภาครัฐมีให้อย่างเต็มที่ ครบถ้วนและถูกต้องต้องตามกฏหมาย ทำให้สามารถประหยัดภาษีและนำเงินที่ประหยัดจากภาษีนี้ไปลงทุนเพิ่มเติมได้ การวางแผนภาษีที่ดีจะเปรียบเสมือนว่ามีเงินออมเพิ่มมากขึ้น การเปลี่ยนภาษีให้เป็นเงินออม เงินไม่หายไปไหนและบางทีก็ยังได้ผลตอบแทนจากการวางแผนภาษีอีกด้วย

4. การวางแผนการลงทุน
เพือให้เงินทำงานและได้รับผลตอบแทนจากการทำงานของเงิน จะต้องมีการวางแผนการลงทุน เพื่อให้เราสามารถจัดสรรเงินไปลงทุนในทางเลือกต่างๆ ที่เหมาะสม เช่น ลงทุนในหุ้น ลงทุนในตราสารหนี้ เป็นต้น และต้องจัดสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมตามความเสี่ยงที่รับได้ ควรมีการกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์หลากหลายประเภทเพื่อกระจายความเสี่ยง และควรลงทุนให้สอดคล้องเป้าหมายที่วางไว้ เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่กำหนดไว้ การลงทุนจะต้องมองไปถึงเงินที่จะได้รับในอนาคตว่า เงินจะออกมาตรงกับช่วงเวลาที่เราต้องการใช้เงินไหม และยังต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจจะไม่ได้รับผลตอบตามที่คาดหวังไว้ ซึ่งจะทำให้เป้าหมายทางการเงินไม่บรรลุและการแก้ไขก็จะยากขึ้น เสี่ยงต่อการขาดเงินในอนาคตได้ ดังนั้นการวางแผนการลงทุนจึงเป็นที่สิ่งคัญ ควรทำหลังจากที่เราพร้อมในด้านอื่นๆ แล้ว จึงค่อยมาวางแผนลงทุน

5. การวางแผนเพื่อวัยเกษียณ
เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับชีวิตหลังจากเกษียณอายุซึ่งไม่มีรายได้ประจำ โดยมีสินทรัพย์ที่สร้างรายได้จำนวนมากพอสำหรับค่าใช้จ่ายในวัยเกษียณ โดยที่ไม่เป็นภาระของลูกหลานและสังคม ทั้งนี้หลักการเบื้องต้นของการวางแผนเพื่อวัยเกษียณ คือ การเริ่มต้นออมตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งจะดีกว่าการเริ่มต้นเมื่อมีอายุมาก เนื่องจากการออมที่เริ่มต้นเร็วจะสามารถให้ผลตอบแทนมากกว่า หลายๆ คนอาจพึ่งแต่เงินบำนาญที่ได้จากเงินสำรองเลี้ยงชีพ หรือเงินทดแทนสำหรับพนักงานอย่างเดียว ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอ เนื่องจากมีจำนวนที่จะได้รับไม่มากนักและบางครั้งก็ไม่แน่นอนว่าจะได้รับครบตามที่หวัง ที่สำคัญก็คือในอนาคตนั้น ค่าของเงินจะลดค่าลงเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อ ทำให้ต้องมีการวางแผนการเงินเพื่อเกษียณอายุ

6. การวางแผนมรดก
เป็นการวางแผนกระจายความมั่งคั่งให้กับทายาทรุ่นต่อไป หรือวางแผนมอบมรดกให้เป็นสาธรณกุศล แล้วแต่จุดประสงค์ของเจ้าของทรัพย์สิน คนส่วนมากมักคิดว่าการวางแผนมรดกเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น เพราะไม่มีทรัพย์สินจำนวนมาก และคิดว่าเป็นเรื่องของผู้สูงอายุเท่านั้น จึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับการวางแผนมรดก การทำพินัยกรรมเปรียบเสมือนคำสั่งสุดท้าย เพื่อให้แน่ใจว่าทรัพย์สินหรือความมั่งคั่งจะได้รับการส่งต่อให้กับคนที่ต้องการมอบให้ ซึ่งอาจจะนอกเหนือจากลำดับทายาทที่กฏหมายกำหนดไว้


Money isn't the most important thing in life, but it's reasonably close to oxygen on the "gotta have it" scale.
(เงินไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต แต่ก็เหมือนออกซิเจนที่จำเป็นต้องมีมัน)
 - Zig Ziglar -